จุลพงศ์ ย้ำบริบทการค้าโลกเปลี่ยนหลังเลือกตั้งสหรัฐ เน้นเจรจาแบบทวิภาคี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

จุลพงศ์ อยู่เกษ ระบุบริบทการค้าโลกเปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และชี้ว่าการเจรจาแบบทวิภาคีอาจทำให้ไทยเสียเปรียบ จึงควรยึดมั่นในข้อตกลงพหุภาคีและปรับโครงสร้างยุทธศาสตร์การค้าให้พึ่งพาตลาดภายในมากขึ้น

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผมจะใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพื่อให้กระชับยังมีผู้อภิปรายหลายคน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับนับตั้งแต่ มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว บริบทการค้าโลกเราเปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิงด้วยนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ผมกล่าวว่าการค้าโลกของเราเปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดระยะเวลา ๕๐-๖๐ ปีที่ผ่านมา โลกเราถูกทำให้เชื่อในแนวการค้า ระหว่างประเทศที่อยู่ในรูปของความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลุ่มประเทศ เราถูกทำให้ เชื่อว่าเป็นการสานประโยชน์ การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย การค้าหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เริ่มตั้งแต่ข้อตกลงการค้าโลกขององค์การค้าโลก ดับเบิลยูทีโอที่เรียกว่า General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT มีมาตั้งแต่ ปี ๑๙๔๘ หลังจากนั้นโลกเราก็ทยอยมีข้อตกลงการค้าแบบพหุภาคี มีการเจรจาครอบคลุม ประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดภาษีอากร การเปิดสินค้าและบริการ การลงทุนในฟากยุโรป มีข้อตกลงการค้าเสรีของสมาคมการค้าเสรียุโรปที่เริ่มตั้งแต่ข้อตกลงชุดแรกที่เขาเรียกว่า First Generation ที่เน้นการลดภาษีอากรและอุปสรรคการค้า ข้อตกลงชุดที่ ๒ ที่เขาเรียกว่า Second Generation ได้ขยายขอบเขต ควบคุมการแข่งขันทางการค้าและการบริการ มาดู ฟากทวีปเอเชียบ้างครับ ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนและต่อมาก็มีเพิ่มเป็น ASEAN+6 หรือ RCEP เรามีข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ทางฟากอเมริกาเหนือก็มีข้อตกลงการค้าเสรี อเมริกาเหนือ ๓ ประเทศหรือ NAFTA ก็คือสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก การเจรจา การค้าต้องใช้เวลานานครับ เนื่องจากต้องมีความพยายามในการประนีประนอมและสนอง ความต้องการของประเทศต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ท่านประธานครับประเทศไทยของเรากำลัง สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ เรียกย่อ ๆ ว่า OECD ซึ่ง OECD เอง ก็มีข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมทั้งด้านภาษี ศุลกากรและภาษีอากรข้ามชาติ แล้วก็ถือว่าเป็นการตกลงแบบพหุภาคีเช่นกัน สภาแห่งนี้ เคยผ่านพระราชกำหนดเพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายภาษีที่สอดคล้องกับข้อตกลงด้านภาษี ของ OECD เมื่อปีที่แล้ว การค้าของโลกเรายึดมั่นในพหุภาคีมาตลอดครับ แต่ตอนนี้เรากำลัง โดน Disrupt หรือการพลิกโฉมด้วยการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี นั่นคือเป็นการเจรจาแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง ที่ผู้เจรจาอีกประเทศหนึ่งของสหรัฐ ส่วนคู่เจรจาอีกประเทศหนึ่งก็เป็นประเทศเดียว ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อินเดียหรือประเทศไทย ผมไม่รู้นะครับว่าจะลาม หรือยืนยาวไปแค่ไหน แต่รู้ว่าประเทศไทยจะเสียเปรียบ หากเราต้องเจรจาการค้าแบบ ทวิภาคีต่อไป ประเทศไทยเราอาจจะต้องหยุดคิดว่าเราจะยอมคล้อยตามไป การเจรจาแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง หรือประเทศไทยจะร่วมกับประเทศอื่น ๆ ยืนหยัดในหลักการการค้าแบบ พหุภาคีของโลกที่เราปฏิบัติมา ๖๐ กว่าปีแล้ว เช่น การค้าของกลุ่มอาเซียน หรือการค้าโลก จะตัดตลาดสหรัฐออกไป ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ที่ปัจจุบันนี้ท่านเป็นรัฐมนตรี อาวุโส ใน ครม. ของสิงคโปร์ได้ให้ข้อคิดไว้เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน การเจรจาการค้าแบบทวิภาคี คือการเจรจาหนึ่งต่อหนึ่ง มีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะใช้อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์มากดดัน การเจรจา คือเอาเงื่อนไขอำนาจทางทหารมากดดันทางการค้า หรือสลับกันคือเอาเงื่อนไขอำนาจ ทางการค้ามากดดันการเจรจาด้านภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้อำนาจการเจรจาการค้าไม่เท่ากัน เราเพิ่งเห็นแรงกดดันทางการค้า เพื่อให้เกิดการเจรจายุติความไม่สงบตามชายแดนไทยกับ กัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ หากจะถามผมว่าผมเอาเรื่องนี้มาพูดทำไม รัฐบาลกำลังจดจ่ออยู่เรื่อง ภาษีทรัมป์ ที่ผมต้องยกขึ้นมาพูด เพื่อให้รัฐบาลในปัจจุบันและอนาคตจะต้องดำเนินนโยบาย เพื่อรับมือผลกระทบไม่ใช่เฉพาะการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ เรื่องภาษีนำเข้าเท่านั้น แต่ต้องเตรียมรับผลกระทบจากแนวทางการเจรจาการค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือแบบทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศที่มีกำลังทางเศรษฐกิจมากกว่าเรา เช่น ประเทศจีน ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองบนเวทีโลกไม่มากนัก เราจึงควรยึดมั่นในข้อตกลง ที่ทำแบบพหุภาคีกับประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกันหากจะให้ประเทศเติบโตแบบยั่งยืนและ สามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ ประเทศไทยควรจะวางแผนในระยะกลางและระยะยาว ที่จะต้องลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดภายนอกลง เราจะต้องปรับโครงสร้างยุทธศาสตร์การค้า ของประเทศเราเสียใหม่ครับ การดำเนินนโยบายต่อจากนี้จะต้องสร้างให้โตภายในประเทศ แทนที่จะมุ่งพึ่งพาการค้าภายนอกอย่างเดียว แต่การสร้างให้โตจากภายในประเทศเราก็ต้อง เจอปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือมีโครงสร้างภายในที่เปราะบาง ทำไมประเทศไทย ถึงโตช้ากว่าอินโดนีเซีย อินเดีย แล้วก็ฟิลิปปินส์ เรามาดูสัดส่วนการค้าต่อจีดีพี ผมเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ ถ้าสัดส่วนการค้าต่อจีดีพีสูงเท่าไร แสดงว่าประเทศนั้นพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอก มากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดความสุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง มาดูตัวเลขสัดส่วนการค้า ต่อจีดีพีของไทยสูงถึง ๑๒๙ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกเป็น อย่างมากนะครับ ในขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อินเดียอยู่แค่ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ และฟิลิปปินส์อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เรามีปัญหาแรงงานครับ อายุเฉลี่ยของแรงงาน ในอินโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์อยู่ที่ ๓๐ ปีเท่านั้นเอง แต่ประเทศไทยของเราอยู่ที่ ๔๐ ปี เราจึงมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เรามีปัญหาเรื่องหนี้สินในครัวเรือน ตลาดภายใน เราจะต้องให้มีการเติบโตแบบกระจายในพื้นที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเสนอนี้ อาจจะไม่ใช่มาตรการรับมือสินค้าใดสินค้าหนึ่ง เพราะเป็นมาตรการระยะสั้นที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ ประธานาธิบดีสหรัฐขึ้นอีก จะเกิดอะไรขึ้นในอีก ๓ ปีข้างหน้าถ้ามีการเลือกประธานาธิบดี สหรัฐคนใหม่ ประเทศไทยเราจะเจอปัญหาการค้าระหว่างประเทศวนเวียนคอยแก้ปัญหา เฉพาะหน้า วนเวียนซ้ำเดิม ๆ ไม่ใช่เป็นการเพิ่มการแข่งขันให้กับประเทศไทย สุดท้ายนี้ หลังจากที่ผมได้ยินท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงต่อสภาว่า ถึงแม้จะไม่มี ปัญหาทรัมป์ (Trump) เราก็มีปัญหามากมาย แล้วท่านก็ยกตัวอย่างปัญหามากมายครับ แต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยเราต้องการการลงมือทำ เราต้องการ Action มากกว่าคำพูด คำชี้แจงสวยหรู ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมไม่เห็นในงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๙ เลยที่จะกันงบประมาณเพื่อจะมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าว สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขอให้พึ่งพา การเติบโตภายในมากขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน