จุรินทร์ ย้ำรัฐบาลต้องแก้ปัญหาหลายวิกฤตพร้อมกัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ให้ความกระจ่าง และให้กำลังใจทีมไทยแลนด์ โดยเน้นย้ำความสำคัญของตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วน ๑ ใน ๕ ของยอดส่งออกทั้งหมด พร้อมระบุว่าจะใช้เวลาสั้นๆ ในการกล่าวถึงประเด็นสำคัญ ๕ ประเด็น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้ว่าปัญหาภาษีทรัมป์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายวิกฤตที่รัฐบาลต้องเผชิญ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้สมาธิสูงในการแก้ปัญหาและหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาเพิ่มเติม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือประเด็นภาษีทรัมป์ที่ซับซ้อนซึ่งเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจไทยกับทั้งสองประเทศ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ได้กรุณาให้ความกระจ่างในบางประเด็น แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับ Team Thailand ซึ่งเชื่อว่าท่านก็พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ภายใต้ศักยภาพที่มี แล้วก็หวังว่าประเทศไทยจะได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับที่ท่านหวัง ความจริง เรื่องภาษีทรัมป์เราเคยพูดกันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๙ เมษายนปีนี้ ๓ เดือนเศษที่ผ่านมา แต่ที่ต้องมาพูดกันอีกครั้งก็เพราะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสำคัญยิ่งไปกว่านี้ก็คือตลาดสหรัฐอเมริกามีความสำคัญ กับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุดถ้าเราไปดูตัวเลขปีที่แล้วทั้งปีประเทศไทยส่งออก ไปสหรัฐอเมริกาคิดเป็นสัดส่วนที่เราส่งไปทั้งหมดต่อโลกนะครับ ส่งไปโลก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดอเมริกาถึง ๑๘.๒๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบจะเรียกได้ว่า ๑ ใน ๕ ของยอดส่งออกทั้งหมด เราสามารถทำเงินเข้าประเทศจากการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเป็นเงินไทยถึง ๑.๙ ล้านล้านบาท แล้วเราได้ดุลการค้าสหรัฐมหาศาล คิดเป็นเงินไทยที่เราได้ดุล ๑.๒ ล้านล้านบาท นี่คือ ความสำคัญของตลาดสหรัฐอเมริกาที่เราจะทิ้งไม่ได้ และการเจรจาภาษีก็เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ อย่างไรก็ตามผมขอใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ ที่จะพูดใน ๕ ประเด็น โดยจะพยายาม ไม่ให้ซ้ำกับเพื่อนสมาชิก ยกเว้นในประเด็นที่มีความจำเป็น

ประเด็นแรกก็คือผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ท่านบอกเมื่อสักครู่ว่าประเด็นเรื่องภาษีทรัมป์นั้นเป็นแค่ปัญหาส่วนหนึ่ง หรือแค่ปัญหา บางส่วน แต่ท่านพูดในมุมที่บอกว่าเป็นปัญหาบางส่วนในเรื่องของการเกษตรและการค้า แต่ความจริงผมมีความเห็นขยายความไปกว่านั้นด้วยว่าปัญหาภาษีทรัมป์นั้นไม่ใช่ปัญหา ทั้งหมดของประเทศปัจจุบัน และไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของรัฐบาล แต่เป็นแค่หนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งในการแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน โดยประเด็น สำคัญที่สุดก็คือจะต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการแก้ปัญหา เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาล กำลังจะเผชิญปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง ทางการเมืองต้องยอมรับ ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาล และกำลังลามไปถึงความชอบธรรม อันนี้คือ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่ง ในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาจีดีพีโตต่ำที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ทราบโจทย์อยู่แล้ว อันนี้ต้องเร่งแก้ปัญหา แม้ว่าวันสองวันนี้กระทรวงคลัง จะออกมาแถลงว่าจีดีพีมีแนวโน้มจะดีขึ้น ตั้งเป้าไว้ปี ๒๕๖๘ ๓ เปอร์เซ็นต์อาจจะขยับไปได้ แม้ไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็จะไป ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่หลายสำนักก็ยังคิดว่ามันคงได้สัก ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไป ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ตามเป้าหมายอยู่ดี อันนี้ จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหา รวมทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่ประชาชน คนไทยรายได้ลบรายจ่ายแล้วไม่เหลือพอใช้หนี้ รวมทั้งปัญหาในเรื่องของสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหา Scammer และยังมีปัญหาความมั่นคงซ้ำซ้อนเข้ามาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ผมนำเรื่องนี้มากราบเรียนเพื่อจะบอกว่า ทรัมป์หรือภาษีทรัมป์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา ที่รัฐบาลกำลังเผชิญ สิ่งที่ต้องการบอกรัฐบาลก็แต่เพียงว่า รัฐบาลต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการ แก้ปัญหา และสำคัญไปกว่านั้นก็คือจะต้องหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาเพิ่ม เพื่อให้รัฐบาลได้มี เวลาและสมาธิในการแก้ปัญหาให้กับประเทศของเราต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ที่ขออนุญาตที่จะเรียนกับท่านประธานก็คือ ปัญหาภาษีทรัมป์ เป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นครับ ไม่ใช่แค่มิติทางด้านการค้าระหว่างไทยกับ สหรัฐอเมริกาแต่เพียงเท่านั้น แต่ได้ถูกนำมาผูกโยงกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาสงคราม การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนและโลก แล้วก็ไปไกลถึงขั้นบังคับเลือกข้าง ทำไมผมกราบเรียน อย่างนี้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าชัดเจนสำหรับนโยบายของสหรัฐ America First ซึ่งชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน ผลประโยชน์ของสหรัฐต้องเป็นที่ ๑ นี่คือสิ่งที่ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ ประกาศแต่ทรัมป์ (Trump) จีนก็ประกาศ จีนประกาศตอบโต้ว่า ในเรื่องการเจรจาภาษีทรัมป์ ไม่ว่าของชาติใดในโลก ถ้าเจรจาแล้วกระทบผลประโยชน์ของจีน จีนจะตอบโต้โดยเด็ดขาด เท่าเทียม นี่คือปรากฏการณ์ที่ประเทศไทยของเราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการสร้างสมดุล ระหว่างความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของไทยเองและสหรัฐอเมริกากับจีน เพราะว่า ทั้งจีนทั้งสหรัฐอเมริกามีความสำคัญกับเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างยิ่ง จีนตัวเลขการค้า กับไทย ท่านประธานทราบแล้วก็คงจะเห็นว่ามันมหาศาล เราค้ากับจีนเป็นอันดับ ๑ ของโลก ไม่ได้ค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ ๑ เราค้ากับจีนปีหนึ่ง ๔ ล้านล้านบาท ขณะที่เราค้ากับ สหรัฐอเมริกา ๒.๖ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การค้าทั้งกับจีน สหรัฐอเมริกา เราต้องรักษาดุลยภาพทั้งเศรษฐกิจระหว่างไทยกับ ๒ ประเทศนี้ให้ดี

ประเด็นที่ ๓ ที่ขอเรียนก็คือว่าประเด็นภาษีทรัมป์มันไปไกลถึงขนาดที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) กำลังหยิบยกหรือได้หยิบยกปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็นเงื่อนไขทับซ้อนกับการเจรจาทางการค้า นั่นก็คือประกาศว่าหากไทย-กัมพูชา ไม่หยุดยิงก็จะไม่เจรจาต่อ นั่นแปลว่าถ้าเราไม่ทำตามทั้งไทย ทั้งกัมพูชาไม่หยุดยิง การเจรจา ภาษีทรัมป์ก็จะไม่เดินหน้าต่อ ถ้าทรัมป์ (Trump) เอาจริงนะครับ แต่แม้จะประกาศหยุดยิง ก็ไม่ได้แปลว่าภาษีจะลด เป็นแค่ได้เดินหน้าเจรจาต่อ เพราะทรัมป์ (Trump) ไม่ประกาศว่า ถ้าหยุดยิงจะลดภาษี อันนี้คือความจริงที่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ผู้ที่เชี่ยวชาญในวงการการเมืองระหว่างประเทศนี่ เข้าใจดีว่าที่ทรัมป์ (Trump) กำลังเข้ามามีบทบาทเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ก็เพราะส่วนหนึ่งมีการวิเคราะห์ว่าต้องการที่จะทำ Record หรือสร้างผลงานในเรื่องของ การขอรับรางวัล Nobel สาขาสันติภาพ แต่ถึงจะจริงหรือไม่จริงก็ตามเราต้องยอมรับว่า มาถึงวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) กำลังเอามิติความมั่นคง มาผูกกับมิติการค้าอย่างชัดเจน ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือทำให้รัฐบาลไทยแก้โจทย์ยากขึ้น เพราะแทนที่จะแก้โจทย์ความมั่นคงเดี่ยว ๆ แก้โจทย์การค้าเดี่ยว ๆ ต้องเอาโจทย์ ความมั่นคงกับการค้ามาผูกกันแล้วก็แก้ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหา อธิปไตย นอกจากนั้นสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนก็คือว่า อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีทรัมป์ โดยตรง แต่ขอแวะนิดเถอะครับท่านประธาน เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เรากำลัง มีปัญหารบกัน ขอพูดฝากรัฐบาลให้ได้ตระหนักและเร่งแก้ปัญหาว่า แม้ประเทศไทยของเรา จะชนะสงครามสู้รบด้วยศักยภาพของกองทัพและการเสียสละของทหารหาญของไทย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ขณะนี้เรากำลังเพลี่ยงพล้ำ ๒ สงคราม คือ ๑. สงครามการสื่อสาร กับ ๒. สงครามการรบในเวทีโลก ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยเร่งด่วน ไม่อย่างนั้น มันจะลามไปเรื่องอื่น

ประเด็นที่ ๔ ก็คืออีกเรื่องที่จำเป็นต้องพูดตรงนี้เสียเลย ปัญหาเรื่อง ฐานทัพเรือพังงา ที่ทับละมุ ผมเรียนจุดยืนของผม ผมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ ฐานทัพเรือพังงา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยชายฝั่งอันดามันของไทย และพร้อม สนับสนุนเรื่องนี้เต็มที่ทุกโอกาส แต่สิ่งหนึ่งที่จะขอพูดก็คือ ประเทศไทยจะต้องไม่ยอมให้ ชาติใดมาตั้งฐานทัพที่ท่าเรือทับละมุ จังหวัดพังงา ที่ต้องพูดตรงนี้เพราะว่ามันจะกลายเป็นการ ชักศึกเข้าบ้าน เกิดสงครามใหญ่เมื่อไร ทับละมุ ท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จังหวัดชายทะเล ฝั่งอันดามันสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะกลายเป็นดินแดนกระสุนตก และนอกจากชักศึกเข้าบ้าน ผมเรียนเลยว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการ รักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกาและประเทศจีน เรื่องนี้ฝากรัฐบาล เก็บไปคิด แล้วก็เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านไปแล้วเมื่อทรัมป์ (Trump) ประกาศอัตราภาษี มันยัง เป็นเรื่องวันนี้และอนาคตที่รัฐบาลต้องตระหนักในจุดยืนเหล่านี้

ประเด็นที่ ๕ ไม่ว่าผลในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนในเวลาประเทศไทยก็ตาม ภาษีทรัมป์จะออกมาอย่างไร ผมขอย้ำ ๓ เรื่อง เฉพาะ ๓ ประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ และต้องทำ

ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดไปบ้างแล้ว เมื่อสักครู่นี้ ผมเห็นด้วย สนับสนุน และผมก็เตรียมมาพูดเรื่องนี้มาย้ำว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ อย่างยิ่ง เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่รัฐบาลจะต้องจัดการโดยเด็ดขาดกับการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ เข้ามาในเขต Free Zone หรือเขตปลอดอากร เช่นที่แหลมฉบัง อ้างว่าเพื่อส่งต่อไปยัง ประเทศที่สาม แต่เอาเข้าจริงคือมีการลักลอบนำสินค้าเหล่านี้ออกมา แล้วมาแต่งชุดไทย ตีตรา Made in Thailand แล้วก็ส่งออกไปยังประเทศที่สาม ที่สหรัฐอเมริกาเขาขอให้ไทยดูแล เรื่องนี้นั่นแหละครับ ผมขอย้ำว่าผมเห็นด้วยแล้วกระทรวงการคลังต้องเอาจริง เพราะเรื่องนี้ กระทบผลประโยชน์อย่างยิ่งโดยรวมของประเทศไทย นั่นคือมันจะทำให้ตัวเลขการส่งออกไป สหรัฐอเมริกาโป่งเกินจริง เพราะสินค้าไทยไม่ได้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ๑๐๐ สวมสิทธิ ๘๐ ๒๐ เหลือจริง ๆ ๘๐ สมมุติว่าตัวเลขเป็นอย่างนี้ แล้วทำให้ตัวเลขเราได้ดุลการค้า สหรัฐอเมริกาสูงเกินจริง ทรัมป์ (Trump) ก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเขาขาดดุลเราเยอะ เขาก็ ขึ้นภาษีกับเราเยอะ สุดท้ายกรรมมันมาตกกับประเทศไทย แล้วคนที่ได้ประโยชน์ก็คือพวกที่ ลักลอบนำสินค้าออกจากโกดัง Free Zone หรือเขตปลอดอากร แล้วสมคบกับใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จะเป็นใครก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังและรัฐบาลต้องไปจัดการ เรื่องนี้อย่างจริงจังและอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะถ้าพูดตรง ๆ มันก็คือการขายชาติทางเศรษฐกิจ

เรื่องที่ ๒ ที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือว่า รัฐบาลจะต้องเผยแพร่ข้อมูล เมื่อสักครู่ นี้ผมเข้าใจได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่าตกลงกับสหรัฐอเมริกาไว้แล้วว่า จะไม่พูดรายละเอียดว่าเราให้อะไรเขาบ้าง เขาให้อะไรเราบ้าง ผมเข้าใจ ผมเคยเป็นรัฐบาล เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี เคยเป็นรัฐมนตรี อะไรที่เป็นความลับถ้าเราปรารถนาดีต่อ บ้านเมืองก็ต้องเป็นความลับ แต่ถ้าเราจริงใจ จริงจังเราก็ต้องเก็บไว้เมื่อยังไม่ถึงเวลาอันสมควร แต่เมื่อภาษีประกาศแล้วหรือถึงเวลาอันสมควร รัฐบาลต้องเผยแพร่เรื่องนี้ และต้องเปิดเผยให้ชัดเจนไม่อ้ำอึ้งปิดบังต่อไปว่า เราเอาอะไรไปแลกกับสหรัฐอเมริกาบ้าง เพื่อให้คนไทยเจ้าของประเทศได้รับทราบ แล้วก็เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่มันจะ ตามมาอย่างรู้เท่าทัน และที่สำคัญก็คือว่าเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตด้วย เพราะผมคิดว่า ภาษีทรัมป์ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งเดียว มันอาจจะมีทรัมป์ ภาค ๑ ทรัมป์ ภาค ๒ ทรัมป์ ภาค ๓ ตามมาก็ได้ ใครจะไปเดาได้กับความคิดของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นี่คือ เรื่องที่ ๒ ที่จะต้องทำ

เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ ๓ ที่รัฐบาลจะต้องจัดการ ก็คือขณะที่เราอภิปรายอยู่นี้ ผมไม่ทราบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบหรือเปล่า แต่อย่างน้อยผมคนหนึ่ง และพวกเราในสภาหลายคนก็คงยังไม่ทราบว่าผลมันออกมาอย่างไร แต่ก็คงคาดได้ ๓ ทาง ถ้าเราเอาภาษีเวียดนามเป็นตัวตั้งคือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑. ภาษีเราโดนเรียกเก็บมากกว่า เวียดนาม คือมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๒. ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บวก ลบนิดหน่อย กับ ๓. น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งหนึ่งที่ขอเรียนกับท่านประธานก็คือว่าไม่ว่าจะออกมา กี่เปอร์เซ็นต์ ทุกภาคส่วนของไทยกระทบแน่นอนโดยเฉพาะคนตัวเล็ก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ขอฝากก็คือ SMEs เกษตรกร ข้าวพวกเราพูดกันเยอะแล้ว ผมไม่ซ้ำแล้วครับ แต่ต้องยอมรับ ความจริงว่าวันนี้เกษตรกรขายข้าวได้เกวียนหนึ่ง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ๘ เดือนติดกัน ไทยส่งออกข้าวติดลบตลอด รัฐบาลมีมาตรการอะไรนอกจากเยียวยาจากผลกระทบ จากภาษีทรัมป์แล้ว เพราะเราส่งข้าวไปตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ ๑ ของโลกนะครับ เรากินตลาดข้าวในสหรัฐอเมริกาอย่างเดียว ๕๓.๖ เปอร์เซ็นต์ เราจะมีมาตรการอะไรออกมา ถ้ารัฐบาลประกาศไม่ประกันรายได้เหมือนที่ผมเคยทำ ๒. ยาง ยางนี่เราก็ส่งออกไป ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นลำดับ ๑ ครับ ครองตลาดสหรัฐอเมริกา ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๑ ใน ๕ ของตลาดสหรัฐอเมริกา ยางที่ว่าคือยางล้อ ถ้ายางล้อขายไม่ได้ กระทบราคายางพาราในประเทศแน่นอน เดือนเมษายนถ้าท่านประธานจำได้ ย้อนกลับไปดู ทันทีที่บอกว่าทรัมป์ (Trump) จะขึ้นภาษีจากประเทศไทย ซึ่งมียางอยู่ในนั้นด้วยนี่ ราคายาง ลงมากิโลกรัมละ ๑๐ กว่าบาท จนวันนี้ยังไม่ขึ้นเลยครับ แล้วถ้าเกิดภาษีทรัมป์ประกาศ ออกมาจริง ๆ เป็นลบ รัฐบาลมีมาตรการจะดูแลราคายางให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างไร มันสำปะหลัง บาทกว่ามานานแล้วครับ วันนี้ถาม สส. เพิ่งขึ้นเป็น ๒ บาทนิดหนึ่ง ทำไม มันลงขนาดนี้ ขณะที่เมื่อก่อน ๓ บาท ลงไปเพราะว่าจีนไม่ได้รับซื้อ เพราะว่าจีนซื้อมันไทย ไปทำแอลกอฮอล์ แต่ตอนนี้เขาใช้ข้าวโพดที่ปลูกในจีนทำแทน ทำให้เราส่งออกไปจีน ได้น้อยลง ราคามันก็ตก รัฐบาลมีมาตรการอะไรในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผลไม้ หมู ที่พวกเรา พูดกันเยอะแล้วผมไม่ซ้ำแล้วครับ รวมทั้ง SMEs และพืชเกษตรตัวอื่น รัฐบาลจะมีมาตรการ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคนตัวเล็กที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ และครอบคลุม รวดเร็ว ชัดเจน อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคนไทยทุกคนก็ต้องการคำตอบ นอกจากต้องการรู้ว่าภาษี มันจะเป็นอย่างไร

สุดท้ายครับ ผมก็คนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน ผมอยากให้ประเทศไทยเสียหาย น้อยที่สุดเช่นเดียวกับที่รัฐบาลคิด ผมเชื่อว่าอย่างนั้น เพราะไม่อย่างนั้นมันกระทบรัฐบาล แล้วต้องการเห็นประเทศไทยได้ประโยชน์มากที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานเพื่อประโยชน์ ของประเทศทุกคน ขอให้โชคดีครับ ขอบคุณครับท่านประธาน