พิชัย ชี้แจงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ผลกระทบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

นายพิชัย ชุณหวชิรชี้แจงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและผลกระทบทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมไทย โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเจรจาและการเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีใหม่ ๆ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก รัฐสภาที่เคารพครับ ขอบคุณนะครับ ผมได้มานั่งรับฟังด้วยตัวเองแล้วก็จะขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงต่อรัฐสภาแล้วก็ผู้ที่ได้รับฟังนะครับ ซึ่งสถานการณ์ที่คิดว่าทุกคนมองว่าสำคัญมาก สำหรับประเทศไทยที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ท่านมีความคิดเห็น แล้วก็กังวลเรื่องอะไร ผมพอจะสรุป ท่านกังวลว่าวันนี้เราเจรจาและรับทราบจากข่าวว่า คุยกันเรื่องตัวเลข ไม่จำเป็นต้องพูดตัวเลข เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบว่าตัวเลขที่เราเจรจานี้ มีความจำเป็นครับ มีความสำคัญต่อการที่เราจะแก้ไขปัญหาหรือดูแลประเทศในระยะถัดไป ไม่ว่าเวียดนามได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เกาหลีและญี่ปุ่น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่ทีนี้เวลาเราจะดู เราก็คงจะดูว่าเราอยู่ในกลุ่มไหน เราก็คง อยู่ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ก็คือในเขตของอาเซียน ซึ่งเราควรจะต้องเกาะกลุ่มอยู่ให้ได้ ท่านกลัวไม่ทราบว่า เอ๊ะ ถ้าออกมาจะเจ็บมากหรือเจ็บน้อย ผมอยากจะเรียนว่ามันมีการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถที่จะเข้าใจมันและแก้ไขปัญหา ให้ถูกต้องมันก็จะกลายเป็นมีโอกาสเสียด้วยนะครับ ท่านเป็นห่วงว่าปัจจุบันอุตสาหกรรม ในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราส่งออกเยอะ เรื่องยานยนต์ เรื่องยางล้อ สิ่งทอต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านเป็นห่วงสิ่งเหล่านี้ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องภาษี ท่านเป็นห่วงเรื่องผลกระทบทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ขาดที่ดิน มีอาหารสัตว์แพงขึ้น ต้นทุนที่แพงกว่าแปรรูป เกษตรเรายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ เรามีต้นน้ำ ที่ไม่เข้มแข็ง อย่างนี้เป็นต้น ทุกคนเป็นห่วง นี่คือสาเหตุในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อที่จะให้เห็นว่า สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่นี่ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง คำว่า Reciprocal Tariffs ที่เราไป เจรจามันไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องอัตราภาษีอย่างเดียว มันครอบคลุมหลาย ๆ อย่างในการที่จะ เกิดการค้าขายขึ้น อันนี้เพื่อจะให้ดูว่ามีผลกระทบอย่างไร เราก็มาดูว่าผลกระทบอย่างไร แล้วเราจะต้องมีมาตรการต่อเนื่องอย่างไรในการที่จะทำ ผมก็ลองมาหยิบว่า ถ้าไม่มี ภาษีทรัมป์ในวันนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นปัจจุบันนี้เราเป็นอย่างไร หน้าตาปัจจุบันนี้เรามีเรื่องของสิ่งที่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการผลิต ภาคการผลิตใหญ่ ๆ วันนี้เรามีการ ผลิตแล้วก็ส่งออก ตัวใหญ่ ๆ เลยก็เป็นภาคอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนที่มา ยาวนานแล้ว มากกว่า ๔๐ ปีก็มี ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากต่างประเทศเป็น FDI รุ่นเก่า ใช้แรงงานเยอะ ใช้แรงงานที่มีฝีมือในประเทศไทยรวม ๆ แล้วมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ภาคยานยนต์เราก็จะเห็น เรามีภาคยานยนต์ที่เรียกว่าเข้มแข็งเป็นภาคยานยนตร์จาก ประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้เราจะมีการ Transform อยู่ทั้งญี่ปุ่นและจีน ก็จะ Transform ไปสู่การ เป็นยานยนต์ที่ทันสมัยเป็น EV ขึ้น ดังนั้นเราจึงมีทั้ง ๒ รูปแบบนี้อยู่ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในระหว่าง การเปลี่ยนถ่าย ภาคผลิตที่เป็นการเกษตร ซึ่งท่านจะเห็นว่ามีปัญหาถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มี ปัญหาเรื่อง Tariffs สภาพที่แท้จริงก็คือว่า การเพาะปลูกของเรามีขนาดเล็ก สภาพของดิน คุณภาพก็ด้อยไปเรื่อย ๆ เนื่องจากเราอาจจะใช้ปุ๋ยเยอะ การดูแลดินไม่ดีพอทำให้ต้นทุนสูง ต้นทุนต่อกิโลกรัม ต้นทุนต่อไร่สูงกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกไม่มี อันนี้เป็นปัญหาที่มันเกิดอยู่แล้ว ซึ่งเราจะต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แน่นอน ดังนั้น สิ่งที่ส่งออกไปจะเห็นว่าความสามารถในการส่งออกของเรานี้จึงทำให้เราไม่สามารถจะ แข่งขันได้สะดวกนัก เนื่องจากการเปลี่ยนถ่ายที่ช้าไป และเนื่องจากต้นทุนที่สูง ดังนั้นปัญหา นอกเหนือจากนี้แล้วเราก็จะพบว่าสิ่งที่เราไม่สามารถปรับปรุงเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นขึ้นมา ก็เพราะเรามีปัญหาต่าง ๆ ปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงระบบ ราชการที่ยังจะต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อจะดูแลภาคเอกชนให้มากขึ้น และทั่วถึง และรวดเร็ว เรายังมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งมีมากมายเหลือเกินเป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะดูแลเรื่องเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิต และภาคบริการของเรา เรามีกระบวนการอนุมัติเอกสารต่าง ๆ ที่ล่าช้าต่าง ๆ เหล่านี้ และเรา มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ในรูปของโครงสร้างพื้นฐานที่เราทั้งมี แล้วก็มีความไม่พร้อม ยากต่อการใช้งาน เรามีที่ดินที่เยอะเหลือเกิน ใคร ๆ ก็มองว่ามีที่ดินที่พร้อมที่จะทำการลงทุน แต่ที่ดินนั้นก็อาจจะทำให้ได้มาซึ่งราคาแพงและเข้าไปไม่ทั่วถึง เรามีไฟฟ้าที่เหลือความ ต้องการใช้ แต่ก็อาจจะราคาสูงไปหน่อยหนึ่ง เรามีน้ำ ซึ่งบางครั้งก็จะมากไป บางครั้งอาจจะ น้อยไป แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องแรงงาน ซึ่งที่เราพูดว่าแรงงานของเรานี้ต้องการที่จะต้อง Reskill Upskill ให้เหมาะขึ้นกับอุตสาหกรรมที่เราต้องการเปลี่ยนผ่าน นี่คือเหตุการณ์ ปัจจุบัน เมื่อเราอยู่ ณ จุดนี้ วันนี้ถามว่าเราได้ทำอะไร ณ วันที่ ๒ เมษายน ก็เกิดมีการ ที่เรียกว่า มีเรื่องของการประกาศโดยสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการ Reciprocal Tariffs ขึ้นมา หรือมาตรการนี้เป็นการขึ้นภาษีนำเข้าให้กับหลาย ๆ ประเทศ หมายถึงว่า สินค้าที่จะส่งออกไปจากไทยไปเข้าสหรัฐอเมริกา ต่อไปนี้ก็จะต้องมีการปรับภาษีจนกว่า เราจะได้มีการพูดคุยกันใหม่ แต่ผมอยากจะเรียนว่าภาษีเหล่านี้คืออะไรครับ ภาษีเหล่านี้ก็คือ ภาษีที่ผู้ส่งออก คือประเทศไทยที่จะส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ประเทศอื่น ๆ จะต้องเสียภาษี ขาเข้า แต่ในทางปฏิบัติแล้วปกติแล้วการเสียภาษีขาเข้าก็จะถูกแบกรับโดยผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็จะเป็น ผู้แบกรับ ถ้าของเดิมเคยเก็บภาษีต่ำ ต้นทุนของสินค้าและบริการที่เข้าสหรัฐอเมริกาก็จะมีราคาต่ำ ถ้ามีการตั้งภาษีในราคาที่สูง ที่อัตราที่สูง ต้นทุนของสินค้าและบริการที่เข้าสหรัฐอเมริกาก็จะมีสูง ผลสุดท้ายแล้วสินค้า ที่ขายในสหรัฐอเมริกาก็จะมีราคาสูง แต่ในทางได้ก็มีครับ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็จะสามารถ เก็บภาษีที่สูงขึ้น แน่นอนครับราคาสินค้า บริการในสหรัฐอเมริกาก็จะขึ้นสูง สิ่งที่เราทุกคน ยังหาข้อยุติไม่ได้ แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรจนกระทั่งการเจรจาเรียบร้อย ก็คือความ ไม่เท่าเทียมกันของสินค้าประเภทเดียวกันที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน สมมุติว่ามีประเทศ ที่มีสินค้าที่เหมือนกับเราและได้ในอัตราเช่น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราต้องเสียในอัตรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เราก็จะไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้นการที่มีเท่ากันแล้วผลกระทบ ก็จะมีต่อผู้ที่จะส่งออกก็จะน้อย ดังนั้นความไม่แน่นอนเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาว่าจะ เป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะเรียนว่าคงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมคิดว่าประมาณสัก ๑๐ ชั่วโมง จากนี้ไปเราก็น่าจะได้ทราบแล้วว่าผลเป็นอย่างไร ภาษีที่ว่านี้ถ้าหากว่าไม่จบก็จะอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่เรามีความเชื่อว่าจากข่าวที่ท่านลุตนิก (Lutnick) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ของสหรัฐอเมริกาได้บอกแล้วว่าการเจรจากับประเทศไทยได้ข้อยุติแล้ว ก็แปลว่าเขาได้ข้อมูล ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว พร้อมพิจารณาและพร้อมที่จะประกาศให้เราแล้ว ผมเลยคาดว่า การประกาศนี้น่าจะมีการประกาศได้ทันก่อนวันที่ ๑ ที่จะถึงนี้นะครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของ การที่เราเจรจา ทีนี้เพื่อที่ให้เห็นภาพว่ามีผลกระทบอย่างไร แล้วผลกระทบเหล่านั้นที่เรา จะต้องทำนี่ทำอะไรบ้าง แล้วเมื่อการทำสิ่งเหล่านั้นแล้วมันก่อให้เกิดอะไรขึ้น มันก่อให้เกิด ปัญหาหรือก่อให้เกิดปัญหาและเป็นโอกาสนะครับ เพื่อจะให้เห็นได้ว่าในการที่แต่ละประเทศ เจรจาส่วนใหญ่แล้วก็จะครอบคลุมอยู่ในประมาณสัก ๔ หัวข้อนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีเรื่องการ ไม่เปิดเผยความลับอยู่ หรือว่า Non-Disclosure Agreement ซึ่งเราได้ตกลงกับเขาแล้ว และเราเลยไม่พูด ดังนั้นรายละเอียดผมไม่พูด แต่ผมขออธิบายในหลักการเพื่อจะได้ ทราบว่าสิ่งที่จะตกลงของเราและประเทศอื่น ๆ ก็จะตกอยู่ในกรอบอย่างนี้ครับ ก็คือ ๑. สหรัฐอเมริกาก็จะขอให้ว่า วันนี้สินค้าที่สหรัฐอเมริกาส่งมาขายประเทศไทย ขอให้มีการ พิจารณาเรื่องภาษีนำเข้า หรือเรียกว่า Custom Duty ส่วนภาษีจะเป็นเท่าไร ผมอยากจะ เรียนครับ พอเราฟังเรื่องนี้เราก็อาจจะแปลกใจว่า เอ๊ะ มาขอแบบนี้ขอเป็น ๐ ผมอยากจะ เรียนว่าวันนี้ประเทศไทยนี่มันดูจะไม่เป็นเรื่องแปลก เพราะว่าเราได้เซ็นสัญญาเอฟทีเอ กับหลายประเทศแล้วในทั่วโลก วันนี้สินค้าเหล่านั้นต่าง ๆ เหล่านั้นก็เป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ไปแล้วเสียส่วนใหญ่ ตัวไหนที่เรายังไม่มีความสามารถในการแข่งขันเราก็จะขอเวลาไป เช่น ขอเวลาอีก ๕ ปีค่อยเป็น ๐ เป็นต้น ดังนั้นในสิ่งที่เราจะให้กับสหรัฐอเมริกาเราก็เอา List ต่าง ๆ เหมือนกับที่เราให้กับประเทศอื่นเลยครับ เอามาดูสิ่งใดที่เราให้ประเทศไหนเป็น ๐ แล้วเราต้องนำเข้าเราก็ให้เขาเป็น ๐ เหมือนกัน สิ่งใดที่เราต้องใช้เวลาเราก็ใช้เวลาเหมือนกัน ดังนั้นก็เปรียบเสมือนหนึ่งว่า เมื่อเราให้อัตราเหล่านี้ไปแล้ว List เหล่านี้ไปก็เหมือนกับว่า มีอีกประเทศหนึ่งที่ได้มีเอฟทีเอกับเรา ดังนั้นเวลาสินค้าเหล่านี้จะมีผลกระทบอย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่ามันไม่มีผลกระทบ เพราะผมจะอธิบายในข้อที่ ๒ นะครับ เมื่อมี ข้อที่ ๒ เราก็จะลองดูว่า เอ๊ะ แล้วเขาจะส่งอะไรมาขายเรา หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็ได้เราจะ ซื้ออะไรจากสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เราจะซื้อก็แยกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ประเภทที่ ๑ คือ สินค้าที่เราผลิตไม่ได้และเราต้องการ ปกติเราก็ต้องสั่งซื้อจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอันนี้เราจะดูสิว่าในสิ่งเหล่านี้ซึ่งเราต้องซื้อจากประเทศอื่น ๆ เราก็มาซื้อกับ ประเทศอเมริกา เราก็สามารถระบุไปได้ว่าเราซื้อจากประเทศอเมริกานะ แต่เราก็มีเงื่อนไข ข้อที่ ๒ ครับ ปกติเราจะซื้อจากประเทศไหนเราก็จะดูว่าราคาสินค้าและคุณภาพนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้และ Competitive คือไม่สูงกว่าที่อื่น ดังนั้นเราก็ได้ทบทวนดูแล้ว แล้วก็ พบว่ามีสินค้าหลาย ๆ อย่างที่เราซื้อจากที่อื่นและไม่ได้ซื้อจากอเมริกา แล้วก็มีราคาที่ถูกกว่า อาทิเช่น ราคาพลังงานที่จะขายเข้าประเทศไทย ซึ่งเราเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันเรานำเข้า มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก๊าซธรรมชาตินี่เรานำเข้าในรูปของ LNG ก็ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราเห็นว่าอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการอยู่แล้ว เป็นต้น อันที่ ๒ คือสินค้าที่เราผลิตได้ แต่ไม่พอ สินค้าที่เราผลิตได้แต่ไม่พอนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็น ยกตัวอย่างเช่น พืชผลเกษตร ผมขอยกตัวอย่างเช่นชนิดหนึ่งแล้วกันนะครับ ท่านอาจจะคิดว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรมแล้วเราผลิตสินค้าเกษตร และเราเป็นผู้ส่งออก อันนี้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาหลาย ๆ สิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรม การเกษตรของเราไม่ได้ขายเป็นวัตถุดิบ ไม่ได้ขายเป็นข้าว ไม่ได้ขายเป็นข้าวโพด ไม่ได้ขาย เป็นอะไรอย่างเดียว เรามีอุตสาหกรรมแปรรูปด้วย ดังนั้นวันนี้ถ้าท่านเข้าไปดูในอุตสาหกรรม เหล่านี้ เกษตรหลายอย่างเราผลิตไม่พอและต้องไปนำเข้า ผมขอยกตัวอย่างข้าวโพดแล้วกัน ที่ท่านสมาชิกได้ให้คำอธิบายหรือตั้งคำถามไว้เมื่อครู่ว่าจะทำอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นข้าวโพด ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้เราผลิตได้อยู่ประมาณ ๕ ล้านตัน เราบริโภคในประเทศก็ไม่พอแล้ว เราก็คงเหลือเราก็จะส่งออก แต่ไม่ใช่แล้ววันนี้ข้าวโพดที่จะนำมาแปรรูป ความต้องการในการ แปรรูปคือเอาข้าวโพดมาแปรรูปอยู่ที่ประมาณ ๑๐ ล้านตัน แปลว่าเราผลิตได้แค่ ๕ ล้านตัน แล้วเราก็ต้องการ ๑๐ ล้านตัน เราก็เหลือ ๕ ล้านตัน เพราะฉะนั้นประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะจัดการ เรื่อง ๕ ล้านตันนี้อย่างไร ที่ผ่านมาประเทศไทยก็นำเข้าส่วนของ ๕ ล้านตันนี้โดยประมาณ อาจจะ ประมาณ ๓-๔ ล้านตัน จากประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็เชื่อว่าการนำเข้านี้อาจจะมีอยู่บ้าง หรืออาจจะมีลดน้อยลง จากเหตุการณ์ที่ว่าเราอาจจะต้องดูว่าที่ประเทศเพื่อนบ้านปลูกนี้มีการ เผาหรือไม่ ถ้าเผาเราก็จะไม่ซื้อ ดังนั้นก็แปลว่าอะไร เรามีช่องว่างที่จะนำเข้าจากประเทศไหน ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสหรัฐอเมริกา อาจจะเป็นประเทศอื่น ๆ ที่สามารถปลูกข้าวโพดได้ เมื่อเรา มีช่องว่างเหล่านี้ เราก็สามารถเสนอได้ว่านี่คือสิ่งที่เราอยากได้

ข้อที่ ๒ เผอิญสิ่งที่เราอยากได้เข้ามา เมื่อเราดูต้นทุนแล้ว ราคาที่เขาจะขาย เราถูกกว่าข้าวโพดที่จะขายในประเทศ ท่านก็จะถามว่าถ้าอย่างนั้นจะไม่ทำให้อุตสาหกรรม การปลูกข้าวโพดบ้านเราจะมีปัญหาหรือ สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเรียนว่าในการที่เราจะดูแล เรื่องการเจรจาต่อรองเรื่อง Reciprocal tariffs เป็นคณะทำงาน หรือ Team Thailand ที่ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และที่สำคัญคือเรามีภาคเอกชน ซึ่งดูแลภาคการผลิตและอุตสาหกรรมก็คือสภาอุตสาหกรรม แล้วก็ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง ที่เป็นตัวอย่างของข้าวโพด เราขอเชิญมาหารือจนกระทั่งเราทราบสถานการณ์ เราก็เลยถามว่าในกรณีที่เราจะซื้อข้าวโพดจากอเมริกาแล้วซื้อในราคาที่ถูกกว่าที่เราซื้อ ในประเทศไทยจะเกิดผลอะไรขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ถ้านำเข้ามาเยอะเกินไป ผู้ประกอบการ ในไทยก็แย่ ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่า อย่างนั้นผู้ประกอบการไทยซึ่งมีผู้ซื้อรายใหญ่ไม่กี่ราย ก็ตกลงว่าจะให้ Priority หรือจะซื้อจากประเทศไทยก่อน ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่า เพราะของเดิม เคยซื้อและเมื่อก่อนซื้อจากต่างประเทศไม่ได้ เพราะอัตราภาษีสูงมาก ดังนั้นจะซื้อก่อน และอาจจะแบ่งสรรส่วนหนึ่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนที่เหลือก็จะซื้อจากประเทศ สหรัฐอเมริกาในราคาที่ถูกกว่า อันนี้เกิดปัญหาในสิ่งที่ท่านพูดว่า ๓ ต่อ ๑ อันนี้ก็แปลว่า ระหว่างผู้ซื้อเขาก็อยากจะซื้อของที่ถูก แปลว่าเขาจะต้องตกลงกันเองว่าใครซื้อส่วนที่อยู่ ในประเทศในสัดส่วนเท่าไรก็สามารถจะซื้อในส่วนที่อยู่ในต่างประเทศในสัดส่วนเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ผลลัพธ์คือผู้ซื้อในประเทศสามารถซื้อในประเทศ ได้ครบถ้วน ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านได้ตามที่เป็นนโยบาย ส่วนต่างนี้ซื้อจากประเทศ สหรัฐอเมริกาในราคาที่ถูกกว่า ผลลัพธ์ก็คือทำให้ต้นทุนข้าวโพดซึ่งนำมาแปรรูป ส่วนใหญ่ มาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ถูกลง ผลที่ตามมาก็คืออาหารสัตว์ ของประเทศไทยถูกลง ก็สามารถจะขายอาหารสัตว์ที่ถูกลง ทำให้ต้นทุนของสัตว์ที่บริโภค อาหารสัตว์นั้น ๆ ถูกลงด้วย เช่น สุกร ไก่ เป็นต้น ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ ทำให้สัตว์เลี้ยง ที่เราเลี้ยงได้อาหารสัตว์ที่ถูกลงด้วย ดังนั้นจะต้องมีกติกาของการจัด ดังนั้นการให้สิ่งเหล่านี้ และนำเข้าก็คือเราซื้อสิ่งที่เราต้องการใช้ และเมื่อสิ่งที่เราต้องการใช้แล้วสร้าง Value added ด้วย สร้างผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นผมจึงพูดเสมอว่า เราจะตั้งกฎเกณฑ์ กติกาและ ตกลงอะไรในสิ่งที่เมื่อทำแล้วเป็น Win Win Solution ผมยกตัวอย่างให้ดู

อีกเรื่องหนึ่งที่เขาก็จะพูด เพื่อให้การค้าขายมันใหญ่ขึ้น ถ้าแค่ซื้ออย่างเดียว ก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา เราคงจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะคุยกันเรื่องการค้าขายที่มากขึ้น ได้หรือไม่ ในเมื่อตกลงจะมาเป็นค้าขายกันแล้ว ก็มีการพูดว่าอย่างนั้นถ้าอยากจะให้เรา ไปลงทุนบ้างหรือไม่ ถ้าเราซื้อพลังงานท่าน ท่านให้โอกาสเราไปลงทุนในแหล่งพลังงานของท่านได้ไหม เพื่อจะเป็นทั้งผู้ลงทุนและเป็น ทั้งผู้นำเข้าด้วยในขณะเดียวกัน ก็มีการพูดกันขณะนี้ ขณะเดียวกันเขาก็ถามเราครับ ถ้าเรื่อง พลังงานนี่มันมีค่าขนส่งเขาก็มาดูว่าประเทศไทยนำเข้าพลังงาน เรายังมีแหล่งไหนบ้าง พอที่จะให้เขาสำรวจเขาทราบดีครับ เขาอยากจะลงทุนในมหาสมุทรหรือทะเลน้ำลึก ซึ่งหา คนสำรวจไม่ค่อยได้มันต้องมีเทคโนโลยีสูง ยินดีที่อยากจะมาสำรวจและมาดูแลศึกษาว่า ลงทุนได้หรือไม่ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่อยู่ทางตะวันตกของประเทศไทย คือแหล่งอันดามัน ซึ่งน้ำลึกมาก ในส่วนที่ลงมาจากทางใต้ของพม่า นี่ก็แสดงเจตนารมณ์ว่าเราไป เขามาไหม ก็มีการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องหัวข้อที่ ๓ แต่มีหัวข้อที่ ๔ เป็นหัวข้อที่จะทำให้ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ สามารถปฏิบัติได้แล้วมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นสิ่งที่เขามองเห็นว่าทำให้การค้าขายไม่สะดวกและเราเองในประเทศ ซึ่งท่านผู้มีเกียรติ ได้อภิปรายไว้ นั่นก็คือสิ่งที่เราเห็นปัญหาในประเทศไทย ต่อให้วันนี้ไม่มีปัญหาเรื่อง Trump Tariff เรื่องนี้ เราก็คงมีปัญหาอยู่นั่นเอง ปัญหานั้นเกี่ยวกับว่าอุปสรรคเรื่องต่าง ๆ ที่มัน เกี่ยวกับไม่ใช่ Tariff เป็นปัญหาที่ผมขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ก็แล้วกันนะครับ เราได้พูดถึงกฎ ระเบียบ ซึ่งมีอยู่มากมายเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการอนุญาต ขั้นตอนการนำเข้า ส่งออก การอนุญาตมาตรฐานสินค้า เรามีขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้มากมายเลย แล้วไม่เป็น One Stop Service ต่าง ๆ บางครั้งยังใช้เป็น Manual ก็มี เราควรจะเป็น Digital มากขึ้น มองจอเดียว แล้วสามารถอนุมัติได้หลาย ๆ อย่าง มาตรฐานของสินค้าบางอย่างเป็นมาตรฐานโลก เราต้อง มาตรวจซ้ำไหมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกฎระเบียบที่เขาอยากจะคุยกับเรา หรือที่เรียกว่า Non-Tariff ตัวนี้แหละครับเป็นตัวที่เราจะนั่งคุยกันอีกเยอะ วันนี้เราก็ได้ตกลงกัน ในหลักการว่าเราจะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็มองเห็นว่าอันนี้คือโอกาส ถ้าไม่มีเราก็อยากจะ แก้ไขอยู่แล้วเพื่อจะทำให้ใครก็ตาม ประเทศไหนก็ตามที่มาค้าขายกับประเทศไทย มีการนำเข้าและส่งออกและมาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกสบาย ถูกต้อง ตามมาตรฐานสากลและรวดเร็วเพื่อถอดสลักสิ่งเหล่านี้ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือสิ่งที่เราบอก แล้วก็ได้พูดคุยกัน ถามว่าเป็นความลับไหม สามารถคาดเดาได้ว่า ทุกประเทศก็จะเจรจาอยู่ในกรอบนี้ แต่เรื่องใดเท่าไรอย่างนั้นเขาก็ขอไว้ ขอให้ยังไม่เปิดเผย แล้วอีกเรื่องหนึ่งถ้าถามว่าเราต้องนำมาเข้าที่สภาไหม ต้องขอเรียนว่าอันนี้เป็นการตกลง เบื้องต้น เป็นข้อตกลงเบื้องต้น เป็นแค่ Joint statement เฉย ๆ ร่วมกันว่าเรามีแนวทาง ที่จะทำแบบนี้ เงื่อนไข ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งอย่างไรก็ตามอันนี้จะนำไปซึ่งการเจรจาในรายละเอียด พร้อมเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนครับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ต้องพิจารณาว่าสิ่งใดบ้าง จะต้องนำมาเข้าสภา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะนำมาเข้าสภาและเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ท่านก็คงจะคาดเดาได้ครับว่าเกิดอะไรขึ้น ทีนี้ก็มาดูต่อไปว่าในเมื่อเราทำ อย่างนี้ท่านจะเห็นแล้ว ผมเปรียบเทียบให้ท่านดูเห็น ๒ ภาพ ไม่ว่าจะมีเรื่องภาษีทรัมป์ หรือไม่ คือมีคู่ค้าอีกรายหนึ่ง การที่เราซื้อจากสหรัฐอเมริกาในสิ่งที่เราไม่มีสินค้าอยู่ จริง ๆ แล้วไม่ได้กระทบอะไรของเดิมเลย ก็เคยซื้อจากประเทศอื่นวันนี้ก็มีประเทศที่จะมาขาย มากขึ้น จึงเป็นคู่แข่งระหว่างของ ๒ ประเทศ ซึ่งค้าขายอยู่กับเรา เช่น สินค้าชนิดหนึ่ง ออสเตรเลียเคยขายให้กับเรา วันนี้เราเปิดให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเราต้องซื้ออยู่แล้ว ก็เป็นการ แข่งขันระหว่างออสเตรเลีย กับสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ดังนั้นผมจึงว่าสิ่งที่เปิดนี้เป็นการ เปิดกว้างทำให้เราได้มีโอกาสที่จะเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและราคาที่ดีกว่าเท่านั้นที่จะ เข้ามาได้

ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าควบคู่ไปกับการเจรจาเราเห็นปัญหา ระหว่างที่เราเจรจาเริ่มมาตั้งแต่ ๒ เมษายน ถึงแม้ว่าการเจรจาเราจะล่าไปนิดหนึ่งเมื่อเทียบ กับเวียดนามก็ตาม แต่เรามีการเจรจาตลอดเลยในระดับเทคนิค ระดับคนทำงานเสมอ แล้วก็ การบินไปเราก็บินไปด้วยคนที่เข้าใจเรื่องจริง ๆ ผมได้เดินทางไปถึงที่โน้นตั้งแต่วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๓ นั่งคุยกันวันที่ ๓ และวันที่ ๒ พบทั้งชาวไร่ต่าง ๆ ผมเรียนท่านเลยครับว่า คณะที่ผมเดินทางไปค่าใช้จ่ายนี่รวมกันทุกคนแล้วล้านกว่าบาทเท่านั้นเองครับ น้อยมาก ไป ๓ วันหลายคน ใช้จ่ายแค่นั้นเอง ไม่ได้เดินทางมากอย่างที่ท่านคิด เราเดินทางไป เที่ยวบินไหนพร้อม ไม่จำเป็นต้องนั่ง Frist class หรอกครับ พร้อมไปก็ไปเลย เพราะเราต้อง พร้อมที่จะเดินทางเสมอนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราได้เดินทางไปเห็น เห็นอะไรครับ ว่าเราจะต้องดูแลประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร ในช่วงที่เราเดินทางไปท่านจะเห็นว่าเมื่อประกาศเดือนกุมภาพันธ์ เกิดความไม่แน่นอนขึ้น ไม่รู้ว่าภาษีจะส่งเท่าไร และรู้ว่าเส้นตายคือวันที่ ๑ สิงหาคมนี้ ดังนั้นท่านเดาได้ครับ ถ้าเป็นผู้ค้าในเมืองไทย ผู้ส่งออกเมืองไทย ผู้ผลิตเมืองไทย ก็ไม่กล้า ที่จะขายของหรอกครับ เพราะว่าเวลาที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปถึงสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ดังนั้นอะไรที่มันอยู่ภายใน ๒ เดือน ตอนนี้จะไม่กล้าขายของ เพราะไม่ทราบว่าไปขายของแล้วจะเจอภาษีอัตราเท่าไร ดังนั้นตรงนี้แหละครับมีปัญหา เราก็ มีมาตรการที่จะดูแลเขา มาตรการที่ดูแลก็คือว่าช่วงนี้คุณต้องเก็บสินค้ามากขึ้นยังไม่กล้าขาย จนกระทั่งทราบว่าอัตราภาษีเท่าไร เราก็ให้ธนาคารช่วยดูแลเรื่องเงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital ได้เราก็มีดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็กซิมแบงก์ แล้วก็ธนาคารรัฐจะ ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้

เรื่องที่ ๒ เราก็จะเห็นว่าในช่วงนี้เมื่อกระบวนการผลิตมันช้าไป อย่างน้อย ๒-๓ เดือนนี้คนไม่กล้าผลิตของมากหรอกครับ ไม่ทราบว่าจะขายได้ไหม เราก็เลยมาดูว่า เราได้จัดการเรื่องที่ท่านได้บอกแล้ว เรื่องงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็เลยใช้จังหวะนี้ดูเรื่องที่ จำเป็นกว่าได้ดูงบที่มีอยู่ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเราก็นำมา แล้วก็ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ว่า เพื่อให้ทดแทนเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะสะดุดไปในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังไม่ชัดเจนขึ้นมานี้ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เกิดการก่อสร้าง เกิดการต่าง ๆ ฉะนั้นเราจึง ตั้งเป็นกฎเกณฑ์นะครับ หลักเกณฑ์ที่ว่างบที่ใช้นี้จะต้องเป็นงบที่เกิดการจ้างงาน เกิดการ ก่อสร้าง เรามีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อะไรที่ไม่ควรลงทุนก็มี ดังนั้นเราก็จะมาทบทวนอย่างดี ๑๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็เหลืองบอีก ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเราไปดูในส่วนของที่เป็น องค์กรปกครอง ไม่ใช่ครับ เพราะเราตั้งเป็นเกณฑ์ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรไหน เป็นจังหวัดไหน ก็ได้ หรือหน่วยงานไหนที่ผ่านขึ้นมาจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดนั้น ถ้าเป็นโครงการหรือเป็น แผนงานที่สามารถจะใช้ได้ทันทีโดยไม่มีวิธีจัดซื้อเป็นวิธีพิเศษแล้ว และเข้ากฎเกณฑ์ เราก็ให้หมด เมื่อวันนี้เราเหลืออยู่ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็มาเกิดความเข้มข้นขึ้นมาอีกว่า วันนี้เรื่องของภาษีทรัมป์ ถ้าเราเสร็จวันนี้คือเราเสร็จในวันสุดท้ายเลย ดังนั้นเราก็เลยได้มี การปรับอีกว่า ๔๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปใช้ที่ไหน ก็มาใช้เรื่องนี้เราก็จะมาปรับในสิ่งที่ ท่านอยากจะเห็น วันนี้สิ่งที่ท่านจะเห็นคืออะไรครับ นอกเหนือจากเรื่อง ๔ เรื่อง ที่ผมพูดไปนั้นจะมีอีก ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ทางคู่ค้า หรือสหรัฐอเมริกาไม่อยากจะเห็น หรืออยากจะเห็น สิ่งหนึ่งก็คือเขาอยากจะเห็นว่าสินค้าที่ส่งจากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกา นี้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยและส่งไปที่อเมริกาจริง ๆ ถ้าจะมีส่วนประกอบของสิ่งที่ ไม่เป็นไทยก็ควรจะมีเป็นส่วนน้อย หรือพูดง่าย ๆ จะต้องมี Local Content ที่สูงมากพอ ถ้าแค่ผ่านมานิดเดียวเท่านั้นเองแล้วก็ส่งไปเลยนี่เขาไม่ประสงค์ ดังนั้นเราก็เลยมาคิดว่า สิ่งที่เราได้ทำวันนี้เราก็ได้ตกลงเลยไม่ต้องรอให้เซ็นสัญญา เราได้มาดูแล้วสินค้าที่จะมาแวะ แล้วก็ผ่านออกไปเลย พวกนี้เราจะเข้มงวดแล้วครับเพราะว่ามันไม่มีส่วนที่เป็น Local Content ไม่เกิดการจ้างงานประเทศไทยเราก็จะไม่เกิดเพราะตัวนี้จะเป็นตัวทำให้เรา ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกา เราก็ได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรทางสหรัฐอเมริกา แล้วว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ วันนี้ได้ดำเนินการผมเชื่อว่ายอดนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น ๆ

อีกส่วนหนึ่งก็คือส่วนที่มีส่วนประกอบการจ้างแรงงานไทยน้อย ใช้วัตถุดิบ ไทยน้อย วันนี้ทำอย่างไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้นผมได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าโครงสร้าง อุตสาหกรรมในประเทศไทยวันนี้ได้มีการ Transform หรือมีการเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่า เป็นระบบใหม่ สิ่งที่ตามไม่ทันคืออะไรครับ คือผู้ประกอบการไทยซึ่งจะเป็น Supply Chain หรือผู้ส่งงานให้กับผู้ลงทุนจากต่างประเทศไม่สามารถจะปรับตัวได้ทัน ทำให้ Local Content ต่ำ ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านเห็นได้ชัด อุตสาหกรรมรถยนต์ของเราเริ่มต้นขึ้นมา ประมาณสักเกือบ ๗๐ ปีที่แล้ว ประมาณ ๖๕ ปีที่ผ่านมานะครับ มีการเอารถยนต์เข้ามาขาย แล้วเกิดการประกอบรถยนต์ในเมืองไทย มีการผลิตในเมืองไทย ใหม่ ๆ Local Content น้อยมาก จนวันนี้หลายรายการแล้วครับ ผ่านมา ๔๐-๕๐ ปีนี้รถยนต์บางรุ่นเป็น Local Content หรือเป็นวัตถุดิบที่ประกอบและใช้แรงงานไทยเพื่อประกอบเป็นรถยนต์คันหนึ่ง มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ บางรุ่นมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ดังนั้นแปลว่า ถ้าให้เวลา แล้วอุตสาหกรรมรายย่อยของเราซึ่งเป็น SMEs บริษัทต่าง ๆ ก็สามารถที่จะเสนอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ให้กับ FDI ซึ่งมาลงทุนวันนี้รถไฟฟ้ามาแล้ว เหมือนกันเลยครับ ผู้ประกอบการไทยหรือ Supply Chain ต่าง ๆ เหล่านี้ ยังไม่สามารถที่จะผลิตอะไรที่เป็นส่วนของรถไฟฟ้าได้ Local Content ก็ไม่สูง ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็คือทำอะไรครับ ได้ให้ไปดูมาเลยว่าส่วนนี้จะทำอย่างไรให้กับ Supply Chain ที่มีอยู่ เคยทำส่งอุปกรณ์อะไหล่ให้กับรถไฟฟ้า รถยนต์แบบเดิมหรือ Hybrid กับมาส่งให้ไฟฟ้าแยกไปเลย วันนี้เรามีการทำงบเขาเรียกว่าเพิ่มขีดความสามารถและให้มา คุยกันระหว่างเจ้าของรถไฟฟ้าซึ่งมาตั้งในเมืองไทย คุยกับผู้ประกอบการไทยซึ่ง SMEs ให้มา ดูแลว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเพิ่มการผลิตในไทยได้อย่างไร วันนี้เราได้มีการจัดให้พบกัน แล้วในกรณีต้องการเพิ่มขีดความสามารถรัฐบาลก็จะได้เตรียมเงินก็ก้อนนี้อีก แล้วก็จะมี ก้อนอื่น ๆ อีกเข้าไปในสิ่งที่เพิ่มขีดความสามารถให้ แต่วิธีการให้เราจะไม่ไปให้เฉย ๆ คนที่รู้ดีที่สุดก็คืออุตสาหกรรมนั้น ๆ รายนั้น ๆ วันนี้เราจึงได้มีการคุยกับสภาอุตสาหกรรมว่า ช่วยไปแยกมาสิว่า SMEs ที่จะต้องทำสิ่งเหล่านี้มีใครบ้าง ต้องการเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อจะขายขึ้นไปให้กับคนที่มาลงทุนต้นน้ำหรือ FDI เช่น รถไฟฟ้านี่ได้ต้องการความ ช่วยเหลือเรื่องใด เรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนั้นเพื่อจะมาดูเพื่อให้เขาสามารถ ที่ขึ้นไปเพื่อเพิ่ม Local Content ให้กลับไปให้เสมือนกับอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เทียบเคียง กับสมัยที่เราเคยส่งออกมาก ๆ แล้วเป็นส่วนที่คนไทยเป็นผู้สร้างเป็น Local Content เยอะ ๆ

อีกส่วนหนึ่งที่ท่านเป็นห่วงคือเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นคอมพิวเตอร์บ้าง เป็นพวก Laptop พวกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะเป็นตัวที่เป็น Chip ในการที่จะใช้เข้าไปอยู่ในเครื่องใช้ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเรียนเลยครับ บริษัทเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นบริษัท ถ้ายุคแรกไม่ใช่บริษัทจีน เป็นบริษัทในสหรัฐอเมริกาเสียส่วนใหญ่ มียุโรปเล็กน้อย บริษัทเหล่านี้วันนี้อยู่แล้วได้มาพบผมอย่างน้อยเกือบทุกบริษัทเลยครับ มีคนงานหลายหมื่นคน ทุกคนมานั่งทบทวนดูแล้วมาถามผม ถ้าหากว่าเราได้ภาษีในอัตรา ที่ใกล้เคียงกับเวียดนามหรือสูงกว่าเล็กน้อยเขาจะไม่ย้ายไปไหน เขาให้เหตุผลของการ ที่ไม่ย้ายชัดเจนเลยครับ เขามาอยู่ที่นี่ ๔๐ ปี เขาบอกส่วนที่ยากที่สุดก็คือเขาคุ้นเคยกับที่นี่ ข้อที่ ๒ เขาสามารถจะมีคนที่ทำงานอยู่กับเขาเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน รวมหลาย ๆ โรงงาน เขาบอกคุ้นเคยมากเลย ต่อให้จะต้องย้ายไปสหรัฐอเมริกา เขาก็ไปแจ้งกับทางโน้นว่าเขาย้าย ไม่ได้ครับ เขาไม่สามารถจะสร้างคนที่เป็นชาวอเมริกามาดูแลทำงานเรื่องอย่างนี้ได้ แล้วข้อ ๓ ในส่วนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์นี้เผอิญของเรานี่ยังไม่ไปถึง High-end ส่วนที่อยู่ ตรงกลางและขึ้นไปถึงระดับสูง และตัวพวกนี้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการที่เรา ได้เปรียบดุลการค้าเซกเตอร์หนึ่งเราได้เปรียบอยู่ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ ในปีที่แล้ว ประมาณหมื่นล้านเกิดจากเซกเตอร์นี้ละครับ ซึ่งก็บอกแล้วเขาไม่ประสงค์จะไป วันนี้เขา คิดว่าถ้าเราได้ในอัตราที่ใกล้เคียงเขาก็ได้พูดกับสหรัฐอเมริกาแล้วว่าเขาประสงค์อยู่ที่นี่ เพราะชิ้นส่วนที่เขาส่งไปที่โน่นก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะไป Support เรื่อง Data Center เรื่องเอไอที่โน่น ดังนั้นจะเป็นส่วนที่จะเสริม Data Center ซึ่งที่โน่นยังไม่มีความพร้อม ที่จะทำ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเชื่อว่าทุกวันนี้ถ้าออกมาอย่างนี้เรายังสามารถรับฐานนี้ได้อยู่ คนที่ในเซกเตอร์นี้ปัญหาก็น่าจะน้อยลง ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ผมก็อยากจะเรียนว่าในภาค ที่ท่านเป็นห่วงคือภาคเกษตรกร ผมอยากจะเรียนต่อให้วันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องทรัมป์ (Trump) ปัญหาเรามีอยู่แล้วก็คือต้นทุนต่อกิโลกรัม ต้นทุนต่อไร่เราแพง สิ่งเหล่านี้มีหรือไม่มีเราก็ต้อง ปรับตัว วิธีปรับตัวก็มีอยู่ ๒-๓ วิธี ปรับระหว่าง Demand กับ Supply ให้ใกล้เคียงกันก่อน ข้อที่ ๑ อะไรที่ Supply เยอะเกินไปต้องปรับลดลง ข้อที่ ๒ จะต้องมาดู Productivity แล้ว ต้องใช้เครื่องจักรมากขึ้น ให้รวมแปลงมากขึ้น ข้อที่ ๓ อาจจะต้องปรับปรุงคุณภาพดิน ที่เป็น เรื่องใหญ่นะครับ หาปุ๋ยที่สามารถผลิตในประเทศ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีบางส่วนที่ยังคง ใช้อยู่ เมืองไทยนี้มีปุ๋ยเคมีชนิดนี้อยู่เยอะ โดยเฉพาะโพแทสเซียมเราอาจจะต้องช่วยกัน สนับสนุนเพื่อไม่ต้องนำเข้าทำให้ต้นทุนมันถูกลง เป็นต้น ดังนั้นการเพิ่ม Productivity ของภาคเกษตรอย่างไรก็ต้องทำ แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำก็คือปรับส่วนที่มากไปให้น้อยลง ปรับส่วนที่น้อยไปให้มากขึ้น เลือกผลผลิตเกษตรที่ราคาต่ำให้เป็นราคาที่สูงขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ และบวกด้วย ซึ่งมันเป็นเฟสต่อไป วันนี้บริษัทในจีนและญี่ปุ่นมาเมืองไทยต้องการวัตถุดิบที่เราผลิตที่เป็นวัตถุดิบอันนี้ไปสู่ อุตสาหกรรมที่เรียกว่า Biotechnology ไปทำสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เริ่มขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้น ซึ่งวิธีการก็คือว่า วันนี้เราก็บอก BOI ว่าถ้าอย่างนี้ขอเลยขอให้ร่วมทุนกับบริษัทไทย เพื่อให้ คุณมีความเป็นบริษัทไทยให้มากขึ้น ปัญหาวันข้างหน้าเมื่อส่งออกไปต่างประเทศจะได้ ไม่มีปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นเช่นทุกวันนี้เป็นต้น ดังนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าทั้งหมดที่เราทำนี้ เราพยายามเก็บข้อมูลให้มากที่สุดจากผู้ที่ทำจริง โดยผ่านสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า แล้วก็ผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิเช่น ที่ผมพูดเมื่อสักครู่อาหารเกษตรแปรรูป เรื่องอาหารสัตว์ วันนี้ เราเป็นผู้ส่งออกเกือบจะรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีหลายยี่ห้อเป็น Premium Grade ราคาดีกำไรเยอะ ผมได้ถามบอกว่าทำไมผลิตแค่นี้ในเมื่อเรามี Market Share เยอะ และคนนิยม ก็ได้ความว่าวัตถุดิบไม่พอ ฟังแล้วตกใจวัตถุดิบนั่นก็คือได้แก่ พืชผลเกษตร ยกตัวอย่างเช่นข้าวโพดบอกว่ามีแค่ ๕ ล้านตัน หาได้ ๑๐ เขาบอกว่า ถ้าวันนี้มีเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่าต้องลงทุนอะไรบ้าง เขาบอก จริง ๆ ลงทุนไว้แล้วแต่ไม่มีวัตถุดิบ ถ้ามาตรการนี้เข้ามาก็จะเห็นว่าภายใน ๓ ปี ๕ ปีสามารถ เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปได้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย ก็แปลว่าเราต้องการข้าวโพด มากขึ้น เราสามารถจัดการได้มากขึ้น นำข้าวโพดที่ราคาถูก หรือเปลี่ยนการปลูกของ เกษตรกรไทยให้ราคาแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นคำตอบก็คือระยะยาว ระยะกลาง เราต้องเพิ่ม ขีดความสามารถในการผลิตของภาคการเกษตรแน่นอน ไม่ว่าจะมีเรื่องภาษีทรัมป์หรือไม่ ก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะเรียนว่าทั้งหมดนี้ผมอยากจะกล่าวอย่างนี้ เดิมเรามี ภาวะเศรษฐกิจที่การเจริญเติบโตไม่ค่อยสูงนัก เราเห็นปัญหามากมายที่กองอยู่เราต้องแก้ไข ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนเวียนถ่าย Transportation วันนี้ มีปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์ ผมมองว่าเป็นทั้งปัญหาและเป็นทั้งโอกาส เป็นทั้งปัญหาถ้าปัญหานี้ ได้รับการแก้ไขคือ ถ้าเราได้ Tariff ในอัตราที่แข่งขันได้กับประเทศที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับเรา มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือนหนึ่งการเซ็นเอฟทีเอขึ้นกับอีกประเทศหนึ่ง บนกติกาซึ่งเราให้กับประเทศอื่นอยู่แล้ว วันนี้เราให้ภาษี ๐ กับหลาย ๆ ประเทศเลย เยอะแยะไปหมด เราก็เอาสิ่งนั้นให้กับสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้ให้เขามากไปกว่าที่ให้ประเทศอื่น ดังนั้นไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราทำเรื่องนั้นได้เขามาขอให้เราปรับเปลี่ยนกติกา เปลี่ยน เรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรานั่งอ่านแล้วจริง ๆ แล้วไม่ต้องขอเราก็ควรจะต้องทำใช่ไหม ก็ปรากฏว่าร้อยละ ๙๐ ใช่ทั้งนั้นละ เป็นความล่าช้า อนุมัติช้า เขาบอกเขากว่าจะส่งมาได้ ๗ เดือน ๙ เดือนอะไรอย่างนี้ เขาขอให้เราช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ถือเป็นโอกาสในการที่เราจะใช้คำขอของเขานั้นมาปรับปรุง ปรับเปลี่ยนในประเทศ เพื่อจะทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้การค้าขายไหลลื่นมากขึ้น ดังนั้นการที่ เราทำอันนี้ไม่ใช่แปลว่าเราจะแก้เฉพาะทำให้เราได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกามากขึ้น หรือน้อยลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเพิ่มปริมาณของการนำเข้าและส่งออกทำให้ขนาดเศรษฐกิจ ใหญ่ขึ้น เมื่อเราแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว แก้ไขตามที่เขาต้องการได้แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมา จะได้สิ่งหนึ่ง คือการลงทุน FDI (Foreign Direct Investment) ผมอยากจะเรียนให้ท่าน เห็นภาพของ Foreign Direct Investment ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครับ ถ้าไม่นับ ๒ ปี ที่ผ่านมาหรือ ๒ ปีครึ่งที่ผ่านมา การลงทุนจากต่างประเทศน้อยมาก ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี จีดีพีเมื่อ ๒ ปีก่อนที่แล้วเรามีประมาณ ๑๘ ล้านล้านบาท ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ก็คือเราลงทุนประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๘ ล้านล้านบาท คือ ๓.๖ ล้านล้านบาท ท่านบอก โอ้โหเยอะจัง ๓.๖ ล้านล้านบาทนี่คือการลงทุนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่มาจาก FDI และภาคเอกชนของไทยซึ่งเป็น Local Supply ต่าง ๆ นี้รวมกัน แล้วมันน้อยครับ สิ่งที่เราอยากจะเห็นก็คือ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแปลว่าวันนี้ขนาดเศรษฐกิจของบ้านเราอยู่ใกล้ ๆ ๒๐ ล้านล้านบาท อยากจะเห็น การลงทุนที่ปีละ ๗ ล้านล้านบาท ดังนั้นการที่จะเห็นลงทุนปีละ ๗ ล้านล้านบาท ท่านจะต้องทำ ให้ FDI เข้ามาให้ได้ก่อน ของเดิมมาน้อยมาก วันนี้แนวโน้มเริ่มมามากขึ้นเพราะว่าเขาเห็น โอกาสของในประเทศไทยที่มีความพร้อมหลายเรื่อง ๑. เขาดูแล้วเรื่องที่ดิน เรามี ให้เขาถ้าได้รับการจัดการที่ดี เขามองผิวเผิน เขามองเรื่องไฟแล้วเรามีเยอะ ตอนนี้เหลืออยู่ แต่เขาบอกว่าอีก ๕ ปี ไฟบ้านเราขาดแน่แล้วอยากได้ไฟสีเขียวและราคาถูกลงได้ไหม ก็มาหารือว่าเราจะจัดการได้ไหมในฐานะที่ดูแลเรื่องนี้หรือเป็นรัฐบาลก็ได้รับปากว่าเราจะ พยายามจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ได้เป็นสีเขียวมากขึ้นและสามารถที่จะราคาถูกลงมาหน่อยหนึ่ง

เรื่องน้ำเขาบอกเขาไม่ค่อยห่วงเท่าไร แต่ห่วงนิดหนึ่งเขาบอกเขากลัวเรื่อง ท่วมบางปี แล้งบางปี เราก็บอกเราจะมีการจัดการน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต Eastern Seaboard และในเขตอีอีซีเหล่านี้ เราก็รับว่าจะเอาแผนเหล่านี้มาดูแล เขาดู ๓ เรื่องนี้ เขาดู เรื่องขีดความสามารถของคน เขาบอกเรื่องนี้เข้าใจนะครับ เรามีความพร้อมน้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขาพร้อมจะสร้างให้เรา Upskill Reskill แต่ถึงจะ Upskill Reskill ผมก็ยังจะเน้นว่า ในเรื่องของการศึกษาเรามารอให้ Upskill Reskill ไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราสร้าง Upskill Reskill เราก็เป็นได้แค่คนที่ทำงานอยู่กับฝรั่ง ทำงานอยู่กับต่างชาติเท่านั้นเอง เราไม่สามารถจะเป็นผู้คิดเองได้ เริ่มต้นเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือแปลว่า การศึกษาก็จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องปรับปรุงให้คนมาเรียน ทางสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น คำนวณมากขึ้น ภาษามากขึ้นในการที่จะนำความพร้อมเข้าไป ทำงานร่วมกับ FDI ในห้อง R&D เป็นหัวหน้า Technician ในการที่เมื่อครั้งหนึ่งทำไป หลาย ๆ ประเทศคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทเหล่านี้เป็นเด็กเก่งอยู่ประมาณ ๗ ปีถึง ๑๐ ปี เขาจะลาออกครับ ก็รับคนใหม่เข้าไป พวกเหล่านี้จะเป็นคนก่อตั้ง SMEs จะทำให้ได้ SMEs ที่มีคุณภาพ พร้อมจะเป็น SMEs ที่จะปรับตัวและสร้าง Local Supply Chain ได้ สร้างสิ่งใหม่ได้ Startup ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น Upskill Reskill ก็ไม่พอ แล้วได้ นั่งคุย ซึ่งเรื่องสิ่งเหล่านี้ก็เหลือเรื่องสุดท้าย เขาบอกกฎหมายเราเยอะเหลือเกินเมื่อไร จะได้รับการจัดการให้มันเหลือเท่าที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมเปรียบเทียบ แล้ว ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องทรัมป์หรือไม่ก็ต้องทำ เมื่อมีปัญหาเรื่องทรัมป์ เขามาขอสิ่งเหล่านี้ ที่เขาคุยกับเรา ดังนั้นก็ต้องทำนะครับ ที่นั่งคุยและนาน บางเรื่องคุยนานเพราะว่าเรายังไม่รู้ เลยว่าเราจะแก้กฎหมายอย่างไร ก็เลยบอกว่าขอรับในหลักการก่อนนะครับ หลาย ๆ เรื่อง จะต้องรับมาคุยกันนำมาซึ่งการแก้กฎหมายต่อไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนให้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่าเราเห็นความสำคัญเรื่องนี้ เรามองทั้งหมดแล้ว เราจำเป็นต้องทำ ถึงแม้ว่าเราจะเจรจาล่าไปนิดหนึ่ง แต่เราเจรจาถี่แล้วก็ได้คุยกัน เดี๋ยวผม กลับไป ๒ ทุ่มจะมีการคุยกันสั้น ๆ ๕ นาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะส่ง เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ระดับนโยบายก็รับทราบหมดแล้ว ผมหวังว่าเราคงจะได้รับข่าวดีผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น ทั้งหมดนี้ผมอยากจะเรียนสุดท้ายแล้วครับ งานที่ Team Thailand ทำ ไม่ใช่เป็น Team Thailand เท่านั้น เป็นการรวมของทุกภาคส่วนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นทุกกระทรวง ที่ผมได้กล่าวข้างต้น รวมทั้งภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคม ธนาคารแล้วก็ชมรมต่าง ๆ ที่เป็นผู้ผลิตที่มาร่วมกันทำ เพราะฉะนั้นงานนี้ใหญ่นะครับ Team Thailand อย่างเดียวไม่สามารถทำได้ ประเทศไทยจะยืนหยัดและเติบโตในโลกใหม่ ที่เปลี่ยนไปก็ด้วยแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนตามที่ผมกล่าวข้างต้น ผมและทีม ประเทศไทยตลอดจนพี่น้องข้าราชการและคณะทำงานที่ได้ช่วยกันนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องการขอเข้ารับการสนับสนุนจากท่านผู้แทนที่อยู่ ณ รัฐสภานี้ล่วงหน้าเลยครับ ในโอกาสนี้ ผมได้นำเรียนแล้วจะมานำเรียนในรายละเอียดต่อไป เพื่อช่วยกรุณาผลักดันให้ประเทศเรา สามารถฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ