สมศักดิ์ เทพสุทิน ชี้แจงความเข้าใจผิดเรื่องระยะเวลาออกใบส่งตัว และอธิบายแนวทางการแก้ไขปัญหาขาดดุลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน กทม. โดยระบุข้อมูลสถิติคลินิกชุมชนอบอุ่นและการจัดสรรงบประมาณผู้ป่วยนอก รวมถึงการปรับสภาพคล่องผ่านการจัดสรรเงินเหมาจ่ายรายหัวสำหรับผู้สูงอายุ สมศักดิ์ เทพสุทิน นำเสนอข้อมูลการจัดสรรงบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแก่คลินิกชุมชนอบอุ่นระหว่างปี ๒๕๖๖ ถึง ๒๕๖๘ โดยชี้ให้เห็นปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและเสนอแนวทางแก้ไขผ่านกลไกการกำกับติดตาม สมศักดิ์ เทพสุทิน อธิบายแนวทางการแก้ไขสัญญาบริการสาธารณสุข โดยชี้แจงรายละเอียดการบอกเลิกสัญญา การรับผิดชอบความเสียหาย และยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับการรักษา เนื่องจากมีระบบ ๓๐ บาท รักษาทุกที่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยปฐมภูมิเข้าถึงการรักษาได้สะดวก สมศักดิ์ เทพสุทิน อธิบายระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและเฉพาะโรค
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคงฟังผมไม่ได้ละเอียดถี่ถ้วนเท่าไรนะครับ ที่บอกว่ากว่าจะออกใบส่งตัวให้ ๓๐ วัน ไม่ใช่นะครับ หมายความว่าออกใบส่งตัว ให้ครอบคลุมการรักษาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ระยะเวลาการที่เข้าไปรักษาในคลินิกหรือใน หน่วยบริการอันใหม่ เดี๋ยวจะเป็นการเข้าใจผิด
ในคำถามที่ ๒ กระทรวงสาธารณสุขมีแนวทางการแก้ปัญหาขาดดุล ในหลักประกันถ้วนหน้าและภาระของหน่วยบริการปฐมภูมิอย่างไร ในแนวทางของคำถาม ของท่าน ผมเรียนว่าการแก้ไขปัญหาการขาดดุลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในพื้นที่ กทม. ข้อมูลปี ๒๕๖๘ ปัจจุบันมีคลินิกชุมชนอบอุ่น ๒๔๗ แห่ง รับผิดชอบประชากร ๒,๐๔๐,๐๐๐ คนเศษ มีประชากรมารับบริการ ๘๕๙,๐๐๐ คน การจัดสรรงบประมาณ กองทุนผู้ป่วยนอกในปี ๒๕๖๘ เป็นตัวเลข ๑,๔๖๒.๗๗ บาทต่อคนต่อปี ปี ๒๕๖๘ ได้แบ่งเงิน จำนวนนี้ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือกันไว้เป็นส่วนกลาง ๗๒๑ ต่อคนต่อปี สำหรับ ผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเหตุสมควรและตามจ่ายผู้ป่วยส่งต่อ และส่วนที่ ๒ คลินิกได้รับไปจริง ๗๔๑.๗ บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นรูปแบบและแนวทางอันล่าสุด ผมจะไม่พูดย้อนกลับไป ในส่วนที่ท่านได้อภิปราย ประเด็นของการจัดสรรเงินเหมาจ่ายรายหัวแก่หน่วยบริการตาม โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุนี่ใช้งบประมาณมากและภาระโรค เช่น อย่าง โรค NCD เพื่อให้หน่วยบริการได้รับงบประมาณอย่างเหมาะสมตามภารกิจที่รับผิดชอบ โดยการจัดสรรตั้งแต่ ๙๙๓ บาท ๕๕ สตางค์ ถึง ๑,๒๒๗.๐๖ บาท คือเป็นแนวทางที่เพิ่มขึ้น ใช้ในกรณีที่หยิบยืมมาเพื่อในลักษณะของการปรับสภาพคล่อง ถ้าจะมองเป็นลักษณะนั้น ก็เป็นตัวเลขตัวเงินที่ สปสช. ได้พิจารณาเพิ่มขึ้นเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน เพื่อความยั่งยืน ดังกล่าว
ประเด็นที่ ๒ ข้อมูลการจัดสรรงบประมาณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ แก่คลินิกชุมชนอบอุ่น ข้อมูลตาม พ.ร.บ. งบประมาณของแต่ละปี ท่านลองฟัง ดูสัก ๓ ปี ในปี ๒๕๖๖ ได้จัดสรรให้คลินิกชุมชนอบอุ่น ๒๕๖ แห่ง ทุกกองทุนจำนวน ๑,๘๗๗ ล้านบาทเศษ เฉพาะส่วนกองทุนผู้ป่วยนอก ๑,๒๖๒ ล้านบาทเศษ ในส่วนของ งบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ได้มีการจัดสรรให้คลินิกชุมชนอบอุ่น ๒๖๑ แห่ง ทุกกองทุน รวมจำนวน ๑,๘๐๗ ล้านบาทเศษ เฉพาะในส่วนกองทุนผู้ป่วยนอก จำนวน ๑,๐๗๕ ล้านบาทเศษ ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๘ ได้มีการจัดสรรให้คลินิกชุมชนอบอุ่น ๒๖๐ แห่ง ทุกกองทุน จำนวน ๑,๒๗๔ ล้านบาทเศษ เฉพาะในส่วนกองทุนผู้ป่วยนอกจำนวน ๗๖๐ ล้านบาทเศษ เป็นข้อมูล ณ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ รวมคลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม. เท่าที่เบิกจ่าย ไปแล้ว ก็เป็นตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่า ประชากรในกรุงเทพฯ เริ่มมีการใช้จ่ายในส่วนของคลินิก ต้องจ่ายมากกว่าส่วนที่คลินิกต้องจ่ายเอง หมายความว่า ๘๐๐ บาทแรก ก็ทำให้เงินในส่วน ของกองทุนผู้ป่วยนอกของคลินิกบริการตัวนี้ เริ่มที่จะต้องดูและมีปัญหาในการใช้จ่ายเยอะ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดำเนินการในการแก้ไข นั่นคือทำให้คนป่วยน้อยลง คนป่วยน้อยลงทำอย่างไรเดี๋ยวมีเวลาผมจะพูดให้ฟัง ในแนวทาง ของการแก้ไขบริการที่ขาดสภาพคล่อง อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต กทม. ได้กำกับติดตามสถานการณ์การเงินของหน่วยบริการทุกเดือนผ่านกลไกการประชุม คณะทำงาน CFO และอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพเขต ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ได้ Guarantee เงินเหมาจ่ายรายหัวสำหรับหน่วยบริการบางแห่งที่ขาดสภาพคล่อง ๒๖ แห่ง จำนวน ๓๐ บาทต่อคนต่อเดือน
๔. แนวทางการแก้ไขสัญญาให้บริการสาธารณสุข เดิมสัญญาระบุให้ หน่วยบริการบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาไม่ได้ ระยะเวลาในการบอกเลิก สัญญาคือ ๓๐ กันยายนของแต่ละปี แต่หากหน่วยบริการไม่ประสงค์ต่อสัญญาต้องแจ้ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน ก่อนวันสิ้นสุดสัญญา หากน้อยกว่า ๑๘๐ วัน ต้องได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการแก้ไขข้อบังคับการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการสัญญา หากหน่วยบริการไม่ประสงค์ต่อ สัญญาต้องแจ้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อพิจารณาเหตุผลความจำเป็นและ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขประกอบการพิจารณา เมื่อมีการยกเลิกสัญญาแล้วหน่วยบริการ ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกสัญญา ผมขออนุญาต ได้เพิ่มเติมในส่วนที่เราจะต้องลดคนป่วยที่ใช้จ่ายเป็นจำนวนตัวเลขสูง ต้องเรียนว่าผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ในการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวนั้น ผู้ป่วยนอกเป็นตัวเลข ๑,๔๖๒.๗ บาทต่อคนต่อปี และแบ่งจ่ายในส่วนคลินิกและส่วนกลางที่เก็บไว้ สำหรับผู้ป่วยใน ๒,๘๓๖ บาทต่อคนต่อปี ผมต้องเรียนว่าพี่น้องประชาชนอาจจะฟังดูแล้ววิตกกังวลว่าการดูแลผู้ป่วยทั้งหลาย มันมีหลายส่วนที่ถ้าหากว่าเราไม่ได้ขยายผลให้ฟังว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องวิตกกังวลเลย มันเป็นเฉพาะในเรื่องของปฐมภูมิที่ผู้คนมาที่หนึ่ง ลงทะเบียนไว้กับหลักต้นทางหรือหน่วย บริการหนึ่ง และไปใช้ในหน่วยบริการอีกหลาย ๆ ที่ในระยะเวลาใน ๑ ปีนั้น ถ้าหากว่าเรามี ความจำเป็นที่จะต้องไปใช้ หรือไม่พอใจกับหน่วยบริการเดิมเราก็สามารถเปลี่ยนสถานที่ได้ โดยง่าย ถ้าหากว่าเราได้ทำความเข้าใจ ผมเรียนว่าผมจะอธิบายตัวเอกสารนิดหน่อยว่า
๑. ผู้ป่วยปฐมภูมิ เช่น หวัด เจ็บป่วยเล็กน้อย ท้องเสีย ไม่มีอาการซับซ้อน ไอ ผื่นคัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามจ่ายในกรุงเทพฯ ตามนโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกที่ ให้เพิ่มจำนวน ๒๐๐ บาท ต่อหนึ่ง Visit
๒. ผู้ป่วยนอก เป็นค่ารักษาแพงต้องติดตามต่อเนื่อง เช่น โรคหัวใจ ภาวะหัวใจ เต้นผิดจังหวะ จิตเวช ซึมเศร้าเรื้อรัง NCD โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง Stroke เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน ในส่วนนี้ที่การส่งตัวค่อนข้างมีปัญหา เพราะหน่วยบริการต้นทางที่ลงทะเบียนไว้ก็กลัวว่าหน่วยของตัวเองจะขาดทุน ขาดดุลอย่างที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาสอบถาม เป็นความกลัวเฉพาะตัวในส่วนของหน่วยบริการ ของเขา เราก็มีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาไม่ให้เขากลัว อันนี้ในเมื่อเขากลัวเราจะทำอย่างไร เราจะไปเพิ่มเงินหรือไปทำอะไรที่มันเกินอำนาจหน้าที่หรืองบประมาณต่าง ๆ ขอเพิ่มมาอีก มันก็ต้องเสียหายในส่วนของราชการด้านอื่น ๆ เพราะฉะนั้นการทำงบประมาณให้เกิดความ สมดุลกับสิ่งที่ได้ไปรักษาผู้คนต่าง ๆ เหล่านั้นมันเป็นเรื่องความสำคัญของเจ้ากระทรวง ที่จะต้องดำเนินการ ในกรณีที่ ๒ นี้ต้องกลับไปเอาใบส่งตัว หรือถ้าไม่ออกใบส่งตัวก็ต้อง โทรศัพท์หาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๑๓๓๐ ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
๓. ผู้ป่วยเฉพาะโรค เช่น กองทุนไต มะเร็ง เอดส์ อันนี้ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวล อะไรเลยครับ มีกองทุนเฉพาะรักษาได้ไม่ต้องกังวล ไม่ได้ไปนับรวมกับปฐมภูมิ แต่การที่จะไป รักษาที่ไหนท่านก็ต้องบอกผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย มีประวัติเบื้องต้นในการที่จะส่งตัวไปยังที่จะ รับรักษาในทุติยภูมิ ตติยภูมิต่าง ๆ เหล่านั้น
๔. ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล เช่น ผ่าตัด Bypass หัวใจ ผ่าตัดไส้ติ่ง อุบัติเหตุร้ายแรง ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด เข้าไปหาหมอได้เลยครับ สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามจ่ายตรง ไม่ได้ไปหักคลินิกต้นทางหรือหน่วยบริการต้นทาง เพราะฉะนั้นมีส่วนหนึ่งที่เราอาจจะเห็นเป็นส่วนใหญ่ เพราะเราคือนักการเมือง เราเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็เป็นมาก่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเป็นห่วงเป็นใยพี่น้อง ประชาชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปวิตกกังวลว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องยาก เราทำความเข้าใจ แล้วมันมีโรคอีกมากมายมหาศาลที่มันไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันเป็นเรื่องของ ปฐมภูมิ จุดเริ่มต้นตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน
ผมอยากให้ตัวเลขนะครับ ผู้ป่วยนอก กทม. ผู้ป่วยนอก OPD นะครับ ผู้ป่วยนอกของ กทม. ปี ๒๕๖๖ มีจำนวน ๑.๐๒ ล้านคน ในปี ๒๕๖๗ ผู้ป่วยจำนวน ๑.๑๘ ล้านคน เพิ่มมากขึ้นนะครับ และในปี ๒๕๖๘ ผู้ป่วยของ กทม. ๑.๓๖ ล้านคน เป็น NCDs เสีย ๕๒๖,๙๘๕ คน นี่ปี ๒๕๖๘ เรานับแค่ ๑๐ เดือนนะครับ ตัวเลข แค่ ๑๐ เดือน ต้องเรียนว่ามีแนวโน้มมีผู้ป่วยมากขึ้น ในการดำเนินการตรงนี้เราต้องจัดการ อย่างเด็ดขาด เพราะผู้ป่วยที่ใช้เงินรักษา ค่ายาแพง นั่นคือ NCDs และ NCDs นี่เป็นจุดแข็ง ที่ผมบอกว่าเราจะลดผู้ป่วย ผมขอสไลด์แผ่นหนึ่งครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในขณะนี้ เราได้ดำเนินการแล้ว ถ้าเห็นสไลด์ที่ผมนำมาให้ บนขวาสุดจะเห็นว่าเราดำเนินการให้คนไทย เรียนรู้ในการนับคาร์บแล้ว ๔๐,๖๓๖,๒๔๓ คน ใช้เวลา ๙ เดือน ตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน ในการนับคาร์บ พี่น้องประชาชนคนต่างจังหวัดเขานับเป็นแล้ว ยังแต่ในกรุงเทพมหานครนี่ ตัวเลขที่ใช้ในการรักษาเบื้องต้น ๘๐๐ แรกของคลินิกที่ต้องจ่ายนั้น จ่ายตัวเลขเงินสะสม ที่จะใช้ในแต่ละปีจึงเหลือน้อย ในสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้เราจะเข้ากรุงเทพฯ และในเขตเลือกตั้งของ ท่านผมจะไปดำเนินการช่วยอบรม ให้ความรู้ อสส. ในการนับคาร์บ ว่าพอนับคาร์บแล้ว ไม่ยากเลยการนับคาร์บ ให้พี่น้องประชาชนบริโภคคาร์โบไฮเดรต ปริมาณที่ถูกต้องกับร่างกายของตัวคน มันจะมีผู้ป่วยน้อยลง ติดเตียงน้อยลง เคล็ดลับ อยู่ง่าย ๆ ท่านลองดูนะครับ ผมได้ดำเนินการในการลดหลังจากนับคาร์บแล้ว เชิญชวน พี่น้องประชาชนและ อสม. มาช่วยกันดูแล คนเข้าโครงการในการรักษา NCDs ที่ผมจะทำ Mini Clinic Telemedicine ในกรุงเทพมหานครให้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ คนเข้ามา รักษา NCDs เริ่มต้น ในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขรวบรวมมาแล้ว ๒๒๒,๙๙๖ คน เป็น NCDs Remission ที่หายขาด ๒๓,๑๘๓ คน หยุดยาได้ ๑๕,๗๑๘ คน เป็นตัวเลข ๒ ตัวนี้ ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้คนละประมาณ ๑๕,๗๑๘ บาท เป็นตัวเลขด้านขวามือ บรรทัดที่ ๒ ที่ ๓ ลดเงินได้ ๖๓๔.๔๗ ล้านบาท และในส่วนที่ผู้ลดยาได้ก็อีก ๒๖.๙๑ ล้านบาท รวมแล้วในระยะเวลา ๕ เดือนที่เราทดลองจากคน ๒๒๐,๙๙๖ คน เราลดเงินค่าใช้จ่ายได้ถึง ๖๖๑.๓๘ ล้านบาท และในขณะนี้ ในประเทศของเรามีคนเป็น NCDs ถึง ๓๓ ล้านคน ถ้าเรา เอาโครงการตรงนี้เข้ามาร่วม ใช้ อสม. ใช้ อสส. ผมจะไปดำเนินการให้ในเขตของท่าน ท่านอยู่ดินแดง พญาไท ผมจะไปเริ่มดำเนินการให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่มันดูเหมือนยาก มันจะไม่ยาก สิ่งที่มันเป็นปัญหาที่มันจะไม่สมดุล มันจะสมดุลขึ้นและท่านก็คอยดูว่า เมื่อครบ ๑ ปีแล้ว อะไรที่จะเกิดขึ้นบ้าง ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ