ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตและสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตีความเงื่อนไขการถอนเงินจากกองทุนการออมแห่งชาติสำหรับผู้ทุพพลภาพตามมาตรา 44/10 โดยเฉพาะในประเด็นนิยามของคำว่า "ทุพพลภาพ" ความชัดเจนของคำว่า "แพทย์ที่ทางการรับรอง" และข้อกำหนดเรื่องการถอนเงินไม่เกิน 3 ครั้ง พร้อมเสนอให้ทบทวนเพื่อความเหมาะสม ความสอดคล้องของกฎหมาย และความเป็นธรรมต่อผู้พิการทุกกลุ่ม โดยเน้นย้ำให้คำนิยามและเกณฑ์ต่าง ๆ สอดคล้องกันและไม่จำกัดสิทธิของผู้มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าถึงแม้ผมจะเป็น ผู้แปรญัตติไว้แต่ว่าผมพอใจกับกรณีคำแปรญัตติผมที่ท่านประธานได้มีการตอบในที่ประชุม กรรมาธิการครับ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเมื่อมีการแก้ไขแล้วก็ประกอบกับถ้อยคำ บางประการที่นำไปสู่การเขียนเป็นข้อสังเกตนั้นที่มีผลผูกพันระหว่างกันค่อนข้างเป็นประเด็น ที่อาจจะต้องนำไปสู่การตีความ ผมจึงขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกที่จะอภิปรายสอบถาม กรรมาธิการในมาตรา ๔๔/๑๐ ท่านประธานครับ กรณีเรื่องของสลากออมทรัพย์หรือสลาก กอช. นั้นมีเงื่อนไขเรื่องของการขอคืนหรือรับเงินคืนในกรณีที่ยังไม่ใช่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป อยู่หลายประการด้วยกัน กรณีมาตรา ๔๔/๑๐ นั้นเป็นกรณีการพูดถึงบุคคลที่มีภาวะ ที่เรียกว่าทุพพลภาพที่สามารถจะมีสิทธิในการขอรับเงินออมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น คืนจากกองทุนได้ ตอนแรกที่ผมแปรญัตติไว้ผมคิดว่าคำว่า แพทย์ที่ทางการรับรองได้ตรวจ และแสดงความเห็นว่าทุพพลภาพจริงนั้นมีปัญหาในความหมายของมันเอง เพราะความ ทุพพลภาพนั้นมันควรจะเป็นคำหรือภาวะที่ถูกพิสูจน์จากการมองเห็นที่ถูกพิสูจน์จากสิ่งที่ เจ้าตัวแสดงออกว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือทำหน้าที่การงานต่าง ๆ ได้พอสมควร โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีแพทย์มารับรองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณทางประธาน กรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการที่ได้มีการทำความเข้าใจและอธิบายว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ ผมตั้งข้อสังเกตนั้นก็มีประเด็นเลยเปลี่ยนเป็นโดยแพทย์ที่ทางการรับรองได้ตรวจ และมีความเห็นว่าทุพพลภาพ เพียงแต่ว่าผมอ่านทั้งหมดไปบวกกับกฎหมายกองทุน การออมแห่งชาติเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิยามในมาตรา ๓ ไปบวกกับข้อสังเกตนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อสังเกตที่ ๙.๖ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ที่ท่านพูดถึงประเด็นนี้ ผมมีประเด็นสอบถามไล่เรียงอยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ผมพยายามจะทำความเข้าใจว่ากรณีทุพพลภาพที่อยู่ใน มาตรา ๔๔/๑๐ และท่านบอกว่าโดยแพทย์ที่ทางการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็น ทุพพลภาพนั้นไปผูกกับนิยามความหมายของคำว่า ทุพพลภาพ ที่อยู่ในมาตรา ๓ หรือไม่ ก่อนหน้านี้ท่านพยายามบอกว่าความหมายของคำว่าทุพพลภาพมีอยู่แล้วในมาตรา ๓ คือการสูญเสียอวัยวะ สูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือร่างกาย หรือการสูญเสียภาวะปกติ ของจิตใจจนไม่สามารถทำการงานได้ แต่มีคำว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ประกันสังคมกำหนดพูดกันง่าย ๆ นะครับ ประเด็นก็คือว่าถ้ากรณีที่ไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในสถานะเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิตามกองทุน ประกันสังคม พูดง่าย ๆ ก็คือเขาไม่ใช่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ไม่ใช่ผู้ประกันตน ตามมาตรา ๓๓ ไม่ใช่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ ตกลงแล้วเกณฑ์ที่ท่านบอกว่า ความทุพพลภาพในมาตรา ๔๔/๑๐ แล้วตกลงไปเกี่ยวข้องกับนิยามความหมายทุพพลภาพ ในมาตรา ๓ และต้องไปเป็นตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกันสังคมกำหนดหรือไม่ เพราะจากที่เรากำลังขยายว่าบุคคลโดยทั่วไปแม้กระทั่งพวกผมที่อาจจะสามารถไปซื้อสลาก ออมทรัพย์ แต่ถ้าเอาเกณฑ์ทุพพลภาพไปผูกกับเกณฑ์ที่ประกันสังคมกำหนด ท่านกำลัง จะจำกัดขอบเขตของคนที่ทุพพลภาพที่สามารถใช้สิทธิได้ ผมต้องการคำยืนยันเรื่องนี้ เป็นประการที่ ๑ ว่าตกลงเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวอย่างไร
ประการที่ ๒ ถึงแม้ท่านไม่ได้รับสิ่งที่ผมเคยแปรญัตติแล้วท่านก็บอกว่า ขอเป็นโดยแพทย์ที่ทางการได้รับรอง ได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าทุพพลภาพ ผมเองก็อยากจะขอคำยืนยันว่ามันมีด้วยหรือแพทย์ที่ทางการไม่ได้รับรอง พูดกันง่าย ๆ ก็คือ แพทย์เสมือนเป็นวิชาชีพหนึ่ง เสมือนเป็นทนายความ เสมือนเป็นวิศวกร เสมือนเป็นเภสัชกร เสมือนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เขามีทั้งที่เป็นบุคคลในสังกัดราชการ บุคคลเอกชน หรือแม้บุคคลอิสระ เพียงแต่เขามาขึ้นทะเบียนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ฉะนั้น ที่ท่านใช้คำว่า โดยแพทย์ที่ทางการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าทุพพลภาพจริง ความหมายของแพทย์ถึงแม้ท่านไม่ได้แก้ไขต่าง ๆ ผมอยากจะย้ำเจตจำนงหรือเจตนารมณ์ว่า ท่านหมายถึงแพทย์ที่มีการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับ แพทยสภา ราชวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องใช่หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ที่อยู่ใน โรงพยาบาล สถานพยาบาลที่เป็นบุคลากรราชการเท่านั้น นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ คือถ้อยคำที่ท่านแก้ไขตอนท้ายของมาตรา ๔๔/๑๐ วรรคสอง จากเดิมเราใช้คำว่า การขอรับเงินออมทรัพย์เพราะเหตุทุพพลภาพตามวรรคหนึ่ง ให้ขอรับได้ เพียงครั้งเดียว ท่านเปลี่ยนมาเป็นให้ขอรับได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง พูดง่ายๆ ก็คือว่าแทนที่เขาจะ เอาเงินก้อนเดียวแล้วขอรับมาใช้สิทธิทั้งหมด ท่านก็บอกว่าบางส่วนอาจจะมีความจำเป็น ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา ขอรับเป็นครั้ง ๆ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน ๓ ครั้ง ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นหลักการแบบนี้ผมเห็นด้วย และผมคิดว่าสอดคล้องกับความจำเป็น ของผู้ทุพพลภาพแต่ละคนที่มีศักยภาพหรือความจำเป็นที่ต้องขอใช้เงินออมทรัพย์ ของตนเองก่อนไม่เหมือนกัน แต่พอเมื่ออ่านไปเทียบกับกรณีข้อสังเกตซึ่งเราไม่มีสิทธิ อภิปราย แต่ข้อสังเกตจะมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี ท่านประธานกรรมาธิการก็นั่งอยู่ใน คณะรัฐมนตรีเกิดตีความผิดไปเป็นเรื่องครับ ข้อสังเกตเขียนว่าอะไร ข้อสังเกตข้อที่ ๙.๖ เขียนว่าควรพิจารณาการขอรับเงินออมทรัพย์เพราะเหตุทุพพลภาพ ให้ขอรับได้ไม่เกิน ๓ ครั้งในแต่ละคราว ซึ่งอาจเกิดจากเหตุครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ ผมอ่านแบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าความหมายของคำว่า ให้ขอรับได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง กับ ให้ขอรับได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง ในแต่ละคราว มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร แถมท่านยังมีข้อความตอนท้ายข้อสังเกตบอก ซึ่งอาจเกิดจากเหตุครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ แสดงว่าถ้ามีการเกิดเหตุเกิดอยู่ดี ๆ เขาสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกายบางส่วน แต่วันนี้เขากลับมาทำงานได้แล้วเขาไปเกิด อีกครั้งหนึ่งเกิดรับไป ๓ ครั้งแล้วนะครับ รับไปหมด ๓ ครั้ง เขาไปเกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นผู้ทุพพลภาพตามนิยามกฎหมายนี้ ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับ คำว่า ครั้งเดียว หรือหลายครั้งก็ได้ เหตุครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่ง เขาก็มีสิทธิขอรับได้อีก ๓ ครั้งใช่หรือไม่ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้อยคำตอนท้ายของมาตรา ๔๔/๑๐ ที่ท่านมีการแก้ไข ออกมาเป็นกรณีการให้ขอรับได้เพียงไม่เกิน ๓ ครั้ง กับข้อสังเกตแปลความไม่เหมือนกันครับ ถ้าท่านเห็นว่าข้อสังเกตมีปัญหา ท่านมีเวลาแก้ไขเพื่อให้สอดคล้อง สอดรับต้องตรงกัน แต่ถ้าท่านยืนยันว่าผมเข้าใจผิด เป็นอย่างที่ท่านเข้าใจถูกว่ากรณีมาตรา ๔๔/๑๐ ได้ ๓ ครั้ง แต่ข้อสังเกตบอกว่าถ้าเกิดครั้งหนึ่งรับ ๓ ครั้ง เกิดอีกครั้งหนึ่งรับอีก ๓ ครั้ง เกิดอีกครั้งหนึ่ง รับอีก ๓ ครั้ง คนละเรื่องคนราวกันเลยนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าทั้ง ๓ ประเด็นที่ผม ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการแก้ไขของคณะกรรมาธิการไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความหมายของ ทุพพลภาพว่าท่านผูกมัดกับมาตรา ๓ ของนิยามในกฎหมายเดิมของกองทุนการออมแห่งชาติ หรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมถามเรื่องแพทย์ที่ทางราชการรับรองคือสถานะความเป็นวิชาชีพ ใช่หรือไม่ ไม่ใช่หน่วยราชการ และประเด็นที่ ๓ เรื่องการขอรับได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง ตกลง เจตนารมณ์ของมาตรากับข้อสังเกตที่เขียนไว้เหมือนหรือต่างกันแบบใด ประการใดครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะผู้ทุพพลภาพเลยจำเป็นต้องขอให้ท่าน ชี้แจงใน ๓ ประเด็นที่ผมได้นำเรียนต่อที่ประชุม กราบขอบคุณครับ