พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอในการปรับปรุง พ.ร.บ. กทม. ปี ๒๕๒๘ เพื่อแก้ไขโครงสร้างการบริหารราชการและเพิ่มเครื่องมือแก้ปัญหา
เรียนท่านประธานครับ ก่อนจะเริ่มนับเวลาผมหารือท่านประธานสั้น ๆ เข้าใจว่าผมมีสิทธิในการถาม ๒ รอบ รอบแรกอาจจะผมใช้เวลานานหน่อยเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นภาพรวม แล้วเดี๋ยวรอบสอง อาจจะเป็นแค่การเก็บตกรายละเอียดเฉย ๆ เรียนท่านประธานครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล วันนี้ ก็อยากจะมาตั้งกระทู้ถาม ถามท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องของ กทม. เข้าใจดีว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับโอกาสมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในมุมของเศรษฐกิจเราก็เห็นว่า งานดี ๆ โรงเรียนดี ๆ โรงพยาบาลดี ๆ ก็มักจะกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ในเชิงการเมืองเราก็เห็นว่าคน กทม. นั้นก็เป็นพื้นที่เดียวที่ได้มีโอกาสในการเลือกผู้บริหาร สูงสุดของพื้นที่เขา ในนามของผู้ว่า กทม. แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมมองว่าไม่ว่าผู้ว่า กทม. จะเก่งหรือมีนโยบายดีแค่ไหนกรุงเทพมหานครก็จะยังไม่สามารถพัฒนาไปได้เต็ม ตามศักยภาพ หากเรายังคงมี พ.ร.บ. กทม. ปี ๒๕๒๘ ที่ไปกำหนดโครงสร้างการบริหาร ราชการ กทม. ที่ทำให้ผู้ว่า กทม. ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม อาจจะมี เครื่องไม้เครื่องมือไม่มากพอในการแก้ปัญหาให้กับคน กทม. ที่ผ่านมา ผมแล้วก็ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง เราก็ได้พยายามศึกษาแนวทางในการปรับปรุง ร่างแก้ไข พ.ร.บ. กทม. ความจริงได้มีการออกหนังสือเพื่อขอเข้าพบกระทรวงมหาดไทยด้วย แต่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าพบก็เลยขอใช้กลไกกระทู้นี้ในการนำเอาข้อเสนอที่เราได้ศึกษามา มาสอบถามมุมมองของทางรัฐบาล แล้วก็ท่านรัฐมนตรีด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่กำกับดูแล กทม. แล้วก็ในฐานะที่เป็น สส. กทม. มา ๓ สมัยด้วยเช่นกัน ข้อเสนอที่อยากจะ มาสอบถามความเห็นของทางท่านรัฐมนตรีมีทั้งหมด ๓ ข้อเสนอ หลัก
ข้อเสนอที่ ๑ คือข้อเสนอในการปลดล็อกให้ กทม. สามารถแก้ไขปัญหาให้กับ คน กทม. ได้ ล็อกแรกที่ต้องมีการปลดล็อกก็คงเป็นอำนาจในการจัดทำแล้วก็ปรับปรุงบริการ สาธารณะในพื้นที่ จากการสอบถามข้อมูลจาก กทม. เราค้นพบว่าปัจจุบันประมาณ ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของข้อร้องเรียนที่ถูกส่งจากประชาชนมาที่ กทม. ผ่าน Traffy Fondue เป็นประเด็นที่ กทม. ไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ แต่ต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานอื่น หรือหากเราไปดูในเรื่องของ ๗๔ ภารกิจที่อยู่ในแผนการกระจายอำนาจที่เคยถูกกำหนดไว้ เมื่อ ๑๕-๒๐ กว่าปีก่อนก็จะค้นพบว่าได้มีการถ่ายโอนอำนาจให้ กทม. เพียงแค่ ๒๙ จาก ๗๔ ภารกิจหรือคิดเพียงแค่ ๓๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขออภัยครับ มี ๒๙ ภารกิจที่ยังไม่ได้ มีการถ่ายโอน ก็คือมีเพียงแค่ประมาณ ๔๕ ภารกิจเท่านั้นที่มีการถ่ายโอนหรือหากเราลอง ยกปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของพี่น้องชาว กทม. เราก็จะค้นพบว่าหลายปัญหา เป็นสิ่งที่ผู้ว่า กทม. อาจจะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขด้วยตนเองได้หากรัฐบาลส่วนกลาง ไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ยกตัวอย่างแรก กทม. เป็นเมืองที่รถติดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่หากผู้ว่า กทม. ต้องการจะออกแบบระบบขนส่งสาธารณะใหม่หรือไปปรับปรุงเส้นทาง รถเมล์ก็ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ เพราะว่าอำนาจในการอนุมัติอยู่ที่คณะกรรมการ ที่ส่วนกลางหรือหากผู้ว่า กทม. อยากจะเปลี่ยนเรื่องระบบเปิด-ปิด ไฟจราจรตามสี่แยกทั่ว กทม. ก็ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด เพราะว่างานด้านการจราจรยังไม่ได้ถูกถ่ายโอนมาที่ กทม. อย่างสมบูรณ์ หรือหากจะยกอีกตัวอย่างหนึ่ง คือเรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งก็เป็นปัญหา อันดับต้น ๆ ของพี่น้องชาว กทม. เช่นกัน เราก็จะเห็นว่าผู้ว่า กทม. ก็ยังมีข้อจำกัดในการไป ตรวจจับรถควันดำ หรือการกำหนดเกณฑ์เรื่องควันดำเช่นกัน ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหานี้ ให้ยั่งยืน ผมเห็นว่าก็มีความจำเป็นที่ต้องมีการทบทวนแก้ไข พ.ร.บ. กทม. เพื่อให้ กทม. นั้น มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะทั้งหมดในพื้นที่ของตนเอง โดยหากจะมีเรื่องไหน ที่จำเป็นต้องยกเว้นไว้ก็ไประบุเป็นข้อยกเว้นไว้แค่ไม่กี่ข้อนะครับ แต่นอกจากจะปลดล็อก เรื่องอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะแล้ว ผมคิดว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องปลดล็อกด้วยเช่นกัน คืออำนาจในการหารายได้ให้กับตนเอง ปัจจุบันเราค้นพบว่า กทม. ยังคงพึ่งพารายได้ที่ กทม. ไม่ได้จัดเก็บเอง คิดเป็นประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ดังนั้นหากเราต้องการ ให้ กทม. สามารถมีความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาให้กับคน กทม. ผมคิดว่าก็จำเป็น ที่จะต้องให้ กทม. นั้นมีอำนาจในการจัดหารายได้ด้วยตนเองได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจัดเก็บรายได้จากน้ำมัน ยาสูบ โรงแรม ซึ่งปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายส่วน ทำได้มากกว่า กทม. ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น การจัดตั้งวิสาหกิจที่ทำได้โดยไม่ได้จำกัดอยู่ แค่เรื่องสาธารณูปโภค หรือรวมไปถึงการออกพันธบัตรแล้วก็การจัดเก็บค่าธรรมเนียม โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากส่วนกลาง เป็นต้น อันนี้คือข้อเสนอที่ ๑
ข้อเสนอที่ ๒ คือเรื่องการปรับโครงสร้าง กทม. ให้มันมีความใกล้ชิดกับ ประชาชนใน กทม. มากขึ้น จริงอยู่ว่าแม้ กทม. จะเป็นพื้นที่เดียวที่ผู้ว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งเราก็อาจจะสรุปได้ว่าความจริงแล้วประชาชนใน กทม. มีระยะห่างกับ ผู้นำท้องถิ่นของเขามากกว่าในจังหวัดอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ที่พูดแบบนี้ เพราะว่าถ้าเราไปดู โครงสร้างของท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ นอกจากประชาชนในพื้นที่จะได้มีโอกาส เลือกนายก อบจ. แล้ว เขายังได้มีโอกาสเลือกนายกเทศมนตรีและนายก อบต. ที่ดูแลพื้นที่ ที่เล็กลงมากว่า แล้วก็รับผิดชอบประชาชนประมาณหลักพันหลักหมื่นคน แต่พอเราขยับมาดู โครงสร้าง กทม. เรากลับค้นพบว่าผู้บริหารท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับคน กทม. ที่สุด คือผู้ว่า กทม. ที่ต้องรับผิดชอบชาว กทม. หลักล้านคน ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่ทางผมและคณะกรรมาธิการ เห็นว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ก็คือการปรับโครงสร้าง กทม. ให้มาเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๒ ชั้น ที่มีทั้งผู้บริหารแล้วก็สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมีท้องถิ่นชั้นบนที่เราเรียกว่า กทม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของ กทม. มีผู้ว่า กทม. แล้วก็ ส.ก. เหมือนเดิม แล้วก็รับผิดชอบบริการสาธารณะขนาดใหญ่ที่อาจจะส่งผลกระทบ ต่อกรุงเทพฯ ในภาพรวม เช่นระบบขนส่งสาธารณะ แต่ว่าอีกชั้นหนึ่งหรือว่าชั้นล่างเรา อาจจะเรียกว่าเป็นนคร ครอบคลุมพื้นที่เล็กกว่า กทม. ประกอบไปด้วยนายกนคร แล้วก็ สมาชิกสภานครที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็รับผิดชอบบริการสาธารณะเฉพาะพื้นที่หรือว่า ไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เด็กเล็กหรือว่าโรงเรียน เป็นต้น ทางรัฐบาล ออกแบบได้ว่าจะแปลง ๕๐ เขตที่มีอยู่แล้ว มาเป็น ๕๐ นครเลย หรือจะไปควบรวม ๕๐ เขต ให้เรามีจำนวนนครที่อาจจะลดลงมากว่า ๕๐ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะออกแบบอย่างไรผมคิดว่า ถ้าเรามีท้องถิ่นที่เป็น ๒ ชั้นในพื้นที่ กทม. มันจะทำให้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้กระจุกอยู่ที่ ผู้ว่า กทม. และทำให้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วขึ้น
ประการสุดท้าย ข้อเสนอที่ ๓ คือการเปิดพื้นที่ กทม. ให้ประชาชนสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทิศทางของการพัฒนา กทม. ได้มากขึ้น ปัจจุบันช่องทาง หรือกลไกการมีส่วนร่วมทางการของชาว กทม. ในด้านการเมืองน่าจะมีอยู่ ๓ อย่างหลัก ๆ อย่างแรกคือไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แล้วก็ ส.ก. อย่างที่ ๒ คือเข้าชื่อ ๓,๐๐๐ ชื่อ เพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นไปที่สภา กทม. อย่างที่ ๓ คือการเข้าชื่อ ๓๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอถอดถอนผู้ว่า กทม. หรือว่าสมาชิกสภา กทม. ดังนั้นในมุมหนึ่งผมคิดว่าก็อาจจะ จำเป็นที่จะต้องมาปรับปรุงช่องทางที่มีอยู่แล้วให้สะดวกต่อประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบกลไกที่ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. กับ ส.ก. เกิดขึ้นพร้อมกันไปตลอด ซึ่งจะทั้ง เพิ่มสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิแล้วก็ประหยัดงบประมาณ รวมไปถึงการทำให้ช่องทาง ในการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือว่าเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่นอกจากปรับปรุงช่องทางที่มีอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งที่ผมคิดว่า อาจจำเป็นต้องทำเหมือนกันคือการเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอกลไกให้ ผู้ว่า กทม. ส.ก. หรือว่าประชาชนใน กทม. สามารถเสนอให้มีการจัดทำประชามติในระดับ กทม. ได้ หรือไม่ว่าจะเป็นการรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลรัฐ ที่ต้องเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึงการยกระดับเรื่องของ Participatory Budgeting หรือว่าการจัดทำงบประมาณ แบบมีส่วนร่วมที่ทาง กทม. ก็ได้มีการนำร่องไปแล้วบางส่วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในรอบแรกก็อยากจะนำ ๓ ข้อเสนอหลักตรงนี้ และอยากจะฟังความคิดเห็น