ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยชี้แจงมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบกำหนดเกณฑ์หักเงินเดือนชำระหนี้ให้เหลือเงินคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และแจ้งว่ากำลังดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้สามารถพิจารณาขยายวงเงินก่อหนี้ได้

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่องของความคืบหน้า ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู แล้วก็บุคลากรทางการศึกษา ในส่วนของคำถามนี้ จริง ๆ ต้องบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการเอง เรารับทราบปัญหาของหนี้สินครูมาโดยตลอดและจริง ๆ ปัญหาหนี้สินครูก็เป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการศึกษาพิจารณากันมาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ค่ะ ล่าสุดรัฐบาล ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้โดยคณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาว่าในมาตรา ๓ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือข้าราชการแล้วก็บุคลากร ในหน่วยงานภาครัฐซึ่งรวมถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งหมด โดยหลัก ๆ เกณฑ์ในการวางมาตรการในการช่วยเหลือหนี้สินครู เรื่องของการหักชำระหนี้สินหรือว่า เรื่องของภาระการจ่ายหนี้ก็มีให้ทุกส่วนราชการดำเนินการปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์ การหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบุคลากรในสังกัด ซึ่งต้อง มีเงินคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เพื่ออะไรคะ ก็เพื่อให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ สามารถให้คุณครูหรือบุคลากรทางการศึกษาสามารถดำรงชีพอยู่ได้ อันนี้เป็นเกณฑ์ที่ มีการกำหนดอยู่ค่ะ แต่ว่าที่อาจจะยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาอยู่บ้าง เนื่องจากว่ายังไม่ได้ ประกาศออกมาเป็นขั้นตอนเรื่องของพระราชกิจจานุเบกษา ทีนี้พอเป็นพระราชกิจจานุเบกษา เราอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการอยู่ ถ้าทำเป็นพระราชกิจจานุเบกษาได้ก็จะส่งผลดี ต่อการพิจารณาหนี้สิน ให้วงเงินของการก่อหนี้ เหมือนวงเงินหนี้ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ เราดูได้ในส่วนของเฉพาะหน่วยงานในสังกัดที่กระทรวงศึกษาธิการดูได้ แต่หนี้ในภาระอื่น ๆ ที่ครูไปกู้เราไม่สามารถเห็นกรอบวงเงินของหนี้ อันนี้ก็มีการดำเนินการอยู่ เพื่อจะให้ กระบวนการประกาศออกมาเป็นพระราชกิจจานุเบกษา

อันที่ ๒ การเจรจาลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้ก็ประสานงานกับสถาบัน การเงิน แล้วก็สหกรณ์ออมทรัพย์ที่เจ้าหนี้เงินกู้เพื่อสวัสดิการแก่บุคลากรของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ โดยกำหนดมีสหกรณ์จำนวน ๑๕ แห่ง จาก ๙๕ แห่ง ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือประมาณ ๔.๗๕ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการลดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยเหลือข้าราชการ แล้วก็บุคลากรให้สามารถฟื้นตัวได้ แต่ทีนี้ในส่วนของสหกรณ์ครูที่บอก ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่าง ๆ หรือสหกรณ์ที่มีการปล่อยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ๑๕ แห่งที่ร่วมการลดอัตราดอกเบี้ยไปที่ ๔.๗๕ ก็เป็นทิศทางที่ดี ซึ่งก็อาจจะมีการขอ นำปัญหานี้ไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เขามีอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหกรณ์ ในอนาคต อันนี้ก็เป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการอาจจะเอาปัญหานี้ไปเพื่อให้กรอบ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในส่วนของข้าราชการครู

อันที่ ๓ การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกที่ที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ หรือสวัสดิการแก่บุคลากรของส่วนราชการก็ให้ความร่วมมือในการแก้ไขหนี้สินของประชาชน รายย่อยอยู่ ตรงนี้อย่างที่บอกว่ามีกรมส่งเสริมสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดี๋ยวเราไปเจรจาดูว่าจะเป็นไปได้ไหมในส่วนของที่เกี่ยวกับครู ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ ๔.๗๕ ตอนนี้ก็กำลังพยายามอยู่นะคะ เพราะว่าไม่ใช่อำนาจเราโดยตรง อันนี้ก็ต้องนำเรียน แต่ว่าไม่ได้ลดความพยายาม เพื่ออยากให้คุณครูไทยลดความกดดันในเรื่องภาวะหนี้สิน แล้วก็ความเครียดก็จะได้ลดน้อยลง อันนี้เราเข้าใจดีค่ะ แต่ว่าในส่วนของกระทรวงเอง กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทาง การศึกษาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน ทั้งในเชิงนโยบายแล้วก็โครงสร้างกลไกการบริหาร ตลอดจนพัฒนาเครื่องมือแล้วก็มาตรการต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครู

อันแรก เราก็มีการพัฒนาระบบ OBEC DEBT CLINIC เพื่อเป็นศูนย์กลาง ในการรวบรวมข้อมูลครูที่มีปัญหาหนี้สินทั่วประเทศ โดยมีการลงทะเบียนผ่านสถานีแก้หนี้ครู เข้ามา วิเคราะห์สถานะหนี้สินในระดับบุคคลซึ่งขณะนี้ก็มีครูลงทะเบียนในระบบนี้แล้ว กว่า ๗,๓๕๓ ราย และสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้สำเร็จเพื่อป้องกันไม่ให้ครูเหล่านี้ถูกฟ้อง ไปแล้วจำนวน ๕,๙๐๑ ราย หรือคิดเป็นร้อยละ ๘๐.๒๕ จากตัวเลขของคนที่มาลงทะเบียน กับเรา ก็ส่งผลให้ครูกลุ่มนี้ เมื่อมาลงทะเบียนกับเรา รอดพ้นจากวิกฤติสีแดง คือไม่ต้อง ถูกฟ้อง แล้วก็ยังคงมีเงินเหลือ หลังหักหนี้สินไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการดำรงชีวิตแล้วก็ฟื้นฟูตนเอง

อันที่ ๒ เราก็มีการจัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษาขึ้นมาด้วย รับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ในทุก ๆ ช่องทางรวมทั้งสิ้น วันนี้ก็มีมาแล้ว กว่า ๑,๐๔๘ ราย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาหนี้ซ้ำซ้อน แล้วก็กำลังจะถูกฟ้องหรือว่า ติดบัญชีดำ เครดิตบูโรต่าง ๆ โดยศูนย์ดังกล่าวได้ดำเนินการประสานงานกับสถานีแก้หนี้ครู ทั่วประเทศไปแล้วกว่า ๑,๐๐๑ ราย หรือว่าคิดเป็น ๙๕.๕๒ เปอร์เซ็นต์ คือถ้ามีเรื่องร้องเข้ามา ที่ศูนย์นี้ก็บอกไปเลยว่าเราพยายามแก้ให้ ดำเนินการให้ ประสานไปจากกระทรวงลงไป ถึงเขตเพื่อลดทอนปัญหานี้ นอกจากนี้เรามีการจับคู่สถานีแก้หนี้ครูต้นแบบ ๓๘ แห่ง กับสถานีปลายทางอีก ๙๖ แห่ง รวมเป็นเครือข่ายแก้หนี้ครูทั้งสิ้น ๑๓๔ แห่งทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างแรงบันดาลใจและการช่วยเหลือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผ่านระบบการประชุมหารือร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหาร่วมกันแล้วก็แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ ที่ดีด้วยค่ะ

อันที่ ๔ กระทรวงยังได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครู เพื่อให้เป็นข้อเสนอแนะ แนะนำให้สถานีแก้หนี้ครูได้ปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ อีกทั้งสำคัญก็คือวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน เรามีการอบรมเสริมสร้างความรู้แล้วก็ปลูกฝัง ทัศนคติที่ถูกต้องในการใช้เงินให้มีความรอบคอบมากขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารเองก็ดี ครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนนักเรียน เพื่อป้องกันการก่อหนี้ใหม่และสร้างรากฐาน ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต โดยหลักสูตรนี้ก็จะมี OBEC-Money Coach ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายในการให้ความรู้ด้านการเงินแก่บุคลากรในสังกัด โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การจัดการหนี้ การออมและการลงทุน โดยผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา คือ ปี ๒๕๖๘ ค่ะ ๑๓๕,๕๑๓ คน อบรมไปแล้วกว่า ๑๐๑,๐๐๐ คน หรือว่าคิดเป็น ๗๔.๗๕ เปอร์เซ็นต์ หลักสูตรที่ส่งเสริมไปอีกเราก็มีการสร้างวินัยทางการเงิน สำหรับผู้มีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป โดยมีเป้าหมายเป็นครูหรือว่าบุคลากรทางการศึกษา ที่ใกล้เกษียณ เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง ซึ่งจริง ๆ ล่าสุด ที่ดิฉันเพิ่งได้เข้าไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของหนี้สินครูด้วย เรื่องนี้เราก็มองเห็น เรื่องของกลุ่มผู้สูงอายุในวัยเกษียณ เมื่อเกษียณแล้วค่าตอบแทนจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่มีการหารือร่วมกันว่าการพิจารณาการผ่อนชำระหนี้ของครูเกษียณ จะเป็นได้ไหม ที่ตามฐานของเงินเดือนที่ลดต่ำ อันนี้เราก็มีการพูดกันอยู่ แต่ก็ยังเป็นแนวทาง ในการหารือ ก็นำเรียนให้ทราบไว้ในที่นี้ค่ะ แล้วก็มีหลักสูตรเสริมความฉลาด ความรู้ ทางการเงินสำหรับนักเรียนเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน โดยมีเนื้อหา เกี่ยวกับความรู้เรื่องรายรับ รายจ่ายส่วนบุคคล การออม การใช้จ่ายเงินและการตั้งเป้า ทางการเงิน อันนี้นอกจากเป็นลักษณะของการอบรม เรื่องของหลักสูตรประถมใน ปี ๒๕๖๘ เราก็มีการพูดเรื่องนี้เข้าไปในการกำหนดเรื่องของหลักสูตร เพราะเรารู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็อยากมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการลงทุน แล้วก็เรื่องของการเงินด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในวันที่ ๑๘-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังได้มีการจัดประชุมร่วมกับ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือกับต้นสังกัดสหกรณ์ ในด้านนโยบายสินเชื่อ อย่างที่นำเรียนมาตั้งแต่ต้นค่ะ ขอตอบคำถามข้อแรกประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ