ภูริวรรธก์ เสนอองค์ความรู้คือพลังงาน พัฒนาคุณภาพการอ่านและลดความเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ เสนอว่าองค์ความรู้คือแหล่งพลังงานสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จที่คนไทยรู้หนังสือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙๘ แต่ยังคงต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการอ่านวิเคราะห์และการเขียนในกลุ่มคนทำงานและผู้สูงอายุ ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ชี้แจงสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยที่เพิ่มขึ้นแต่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอาเซียน และวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เพียงพอของงบประมาณและทรัพยากรห้องสมุด รวมถึงปัญหาการจัดสรรสื่อที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ภูริวรรธก์ ใจสำราญ เสนอแนะแนวทางการประเมินการอ่านตามหลักสูตรแกนกลาง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการอ่านเพื่อวิเคราะห์ ต่อยอด และประยุกต์ใช้ทางอารมณ์ความรู้สึก แทนการท่องจำ เพื่อสร้างวัฒนธรรมรักการอ่านและเชื่อมโยงห้องสมุดให้มีชีวิตชีวา

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน ลาดพร้าว และจระเข้บัว พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความรู้ คือแหล่งพลังงานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การสร้าง องค์ความรู้ที่น้อยก็จะทำให้ประเทศก้าวตามกับประเทศอื่นไม่ทัน ศักยภาพด้านองค์ความรู้นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ประเทศชั้นนำเหล่านั้นก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการอ่าน เป็นอย่างมาก สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แล้วก็กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำรวจถึงอัตราที่คนไทยรู้หนังสือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๙๘ เติบโตแบบก้าวกระโดดเลย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการศึกษาของประเทศ แต่อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อสังเกต บางประการ เพราะว่ามันมีความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็ก แล้วก็สถานศึกษา ขนาดใหญ่ ปัจจัยที่สำคัญสำหรับในเรื่องนั้นก็คือเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว เช่นเดียวกัน คนไทยรู้หนังสือ อ่านได้ก็จริง แต่คุณภาพในการอ่าน เช่น การอ่านวิเคราะห์ การอ่านเพื่อการสื่อสารหรือการอ่านเพื่อความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา นอกจากนี้ยังมีการถดถอยในเรื่องของการอ่านหนังสือเกิดขึ้นในกลุ่มของคนทำงาน กลุ่มของ ผู้สูงอายุ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้ในการอ่าน การเขียนในชีวิตประจำวัน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ มีสถิติต่อมาเป็นสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยที่อยู่ในปี ๒๕๖๗ อยู่ที่ ๘๐ นาทีต่อวัน ในปี ๒๕๖๘ เพิ่มขึ้นเป็น ๙๒ นาทีต่อวัน ถือเป็นตัวเลขที่ดีขึ้น แน่นอนช่วงอายุที่อ่านหนังสือ มากที่สุดก็จะเป็นเด็ก เยาวชนและนักศึกษา เพราะว่าต้องเรียนหนังสือ แต่เมื่อเข้าสู่ ในวัยทำงานการอ่านก็ลดลงเหลือ ๓.๘-๖.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าเวลาในการอ่าน แต่ละวันจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเทศแถบอาเซียนนั้น อย่างเช่นสิงคโปร์หรือเวียดนามนั้นเขายังมีอัตราการอ่านที่สูงมากกว่า การอ่านของคนไทยนั้น ยังถืออยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ ปัจจัยที่ทำให้คนไทยอ่านหนังสือไม่เยอะมีหลายอย่าง เช่นการเสพสื่ออื่นมากกว่า รวมถึงทัศนคติที่ไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน เราขาดแคลน หนังสือในห้องสมุดนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ ปัจจุบันผมมีโอกาสจัดตั้งอนุกรรมาธิการจัดทำ ข้อเสนอศิลปะวัฒนธรรมของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ได้รับการชี้แจงจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการว่าเขามีห้องสมุดของ ประชาชนที่อยู่ในการดูแลถึง ๙๒๔ แห่ง มีบ้านหนังสือ ๑๐,๐๐๐ แห่ง แล้วก็มีห้องสมุด เคลื่อนที่ ๖๕ แห่ง มีห้องสมุดแบบ Mini รถห้องสมุดแบบ Mini อีก ๖๕ คัน ในปี ๒๕๖๙ ยังมีการตั้งงบประมาณในการจัดซื้อรถส่งเสริมการอ่านเคลื่อนที่เพิ่มอีก ๓๕ คัน คันละ ๒ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๗๐ ล้านบาท เรามีห้องสมุดกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ มีอยู่เยอะ ถึงแม้ว่าจะมีการสำรวจความต้องการของผู้ใช้บริการก็จริง แต่ว่างบประมาณ ในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดนั้นกลับมีไม่มาก มันก็เป็นที่น่าสงสัยว่าห้องสมุดที่มีอยู่จำนวน ไม่น้อยนั้นเป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน เราได้ถามคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานวิชาการมาตรฐานการศึกษา เขาแจ้งกลับมาว่า ไม่มีการจัดสรรงบประมาณโดยตรงแก่โรงเรียนเพื่อจัดซื้อหนังสือ อย่างไรก็ตาม ได้มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดหาหนังสือสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน โดยเฉพาะตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหนังสือพระราชนิพนธ์ เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ประเด็นความหลากหลายของการมีหนังสือ ในห้องเรียน แล้วก็การคัดสรร คัดเลือกหนังสือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่ามันเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดความนิยม ความถี่ในการใช้ห้องสมุดและที่สำคัญก็คือการปลูกฝังวัฒนธรรม การอ่านสำหรับนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักงานวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาชี้แจงว่าการที่ไม่มีงบประมาณนั้น แต่ว่าเขาก็เปิดโอกาสให้โรงเรียน สามารถผลิตสื่อส่งเสริมการอ่านตามบริบทของพื้นที่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับ พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าจัดสรรงบประมาณให้ไปเท่านั้นก็เอาไปทำกันเอง จัดซื้อหรือไม่อย่างไร ก็จัดการกัน แต่พอมาดูตัวอย่างสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่านของสำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กันบ้าง ลองดูในสไลด์นะครับ เราอาจจะเห็นข้อสังเกตว่าหนังสือเหล่านั้นตอบโจทย์ ความสนใจและความต้องการและสอดคล้องกับยุคสมัย รวมไปถึงคุณค่าในอดีตให้แก่เยาวชน นักเรียนและครูมากน้อยเพียงใด จะสามารถโน้มน้าวชักจูงให้เกิดวัฒนธรรมในการรักการอ่าน ได้มากน้อยเพียงใด สำหรับประชาชนในกรุงเทพมหานคร สำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยว และการกีฬามีห้องสมุดในเมืองกรุงเทพฯ อยู่รวมทั้งสิ้น ๓๕ แห่ง ครอบคลุม ๒๙ เขต มีบ้านหนังสืออีก ๑๓๐ แห่ง ครอบคลุม ๓๙ เขตในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าประชากรของ กรุงเทพมหานครนั้นมีสูงถึง ๕.๔๖ ล้านคน สถิติจาก Open Data ของ กทม. ในปี ๒๕๖๗ เผยตัวเลขผู้ใช้รายเดือนอยู่เพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ คนเท่านั้น จึงเป็นคำถามที่ว่า ห้องสมุดนั้นมันอาจจะมีครับ แต่เห็นได้ชัดว่าประชาชนทั้งหลายนั้นห่างไกลห้องสมุด เนื่องจากทรัพยากรสารสนเทศมีน้อย บรรยากาศในห้องสมุดนั้นมีความอึมครึม หลายที่นั้น อยู่ใน Location ที่ห่างไกลชุมชนและพฤติกรรมของคนซึ่งนอกเหนือจากการไม่ชอบอ่านแล้ว หลายคนก็เปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์ สำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา มีคณะกรรมการ ในการกลั่นกรองหนังสือตามข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ ก็วางสัดส่วนดังนี้ครับ เป็นวิชาการ อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็นำเอาเรื่องสั้น เรื่องนวนิยายแล้วก็วรรณกรรมแปลอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หนังสือเด็ก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นการตีกรอบประเภทหนังสือมากจนเกินไปนิดหนึ่ง ในขณะที่บ้านหนังสือที่อยู่ในกำกับของฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สังกัดสำนักงานเขต มีการจัดซื้อก็จริงแต่ว่าหลักเกณฑ์ไม่ได้มีมาก มีการสำรวจความคิดเห็นอยู่ แต่ว่ากลุ่มตัวอย่าง ในการสำรวจนั้นอาจจะไม่หลากหลายแล้วก็ไม่เท่าทันที่สมัยเปลี่ยนแปลงไปนะครับ

ลองมาดูการประเมินการอ่านของนักเรียน เยาวชน หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดการอ่านเป็นสาระที่ ๑ ของกลุ่มสาระ การเรียนรู้ในภาษาไทยก็มีการกำหนดตัวชี้วัดตั้งแต่ประถม ๑ ไปยันจนมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ ถ้าท่านลองดูตารางอาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง ผม Highlight เอามา แต่ว่าโดยสรุป ก็จะมีลักษณะตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นในเรื่องของการอ่านเอาเรื่องหรือการอ่านอย่างถูกต้อง มากกว่าที่จะเป็นการอ่านเพื่อความรู้สึก กล่าวคือผลของการอ่านนั้นจะแบ่งสัดส่วนเท่ากัน ระหว่างตรรกะกับความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งการอ่านด้วยความรู้สึกและจินตนาการนั้น จะปลูกฝังนิสัยในการรักการอ่าน ต้องให้ความสำคัญในการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก แล้วก็จะสามารถต่อยอดเพื่อทำความเข้าใจตนเอง ผู้อื่นแล้วก็สังคมได้ ถ้าหากดูตัวชี้วัด เหล่านี้ ยังขาดหลักเกณฑ์ประมาณเหล่านี้อยู่ ขณะที่หลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างสำคัญคือ การนำเอาแนวคิดที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็นับเป็นเรื่องที่เป็นตัวชี้วัด ที่ดีที่มีอยู่ในหลายชั้นปี แต่ว่าพอมาที่ ม.ปลาย เรากลับใช้คำว่าแก้ปัญหาในชีวิตแทนคำว่า ประยุกต์ใช้ในชีวิตซึ่งมันเปิดกว้างกว่า สะท้อนให้เห็นมุมมองของภาครัฐ มีผลต่อการอ่านว่า เอาไปเพื่อการแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์แล้วก็การนำไปใช้ในชีวิต

นอกเหนือจากนี้เกณฑ์แล้วก็ตัวชี้วัดที่เหลือแทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องของ การอ่านเอาเรื่องครับ การอ่านเพื่อความถูกต้อง จริง ๆ แล้วการอ่านเพื่อความถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่นั้นก็จะมุ่งด้านนี้เป็นหลัก ผู้เรียนจะมีทัศนคติ ต่อการอ่านว่าจะเป็นการอ่านเพื่อการท่องจำ การอ่านนั้นจะกลายเป็นยาขมในที่สุดครับ ซึ่งหากเราต้องการสร้างวัฒนธรรมในการอ่านนั้น ไม่ควรจะเป็นการอ่านเพื่อการท่องจำ แต่ควรจะเป็นการอ่านเพื่อการวิเคราะห์ ต่อยอดแล้วก็ประยุกต์ใช้ทางความรู้สึก หากโรงเรียนเข้าใจในหลักการของ Art Appreciation แล้ว จะถูกสอดเข้าไปในเรื่องของ การอ่าน ห้องสมุดของโรงเรียนก็จะกลับมามีชีวิตชีวาได้

คำถามครับ จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของโครงสร้างในการอ่าน การเรียนรู้ผ่านหนังสือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือการยกระดับให้คนรักการอ่าน แล้วก็ยกระดับ Infrastructure ให้รองรับกับประชาชนในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาเรายังเห็น รูช่องว่างในการพัฒนา โดยเฉพาะโรงเรียน เรามักจะเจอปัญหาในการจัดซื้อของผู้บริหาร โรงเรียน หนังสือที่จัดซื้อนั้นอยู่ในลักษณะของแนวคิดอนุรักษ์นิยม ต้องเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับ ความเป็นไทย คุณธรรม ศีลธรรม ความจงรักภักดี การซื้อหนังสือนอกกรอบหรือตรงกับ การพัฒนาตามช่วงวัยนั้น อาจจะไม่ค่อยมีมากนัก ไม่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิด การรักการอ่านเกิดขึ้นได้ ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวมาตรการอย่างไร ในการจัดการเรื่องการจัดซื้อหาหนังสือเข้าห้องสมุด แล้วก็สร้างวัฒนธรรมในการอ่าน ให้กับเยาวชนและประชาชนที่ดีกว่านี้ครับ คำถามแรกครับ