ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ตอบกระทู้ถามเรื่องภาระงานครู โดยชี้แจงว่าแนวทางลดอัตราครูเป็นการใช้เกณฑ์เกษียณเพื่อจัดจ้างตำแหน่งธุรการแทน ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนและต้องพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ต่อมาอภิปรายนโยบายปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาใหม่ตามแนวคิดฐานสมรรถนะเพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ และอภิปรายเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้นปี ๒๕๖๘ ที่มุ่งเน้นการอ่าน การเขียน คิดคำนวณ และทักษะด้านอื่นๆ เช่น จินตนาการ สุขภาพ และการเงิน โดยชี้แจงรายละเอียดของโครงการและการประเมินผู้เรียน พร้อมยืนยันว่าโรงเรียนที่ยังไม่พร้อมจะยังคงใช้หลักสูตรเดิมชั่วคราว
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ แล้วก็ต้องขอบคุณคำถามของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยค่ะ ดิฉันในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งได้รับมอบหมาย ให้มาตอบกระทู้ถามด้วยวาจาในวันนี้ จะตอบได้เท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน
อย่างแรกก่อนค่ะ สำหรับประเด็นคำถามเรื่องของการลดภาระงานครูกับ อัตราที่เกิดขึ้น ตอนนี้ต้องนำเรียนว่าเป็นเพียงแนวทางหารือร่วมกัน เพื่อจะลดภาระงานครู แต่อาจจะมีความเข้าใจที่บิดเบือนในทางการสื่อสาร เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ สพฐ. กับ ก.ค.ศ. ได้มีการสำรวจโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอัตราเด็กต่ำกว่า ๔๐ คน ปัจจุบันมีเกณฑ์ของ อัตราคุณครูเกินเกณฑ์อยู่ เมื่อมีการเกษียณอายุราชการ เกณฑ์เหล่านี้เราสามารถนำมา จัดจ้างใหม่ เป็นอัตราตำแหน่ง เขาเรียกว่า ๓๘ ค. (๒) ในตำแหน่งธุรการ ดังนั้นจึงไม่ใช่ ความหมายในเชิงเอาครูที่มีอยู่หรืออัตราที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนมาเป็นธุรการ นั่นก็คือ ดูจากอัตราเกณฑ์การเกษียณเป็นเกณฑ์ ทีนี้ถามว่าการแก้ไขปัญหาแบบนี้ ในการลด ภาระงานครูใช่แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนไหม อาจจะยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เนื่องจาก มีโรงเรียนที่ต้องรับผิดชอบหลายหมื่นโรงเรียน แต่นี่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการพยายามหาทางลดภาระงานครูและคืนครูกลับสู่ห้องเรียนค่ะ เราก็คงจะ มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบในรายละเอียดและเสริมว่ามีช่องทางไหนที่เราจะสามารถ ลดภาระงานครูที่ไม่ต้องรับผิดชอบด้านงานธุรการและการเงิน อันนี้ขอตอบคำถามข้อที่ ๑ ค่ะ
สำหรับคำถามในเรื่องของหลักสูตรซึ่งท่านสมาชิกได้มีคำถาม ดิฉัน ขอนำเรียนว่าการปรับปรุงหลักสูตร ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการก็ทราบดีว่ารัฐบาลภายใต้ การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไปอย่างไร เพราะว่าการเรียนการสอน จำเป็นต้องสอดรับกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน ที่เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้นหรือการใช้หลักสูตร STEM เข้ามา เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่เราจะต้องทำให้เกิดเป็นประโยชน์กับการเรียนการสอน เนื่องจากมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตและการใช้ชีวิตในปัจจุบันค่ะ กระทรวงศึกษาธิการก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวจึงได้มีการดำเนินการกำหนดหลักสูตร และกระบวนการการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ตามแนวคิดการศึกษาฐานสมรรถนะ ชื่อก็คือฐานสมรรถนะ สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางการศึกษา หลักสูตรโดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถที่จะสอดคล้องกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย และสามารถดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างมีคุณภาพ ทีนี้ระดับประถมต้นก็คือ ป.๑ ถึง ป.๓ เราวางเป้าสมรรถนะก็คือการมีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี ส่วนระดับ ป.๔ ถึง ป.๖ คือ การมีพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดี ระดับ ม.ต้น คือเราต้องการให้เด็กมีเป้าหมาย ในด้านความสนใจหรือค้นพบความถนัดของตนเองและการมีทักษะในการใช้ชีวิตค่ะ ส่วน ม. ปลาย ม.๔ ถึง ม.๖ เราวางแนวว่าจะมุ่งสู่อาชีพหรือมีสมรรถนะด้านอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นี่คือการมองฐานสมรรถนะ โดยการจัดการเรียนรู้ จะเน้น ผู้เรียนและใช้ความรู้จริง มีทักษะการคิด วิเคราะห์ สื่อสาร แล้วก็ทำงานร่วมกันเป็นทีมด้วย เพราะถือเป็นทักษะที่ขาดไปในเด็กสมัยใหม่ เพราะเด็กสมัยใหม่อยู่กับโลกส่วนตัวกัน ค่อนข้างสูง อยู่กับมือถือ อยู่กับคอมพิวเตอร์ การเพิ่มการทำงานในทักษะการเป็นทีม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องใส่เข้าไป ซึ่งในขณะนี้ต้องนำเรียนว่าหลักสูตรสมรรถนะอยู่ ระหว่างการพัฒนาและมีการทดลองใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ ทำไมเราถึง ไม่ทำทุกโรงเรียนพร้อมกัน อย่างที่บอกเกณฑ์ความพร้อมของแต่ละโรงเรียนและ ความสมัครใจของโรงเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้หลักสูตรประสบความสำเร็จ ถ้าโรงเรียน ยังไม่มีความพร้อมและไม่สมัครใจนั้น การผลักดันหลักสูตรใหม่ ๆ เข้าไปก็อาจจะไม่ประสบ ความสำเร็จได้ ดังนั้นวันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รวบรวมโรงเรียนในสังกัดของ กระทรวงศึกษาธิการหรือว่า สพฐ. รวมถึง ศช. แล้วก็กระทรวงมหาดไทยหรือว่ากรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ให้ดูแลในส่วนนี้จำนวนที่สมัครใจเข้ามาสมัครร่วมโครงการหลักสูตร สมรรถนะ ๔,๓๓๘ แห่ง โดยเราแบ่งระดับการศึกษาออกเป็น ๒ ระดับ หลักสูตรนี้ประกาศใช้ ล่าสุด ปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมานี้เอง หลักสูตรปฐมวัยสำหรับเด็ก ๓ ปี ถึง ๖ ปี เป็นหลักสูตร ที่มุ่งให้เด็กทุกคนมีความสามารถทางด้านสุขภาวะทางกายก่อนค่ะ เริ่มที่กายแข็งแรง อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เข้าสังคมเป็น และมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย แล้วก็ มีสติปัญญาอย่างมีคุณภาพ สมวัย เราค้นพบว่าถ้าออกแบบ Design กิจกรรมให้เด็กมีพื้นฐาน ด้านนี้ที่เข้มแข็ง พออายุ ๗ ปี เขาจะเติบโตในการเรียนรู้ขั้นต่อไปได้อย่างแข็งแรงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามอบหมายงานให้เด็กไปเขียนว่าวันนี้อยากเขียนว่าคุณรักใคร เด็กอาจจะเขียนมาแค่ว่าหนูรักแม่หรือฉันรักพ่อ แต่หลักสูตรตัวนี้จะมีคำถามกลับไปที่เด็กว่า ทำไมหนูถึงรักแม่และทำไมหนูถึงรักพ่อมากที่สุดในวันนี้ล่ะ เราจะสอนให้เขาเริ่มมีความคิด มีกระบวนการคิดที่ลึกซึ้งขึ้นในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในปี ๒๕๖๘
นอกจากนี้เราก็ยังมีหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้นหรือว่าชั้น ป.๑ ถึง ป.๓ เข้ามาด้วย ในหลักสูตรนี้จะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในพื้นฐานของ การเรียนรู้ เราพบว่าเด็กไทย ณ ปัจจุบัน อัตราการอ่านออกและการเขียนได้ ต่ำลงค่ะ เรายอมรับ ดังนั้นเราจึง Design หลักสูตรในปี ๒๕๖๘ ให้มุ่งไปที่การอ่าน การเขียนและ การคิดคำนวณ เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญเด็ก ๗ ขวบ เราเริ่มใส่จินตนาการของความสร้างสรรค์เข้าไปได้ด้วย ดังนั้นในหลักสูตรนี้เราก็จะ เน้นไปที่ความสร้างสรรค์ของเด็กด้วย โครงการการจัดการเรียนรู้ พัฒนาเป็นแนวคิดเชิงรุก ซึ่งจะมีการประเมินผู้เรียน ๔ ระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น พัฒนาการ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญ โดยในที่นี้โรงเรียนจะออกแบบหน่วยการเรียนที่เหมาะสมกับบริบท ของพื้นที่แต่ละแห่งด้วย เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาประถมต้นถึง ป.๓ แล้ว จะมีความสามารถ ๘ ด้าน เราตั้งเป้าไว้อย่างที่บอก ๑. ด้านการอ่าน ๒. ด้านการเขียน ๓. ด้านการคิดคำนวณ ๔. วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ๕. ประยุกต์ใช้ด้านสังคม ทำงานเป็นทีม ความเป็นพลเมือง ด้านเศรษฐกิจ การเงิน มีหลายคนเรียกร้อง เด็กรุ่นใหม่บอกว่าอยากรู้เรื่องการเงิน การลงทุน รอบนี้หลักสูตรปี ๒๕๖๘ ของประถมศึกษา เราใส่เพิ่มเข้าไปให้มีพื้นฐานทางด้านการคิด คำนวณด้วย แล้วรวมถึงเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพจิตในอันที่ ๗ และ ๘. ด้านการประยุกต์ใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อสุนทรียภาพ ดังนั้นในหลักสูตรใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับประถมศึกษาตอนต้น ของปี ๒๕๖๘ ที่มีโรงเรียนแจ้งความเข้าร่วมมาแล้วกว่า ๔,๘๐๐ แห่ง นี่คือ Model ที่เรา เริ่มทดลองทำแล้ว แต่ถามว่าที่เหลืออีกหลายหมื่นแห่ง เขาเรียนหลักสูตรอะไร เราก็บอกได้ ว่าตอนนี้โรงเรียนเหล่านี้กำลังเตรียมความพร้อมอยู่ แต่เขาใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๑ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันก็จะมาวางแนว กำลังวางแนวทาง กันอยู่ว่าถ้าโรงเรียนยังไม่พร้อมเข้าสู่หลักสูตรของปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้นปี ๒๕๖๘ เราจะเพิ่มให้หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๑ มีประสิทธิภาพ แต่ไม่เพิ่มภาระครู อย่างไร กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ อย่างไรก็ดีการตั้งกระทู้สอบถามของ ท่านสมาชิก ล้วนเป็นผลดีและเป็นแนวทางให้การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ มีความรัดกุมและรอบคอบมากยิ่งขึ้น ก็ขอขอบคุณและดิฉันก็ขอตอบข้อซักถามแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน