ชัชวาล แพทยาไทย แสดงความยินดีกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย ทั้งงบประมาณรายหัวและหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ ชัชวาล แพทยาไทย ระบุปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณ ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ ผู้ปกครองต้องส่งบุตรหลานไปโรงเรียนไกลกว่านี้ และเรียกร้องให้รัฐแก้ไขระบบการจัดการเพื่อรักษาสถานศึกษาใกล้บ้าน โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการจัดสรรครูและงบประมาณอย่างทั่วถึง เพื่อรักษาคุณภาพการศึกษา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวงครับ ก่อนเข้าสู่ กระทู้วันนี้ ผมต้องแสดงความยินดีกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ ต้องขอขอบพระคุณท่านที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ต่อหน้าพี่น้องประชาชนของผมในวันนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนเข้าสู่ประเด็นคำถาม ผมขออนุญาตสะท้อนความกังวลของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องท่าทีการสื่อสาร ของท่านรัฐมนตรี ที่ระบุว่านโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย จะช่วยเพิ่มโอกาส ในการเข้าถึงการศึกษา กระผมไม่อาจจะเห็นด้วย เพราะปัญหาด้านการศึกษาไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ค่าเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบที่ฝังรากลึก ทั้งความแตกต่าง ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนต่างจังหวัดระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดเล็ก ปัญหางบประมาณแบบรายหัวที่ตัดโอกาสของโรงเรียนขนาดเล็ก และหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์กับโลกปัจจุบัน ประเด็นคำถามทั้ง ๒ คำถามของผมในวันนี้ เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ปฐมวัย มัธยม อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเล็กทั้งคุณค่า เล็กทั้งคุณภาพ ระบบที่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง ประเทศไทยเรามีโรงเรียนมากกว่า ๒๙,๐๐๐ แห่ง ในจำนวนนี้มากกว่า ๑๕,๐๐๐ แห่ง หรือมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และเกือบ ๓,๐๐๐ แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่วิกฤติ ที่มีจำนวนเด็กนักเรียนเพียงแค่ ๔๐ คน และโรงเรียนเหล่านี้กำลังถูกบีบด้วยระบบงบประมาณแบบรายหัว งบประมาณที่ได้รับ ไม่เพียงพอ ครูไม่ครบชั้น ทรัพยากรไม่เพียงพอ ครูคนหนึ่งต้องทำหลายหน้าที่ ต้องสอน หลายระดับ ทั้งยังต้องทำงานธุรการ พัสดุ การเงิน เอกสาร สารพัดหน้าที่ ผลที่เกิดขึ้น คือคุณภาพด้านการศึกษาลดลง พ่อแม่ผู้ปกครองที่พอมีกำลังก็ต้องมองหาโรงเรียนที่มีความพร้อม ต้องเดินทางหลายนาที หลายชั่วโมง ตื่นตั้งแต่หกโมง ตั้งแต่ตีห้า นี่คือเหตุผล นี่คือทางเลือก เพราะผู้ปกครองเห็นว่า ก็ยังทนดี ก็ยังดีกว่าทนเรียนอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อม ในขณะที่โรงเรียนใหญ่ ๆ ผู้ปกครองอพยพน้อง ๆ ลูกหลานไป ก็เกิดปัญหาซับซ้อนขึ้นมาอีก บางโรงเรียน บางแห่ง มีนักเรียนมาก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน จะจัดการเรียนการสอนอย่างไรครับ ระบบการเรียน การสอนก็แออัด จนกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียน จากประสบการณ์ตรงครับ ผมเติบโตจากโรงเรียนในชุมชน ในหมู่บ้าน บ้านคุยผงดงน้อย เป็นโรงเรียนไม่ใหญ่มากครับ ๒๐ ปีที่แล้วมีนักเรียนแค่ ๑๗๒ คน ใช้เวลาเดินทาง เดินบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ไปถึงโรงเรียนแล้วครับ การเรียนรู้ของพวกเรา คือการเรียนรู้ตั้งแต่ตื่นมา ได้เรียนรู้จากชีวิต เรียนรู้จากลุงป้าน้าอา สุดท้ายก็ได้ไปเรียนรู้ ในห้องเรียน ผมยืนยันครับ มาเป็นผู้แทนวันนี้ กล้าพูดได้เต็มปากว่าโรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุดครับ แต่ปัจจุบันนี้โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด มันไม่มีความพร้อมแล้วครับ ไม่มีครู ไม่มีทรัพยากร งบประมาณไม่เพียงพอ ไม่มีแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความมั่นคง ดำรงไว้ ซึ่งสถานะของโรงเรียน
ผมขอหยิบยกตัวอย่างโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สัก ๒ แห่งครับ โรงเรียน บ้านค้อแสนสี อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันมีนักเรียน ๓๔ คน มีครูประจำการ อยู่ ๒ คน ต้องจ้างครูเพิ่มโดยไม่มีงบสนับสนุน โรงเรียนบ้านหัวหนองตาด ตำบลสิงห์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีนักเรียน ๓๐ คน ครูประจำการ ๒ คน ชาวบ้านต้องจัด ผ้าป่าทุก ๆ ปีเพื่อที่จะนำเงินมาจ้างครูอัตราจ้าง นี่คือความจริงที่สะท้อนว่ารัฐไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ในการรับประกันสิทธิการศึกษาให้เด็กทุกคนเท่าเทียม และแม้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการจะเพิ่มขึ้นจาก ๔๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการมีงบอยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปัจจุบันปีงบประมาณนี้ งบประมาณอยู่ที่ ๓.๕ แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น ๓๕ เท่า ขณะที่จำนวนนักเรียนลดลงจากเดิม ๔๐ ปีที่แล้ว อยู่ที่ ๑๔ ล้านคน ปัจจุบันนักเรียนอยู่ที่ ๑๒ ล้านคน งบประมาณรายหัว ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น อย่าให้ผ้าป่าเป็นคำตอบ สุดท้ายของการศึกษาในพื้นที่ที่ห่างไกลเลยครับ นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่หน้าที่ของชาวบ้าน หรือพี่น้องประชาชนจะต้องพึ่งศรัทธาเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนต่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมจึงขออนุญาตฝากประเด็นคำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ว่าท่านมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไร ท่านจะยกระดับโรงเรียน ขนาดเล็กให้สามารถอยู่รอดและยั่งยืนได้โดยไม่ต้องถูกผลักให้รอการยุบหรือควบรวมอย่างไร และหากมีความจำเป็นต้องควบรวม ท่านจะใช้หลักเกณฑ์ใดเพื่อให้เป็นธรรมและ ไม่ตัดขาดเด็กจากชุมชนและมีคำตอบให้พี่น้องผู้ปกครองประชาชนในพื้นที่ เป็นประเด็น คำถามที่ ๑ ครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ