พีระพันธุ์ อธิบายโครงสร้างพลังงานไทย ชี้ขาดกฎหมายกำกับดูแลการค้าน้ำมัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขอกล่าวคำทักทายและขออนุญาตตอบคำถามต่อสมาชิกสภา โดยอธิบายโครงสร้างพลังงานไทยว่ากระทรวงพลังงานรับผิดชอบเฉพาะการผลิตไฟฟ้า ส่วนการไฟฟ้านครหลวงและส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย และเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการที่ขาดความต่อเนื่อง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อธิบายที่มาของปัญหาเรื่องก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเชื้อเพลิง โดยชี้ว่าขาดกฎหมายกำกับดูแลการค้าน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมต้นทุนและกำหนดราคาได้ จึงต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และยืนยันว่าจะเร่งร่างกฎหมายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาต กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกตามคำถามที่บอก

ประเด็นแรกเลยผมคิดว่าก็ขออนุญาตเท้าความต่อเนื่องจากคำถามแรกก่อน เรื่องของพลังงานที่เป็นพลังงานหลัก ๆ ในประเทศเราวันนี้ แล้วในทางปฏิบัติก็อยู่ใน ความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็คือเรื่องไฟฟ้า เรื่องของก๊าซ แล้วก็เรื่องของน้ำมัน เชื้อเพลิง ๓ เรื่องที่เป็นพลังงานหลัก ๆ ของประเทศ แล้วก็อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงพลังงาน เรื่องของไฟฟ้า หน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเท่านั้นเอง แต่ว่าในประเทศไทยเรามี ๓ การไฟฟ้า นอกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็มีอีก ๒ การครับ คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับการไฟฟ้านครหลวง ๒ หน่วยงานนี้อยู่กับกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้อยู่กับกระทรวงพลังงาน เพราะว่ามันเป็นมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว เขาเลยเรียกว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็คือฝ่ายผลิตที่อยู่กับผม ส่วนอีก ๒ การไฟฟ้าเขาเรียกว่าการไฟฟ้า ฝ่ายจำหน่าย ก็คือว่า ๒ การนั้น ไฟฟ้าหลักที่เขาเอามาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าในกรุงเทพฯ ก็การไฟฟ้านครหลวง ถ้าในต่างจังหวัดก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ๒ การนี้ ก็เอาไฟฟ้าจากไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาขาย เขาไม่ได้ผลิตเอง แต่บัดนี้เขาก็เริ่มผลิตเองบ้าง เป็นบางส่วน แต่ไฟฟ้าหลักมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การเก็บค่าไฟ การไปตัดมิเตอร์ การอะไรก็ไปอยู่ตรงนั้นครับ แต่คนก็เข้าใจว่าทำไมกระทรวงพลังงานไปตัดไฟ อย่างเช่นกรณี ที่บอกผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งผมก็แก้ปัญหาไป ปัญหาเรื่องนี้ประเด็นคือทำไมกฎหมายของ ๓ การไฟฟ้านี้มันไม่ต่อเนื่องกัน หรือมันไม่ Synchronize กันอย่างไร มันไม่ผสมหรือว่าทำให้ บริหารจัดการร่วมกันได้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่อยู่ในความรับผิดชอบหลัก ของกระทรวงพลังงาน กฎหมายออกตั้งแต่ ปี ๒๕๑๑ ปีนี้ปี ๒๕๖๘ แล้ว ๕๗ ปี การบริหาร จัดการด้านไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้า พลังงานเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่กฎหมายไม่ได้เปลี่ยนเลย นี่คือปัญหาเรื่องกฎหมายที่ต้องเอาเรื่องบริหารเข้ามาจับ การแก้ปัญหาพลังงานจึงต้องใช้ ทั้ง ๒ ด้านบริหารกับกฎหมาย ต้องแก้กฎหมาย แต่เมื่อกฎหมายยังแก้ไม่เสร็จ ไม่ทัน ก็ต้องเอารูปแบบบริหารเข้ามาเสริม

เรื่องก๊าซเหมือนกันครับ ก๊าซที่เราใช้หลัก ๆ วันนี้ก็มาจากอ่าวไทยกับ บนบกบ้าง อันนี้เรียกก๊าซธรรมชาติ แล้วก็ที่ได้มาโดยเป็น By Product เขาเรียกอะไร ผลพลอยได้ทางอ้อมจากการกลั่นน้ำมัน อันนั้นก็มีบางส่วนได้เป็นก๊าซมา เอาก๊าซมามันก็ เอามาใช้ เหมือนน้ำมัน น้ำมันเป็นดีเซล เป็นเบนซิน ก๊าซก็เป็นก๊าซ LPG ที่เอามาทำหุงต้ม กับก๊าซที่เอาไปทำผลิตเชื้อเพลิง และตรงนี้ที่แพงก็คือต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องทำให้ แก๊สที่เป็นอากาศกลายเป็นของเหลว จากอุณหภูมิที่เราอยู่กันอย่างนี้ต้องให้ติดลบ ๑๖๐ องศา เพื่อให้เป็นของเหลว แต่กฎหมายเรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอีก ก็ต้องมาบริหารจัดการ สุดท้าย ประเด็นหลักที่ท่านถามผมในส่วนนี้เรื่องน้ำมัน น้ำมันที่ผมบอกว่าวันนี้มีกฎหมายฉบับเดียว คือพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ปี ๒๕๔๓ กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับ การควบคุมดูแล กำกับการทำงานหรือการประกอบกิจการค้าน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันเลย มันถึง เกิดปัญหาว่าเขานึกจะขึ้นราคาก็ขึ้น ต้นทุนเราก็ไม่เคยทราบ ผมเพิ่งออกประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว เพิ่งรู้ต้นทุนรายละเอียดบางส่วนเท่านั้นเอง เพราะเขาอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า ที่ผ่านมาตลอด ๒๐ กว่าปีที่มีกระทรวงพลังงาน ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าใช้วิธี ขอความร่วมมือครับ สำหรับผมมันตลกนะครับ เราเป็นรัฐบาล เราไม่สามารถที่จะกำหนด อะไรต่าง ๆ ได้ ต้องขอความร่วมมือ เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ท่านถามผมเมื่อสักครู่ ผมคิดว่ามันต้องมี กฎหมายที่มากำกับดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าผู้ที่ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องทำอย่างไร ต้องแจ้งต้นทุนอย่างไร และต้องกำหนดราคากันรูปแบบไหน อย่างไร ที่ท่านถามเมื่อสักครู่ว่าทำไมต้องไปอ้างอิงราคาประเทศสิงคโปร์เพราะการกำหนดราคา ในประเทศที่ขายที่ปั๊มน้ำมัน ราคาที่ปั๊มน้ำมันคือราคาสุดท้าย แต่ก่อนสุดท้ายมันต้องมีราคา เริ่มต้น ในเมื่อเราไม่เคยรู้ราคาเริ่มต้นก็เลยต้องไปเอาราคาสิงคโปร์ครับ เพื่อจะมาเป็นราคา เริ่มต้น แล้วก็มานั่งคิดว่าราคาหน้าโรงกลั่นเป็นอย่างนี้ ต้องมีภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเข้ากองทุนอนุรักษ์ เงินเข้ากองทุนน้ำมัน สุดท้ายไปบวกอีกรอบหนึ่ง ขายไปถึงปั๊มน้ำมันก็ภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ค่าการตลาด ถ้าไม่หาจุดเริ่มต้น ไม่มีราคา จุดเริ่มต้นได้ ก็หาข้างหลังไม่เจอ แต่ในเมื่อเริ่มต้นไม่มีกฎหมาย บอกว่าสามารถเอาข้อมูล ตรงนี้มาเพื่อกำหนดทิศทางเบื้องต้นได้ว่าน้ำมันควรจะเป็นราคาเท่าไรในประเทศไทย เหมือนที่ท่านถาม มันเลยต้องไปอิงประเทศสิงคโปร์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมบอกว่า ๒๐ กว่าปี ของกระทรวงพลังงานไม่เคยมีกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้ผมเรียนท่านเลยว่าผมร่างเสร็จ เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเทคนิคเยอะมาก เทคนิคอะไรครับ เทคนิคในการที่จะกำหนดราคาให้ได้ ว่าเริ่มต้นจะกำหนดอย่างไร ในเมื่อเขาไม่เคยให้ข้อมูลก็ต้องมาดู ตอนนี้อยู่ระหว่างที่จะให้ คนที่เกี่ยวข้องมาโต้แย้งทางอ้อมก่อนว่าที่เขียนกำหนดแบบนี้ มีมุมไหนอีกหรือไม่ ที่คุณคิดว่า เป็นช่องโหว่ ยังไม่ครอบคลุมถึงหรือว่าเขียนผิดไป เพราะมันเป็นเรื่องเทคนิคหมดเลยครับ เทคนิคทางเรื่องของธุรกิจน้ำมันหมดเลย ซึ่งเหมือนกับกฎหมายเมื่อสักครู่ที่ท่านถาม เรื่องของไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ฉบับนี้ในส่วนต้นร่างของกระทรวงพลังงาน ผมตั้งใจ ให้เสร็จภายในเดือนนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้น ในประเทศซึ่งไม่เคยมีมาเลย อย่างน้อยผมคิดว่าทำให้กระทรวงพลังงานมีเขี้ยวเล็บมากขึ้น ในการที่จะกลับมาดูแลพี่น้องประชาชนให้เกิดความเป็นธรรม แล้วก็ได้ลดค่าพลังงาน ตามนโยบายรัฐบาล ผมย้ำตรงนี้ครับ ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสำคัญอันหนึ่งของรัฐบาลที่จะ ลดพลังงาน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง ประชาชนตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้ประกาศเอาไว้ แล้วก็วันที่ท่านไปประกาศ ที่ NBT ท่านก็บอกว่ามอบให้ผมทำ ผมก็ทำมาตลอด ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคืบหน้า ในส่วนนี้ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบผ่านท่านประธาน ขอบคุณครับ