เลาฟั้ง ชี้เหมืองแร่กระทบแม่น้ำโขง-สาละวิน เรียกร้องคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วยด้วยวาจา เรื่องผลกระทบจากการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาแร่หายาก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญต่อพื้นที่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายากในพม่าและจีนที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงและสาละวิน โดยเน้นย้ำว่าพื้นที่ที่มีแหล่งแร่ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าและเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเปราะบาง เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงที่ดินเมื่อมีการพัฒนาโครงการเหมืองแร่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ระบุปัญหาการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดที่ไม่ก่อมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง และการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนที่เปราะบาง เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำข้ามพรมแดนตั้งแต่เหนือสุดของภาคเหนือลงมาถึงกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ แม้ว่าจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือไปแล้วก็ตาม

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติด่วยด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผลกระทบจากการลงนามบันทึก ความเข้าใจระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาแร่หายากหรือ แร่แรร์เอิร์ธ ในประเด็นนี้ผมคิดว่ามันมีความสำคัญต่อพื้นที่ ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ดูแผนที่นี้นะครับ เมื่อเราดูแผนที่ภาพรวมของประเทศในภูมิภาคนี้ อยากจะให้ เริ่มต้นที่ตัวจุดดาวสีแดงนะครับ ดาวสีแดงมีอยู่ ๕ จุด อันนี้ก็คือพื้นที่ที่พบว่า ณ ขณะนี้มีการ ทำแร่หายากอยู่ซึ่งอยู่ในประเทศพม่า ในพื้นที่ตรงนี้มีแม่น้ำสายหลักอยู่ ๒ สาย ด้านตะวันออก ของประเทศไทยคือแม่น้ำโขง ด้านตะวันตกคือแม่น้ำสาละวิน ณ ปัจจุบันนี้ได้ปรากฏ ข้อเท็จจริงแล้วว่าแม่น้ำสายหลักในภูมิภาค ๒ สายนี้มีการปนเปื้อนสารหนู ซึ่งเมื่อเราดูจาก ภูมิประเทศแล้วก็ปรากฏว่าบริเวณต้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตพม่าแล้วก็ประเทศจีน มีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธอยู่นะครับ เร็ว ๆ นี้ในแม่น้ำสาละวินมีการตรวจแล้วก็พบว่ามีสารหนู ปนเปื้อนเกินกว่า ๕ เท่า ส่วนในแม่น้ำโขงก็พบเมื่อหลายเดือนที่แล้วนะครับ ปรากฏการณ์ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าแม้ในประเทศไทยยังไม่มีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ แต่ผลกระทบ ได้เกิดขึ้นแล้วนะครับ ทีนี้เรากลับมาดูที่ประเทศไทยนะครับ ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีก็พบว่าแร่แรร์เอิร์ธ ที่มีการสำรวจพบจะกระจายอยู่ในภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันตก อย่างเช่นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันตกก็อย่างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดอุทัยธานี ในภาพนี้ก็คือจุดสีชมพูเล็ก ๆ อาจจะมองไม่ค่อยชัดนะครับ ขอสไลด์ต่อไปครับ ภาพนี้ก็จะชัดเจน ด้านขวามือ พื้นที่ที่ Highlight เป็นสีแดงตรงนั้นก็คือพื้นที่ที่พบว่ามีแหล่งแร่หายากอยู่ ก็จะกระจายอยู่ทางภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันตก แล้วก็ทางภาคใต้อยู่บางส่วน ทีนี้สิ่งที่ผม อยากจะให้ท่านประธานตั้งข้อสังเกตว่าภาพที่อยู่ด้านซ้ายมือเมื่อเราซูมไปดูแล้ว พื้นที่เหล่านี้ เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าเยอะ แล้วที่สำคัญเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย หรือที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดอุทัยธานี พื้นที่เหล่านี้มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก แล้วถามว่ามันมีความสำคัญ อย่างไร กลุ่มชาติพันธุ์เป็นกลุ่มคนที่เปราะบางอยู่ในสังคมนี้ อย่างเช่นเรื่องที่ดิน เขาก็อยู่อาศัย ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เมื่อใดก็ตามที่มีการทำเหมืองแร่ขึ้นมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการแย่ง ยึดที่ดิน เมื่อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ถูกแย่งยึดที่ดินจากนโยบายหลักของภาครัฐ ท่านประธาน ลองนึกดูสิครับว่ากลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

เรื่องต่อไปนะครับ อย่างเช่นเรื่องวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาสายน้ำ ลำห้วย พื้นที่ป่า เมื่อมีการทำเหมืองแร่ แน่นอนสิ่งที่จะตามมาก็คือการปนเปื้อน โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่บนพื้นที่สูง โอกาสที่จะเข้าถึง โครงการดี ๆ ที่ได้รับการจัดสรรน้ำดี ๆ อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ต้องอาศัยแหล่งน้ำ ตามธรรมชาติ แต่ถ้าแหล่งน้ำตามธรรมชาติปนเปื้อน คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ได้รับโอกาสในการพัฒนาน้อยอยู่แล้วจะทำอย่างไร

ประเด็นต่อไป ก็อย่างเช่นเรื่องอำนาจต่อรอง อำนาจต่อรองของกลุ่มชาติพันธุ์ ถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เมื่อไรก็ตามที่มีความขัดแย้งหรือเป็นเรื่องของการต่อรองในทางการเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ก็จะสูญเสีย อย่างเช่นถ้าจะต้องมาเจรจาต่อรองกันเรื่องการชดเชย ค่าชดเชย การสูญเสียโอกาสแล้วเขาต้องได้อะไร อย่างนี้โอกาสของกลุ่มชาติพันธุ์น้อยนิดนะครับ

แล้วปัญหาที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง สรุปอย่างนี้เลยนะครับ ผมขอโฟกัสไปที่ พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งที่จะตามมานะครับ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีในการสกัด ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ณ ขณะนี้ ประเทศไทยเรายังไม่ได้มีนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการ ป้องกันแล้วก็จัดการกับผลกระทบ ณ ขณะนี้ ตัวอย่างที่แม่น้ำกก เราได้เห็นแล้วว่าเราไม่มี เครื่องมือ แทบไม่มีวิธีการในการจัดการกับผลกระทบเลย

ประการที่ ๒ ก็คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง การทำเหมืองแร่ ส่วนหนึ่งนำไปสู่การ เรียกว่าอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม กฎหมายของเราแทบไม่เคยเอาผิด กับผู้ที่กระทำความผิดได้ เมื่อมีการทำแร่แรร์เอิร์ธขึ้นมา ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็จะเป็นความ ท้าทายใหญ่อีกเรื่องหนึ่งว่าระบบกฎหมายของเราจะจัดการอย่างไร หรือว่าจะดูแลสิ่งแวดล้อม ได้อย่างไร

ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เปราะบาง อันนี้ผมได้พูด ไปแล้วผมก็จะไม่พูดซ้ำนะครับ

ประเด็นสุดท้าย พื้นที่มีความเปราะบาง ผมอยากจะย้ำอย่างนี้ว่า พอเรามาดู พื้นที่ สิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบมันไม่ใช่แค่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ผมพูดถึงเมื่อครู่แล้วนะครับ อย่างเช่นในจังหวัดเชียงใหม่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำปิงไหลลงเขื่อนภูมิพล แล้วก็ไหลลงมายัง พื้นที่ภาคกลาง ถ้าหากไม่มีการจัดการที่ดี แล้วมีการทำเหมืองแร่ปนเปื้อนลงมายังแม่น้ำ สายหลัก ปนเปื้อนยังแม่น้ำปิง ผลกระทบมันจะไม่ใช่แค่พื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ผมพูดเมื่อครู่ แต่ว่าจะกระทบตั้งแต่เหนือสุด กระทบตั้งแต่ชายแดนที่ติดกันระหว่างไทยกับพม่าหรือ ไทยกับลาวลงมาถึงกรุงเทพมหานคร เรื่องเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่อง ความท้าทาย ณ ขณะนี้เรายังไม่มีความพร้อมในทางเทคโนโลยีที่จะบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ MOU ก็ได้เซ็นไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจากนี้ไปข้างหน้า รัฐบาลจะทำอย่างไรในการจัดการกับปัญหาที่ผมกล่าวถึงทั้งหมดนี้ ขอบคุณมากครับ