รวี วิพากษ์รัฐบาลเจรจาแร่แรร์เอิร์ธกับมหาอำนาจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

รวี เล็กอุทัย ตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีรัฐบาลในการเจรจาประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ MOU แร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ รวมถึงการขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รองรับข้อตกลงดังกล่าว รวี เล็กอุทัย วิจารณ์นโยบายรัฐบาลเรื่องการเจรจาแร่แรร์เอิร์ธกับจีนและสหรัฐฯ โดยเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล โปร่งใส และสร้างสมดุลทางอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ ไม่ควรเป็นเพียงตัวหมากของมหาอำนาจ พร้อมวิพากษ์ความไม่จริงใจและความรับผิดชอบของผู้นำในการแก้ปัญหา

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคมที่ผ่านมา สิ่งที่คนไทยทั้งประเทศ เฝ้ารอและคาดหวังจากการเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๔๗ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ของผู้นำประเทศไทยของเรา ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล นั่นก็คือการเจรจาตกลงในประเด็นข้อพิพาทความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งประเด็นสำคัญของการเจรจาในครั้งนี้นั่นก็คือการที่ท่าน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พยายามเน้นย้ำถึงท่าที ของไทยในการให้ความสำคัญกับการก้าวข้ามความขัดแย้งของกัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี โดยรวมถึงการยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงที่นำไปสู่คำแถลงร่วมหรือ Joint Declaration ซึ่งมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของอเมริกาเป็นพยานในการลงนามในครั้งนี้ด้วย แต่ผมก็ยังมีข้อสงสัยว่าคำแถลงร่วมในครั้งนี้จะสามารถนำไปสู่ความปลอดภัย ความสงบสุข ของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ประเทศได้หรือไม่ เพราะถ้าฟังแบบผิวเผินก็เหมือนจะดูดี แต่สิ่งที่ สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ นั่นก็คือคำพูดของท่าน นายกรัฐมนตรีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อสาธารณะโดยบอกว่าประเทศไทยมีการรุกล้ำเข้าไป ในดินแดนของกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือการพิสูจน์ยืนยันที่เป็น ที่ยอมรับของสังคมโลกใด ๆ เลย จึงทำให้น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าการไปตกลงเจรจาของ ท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ท่านได้ยึดหลักการรักษาผลประโยชน์ของราชอาณาจักรไทย จริง ๆ หรือไม่ รวมไปถึงสิ่งที่มันงอกเพิ่มขึ้นมาจากการไปเจรจาในครั้งนี้และกลายเป็น ประเด็น Talk of the town สร้างความฉงน งุนงงและเป็นคำถามตัวโต ๆ กับพี่น้องประชาชน คนไทย นั่นก็คือการเจรจา MOU ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ แรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก กับประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะอะไรครับ เนื่องจากแร่แรร์เอิร์ธนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในถ้อยแถลง หรือคำชี้แจงใด ๆ ของรัฐบาลต่อพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อที่จะนำมาเป็นข้อเจรจาต่อรอง กับประเทศสหรัฐอเมริกามาก่อนเลย รวมไปถึงรัฐบาลก่อนหน้านี้ในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่ได้มีการนำเอาประเด็นแร่แร์เอิร์ธมาเป็นหนึ่งในข้อตกลงการเจรจา การค้ากับสหรัฐอเมริกาและยังสามารถปิด Deal ที่อัตราภาษี ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เท่า ๆ กับ ประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นคำถามต่อมาว่าทำไมจู่ ๆ รัฐบาลปัจจุบัน จึงนำเอาเรื่องแรร์เอิร์ธมาเป็นตัวแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษแก่อเมริกา ในการเป็นเจ้าแรกหรือ First Life ในการเข้าถึงทรัพยากรแร่ของไทย มันมีความเหมาะสม แล้วจริง ๆ หรือครับ ทั้ง ๆ ที่เราต่างก็รู้ดีว่าแร่หายากเหล่านี้นั้นมีความสำคัญอย่างมาก ต่อการเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต เพราะแร่เหล่านี้ล้วนเป็น วัตถุดิบชั้นดี ชั้นยอดในการตั้งต้นในการผลิตสินค้าหรือ Product สำคัญหลายอย่างที่เป็น ที่ต้องการของโลกยุคใหม่ อย่างเช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน การใช้งานทางทหาร และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงหรือเอไอ ในขณะเดียวกันการลงทุนกับแร่แรร์เอิร์ธก็มี ต้นทุนราคาแพงที่ต้องจ่ายตามมาอีกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากการขุด และแปรรูปที่ต้องใช้สารเคมีรุนแรง ปัญหาการกำจัดกากกัมมันตรังสีและน้ำเสียซึ่งจะเป็น ปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบร้ายแรงตามมา ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องประชาชน หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพที่ดีพอ ซึ่งรัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบ เหล่านี้ดีพอขนาดไหน หากจะมีการปล่อยให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนและสูบทรัพยากร เหล่านี้ไปจากแผ่นดินไทย และถึงแม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาแก้ข่าวทีหลังว่าเรื่องแรร์เอิร์ธ เป็นเพียงแค่ข้อตกลง MOU ไม่ได้มีผลผูกพันสามารถยกเลิกเมื่อไรก็ได้ แต่ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และสิ่งแวดล้อม ท่านจำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคมว่าท่านได้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างดีพอแล้วแค่ไหน ประเทศไทยจะได้รับผลดีหรือผลเสียอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็มามัดมือชกแบบนี้ แล้วโยน ความรับผิดชอบและผลของการกระทำที่ตามมาตกให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย หรือว่า ท่านมีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรจาก Deal ในครั้งนี้ที่ยังไม่ได้บอกคนไทย รวมไปถึงในมุม กลับกันครับ หากเราลองสลับบทบาทเป็นฝั่งอเมริกาบ้าง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งลงนามความร่วมมือ กันไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า แต่คู่เจรจาของตัวเองกลับมาบอกว่าเซ็นไปอย่างนั้น ไม่ทำจริง ๆ หรอก ผมขอถามว่าต่อไปในอนาคตท่านจะยังอยากตกลงอะไรกับผู้นำประเทศแบบนี้อีกไหมครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับ หากเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะทราบกันดีว่าประเทศจีน กับอเมริกานั้นเขาก่อสงครามกัน แย่งชิงแรร์เอิร์ธกันมาโดยตลอด เพื่อที่จะก้าวไปสู่การเป็น ผู้นำของโลกในอนาคต โดยจุดมุ่งหมายสำคัญของทั้ง ๒ ประเทศก็หนีไม่พ้นกลุ่มประเทศ อาเซียน รวมถึงประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยที่เรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ อย่างจีนและอเมริกามาโดยตลอดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับทางด้าน Geopolitics และ Geoeconomics อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเดินเกมเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ รัฐบาล ควรจะต้องคำนึงถึงการเป็นศูนย์กลางและสร้างสมดุลทางอำนาจ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวหมาก ในเกมกระดานของมหาอำนาจแต่เพียงเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วสุดท้ายไทยเราจะไม่เหลือ อะไรเลย โดยสรุปผมขอเสนอให้ทางรัฐบาลต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาอย่างโปร่งใส ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ วางยุทธศาสตร์โดยคำนึงถึง การรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยสร้างสมดุลทางอำนาจที่ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างหรือ ตัวหมากของใคร ท่านประธานครับ การเจรจาและการทูตในสภาวการณ์ปัจจุบันล้วนมี ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องประเด็นพิพาททางชายแดนหรือเรื่อง การเจรจาต่อรองทางการค้า คำพูด การสื่อสารของรัฐบาลหรือผู้นำประเทศล้วนมีความสำคัญ ในทุก ๆ ถ้อยคำ แต่สิ่งที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความโปร่งใส รวมถึงการรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ผมหาไม่เจอเลยจากการไปเจรจาในครั้งนี้ มิหนำซ้ำกลับกลายเป็นการพยายามปัด ความรับผิดชอบออกจากตัว โยนบาปให้สังคมและลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ถ้านี่เป็นวิธีการ แก้ไขปัญหาของท่าน ผมก็คิดว่าคงถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องยุบสภาจริง ๆ เสียที ขอบคุณครับ