จุลพงศ์ วิเคราะห์ 4 ช่องทางอาชญากรรมข้ามชาติ จี้รัฐกวาดล้าง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

จุลพงศ์ อยู่เกษ อภิปรายเรื่องภัยอาชญากรรมข้ามชาติที่คืบคลานเข้าซื้ออำนาจรัฐไทย โดยชี้ให้เห็นความซับซ้อนของเครือข่ายและอุปสรรคทางกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐลงมือปราบปรามอย่างจริงจัง จุลพงศ์ อยู่เกษ วิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมไทยที่เอื้อต่อการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และเสนอแนวทางแก้ไข ๔ ช่องทาง จุลพงศ์ อยู่เกษ วิเคราะห์กลไกการฟอกเงินและสร้างอิทธิพลของทุนสีเทาผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ การแปลงทุนผิดกฎหมายให้เป็นความชอบธรรม การซื้อเกราะคุ้มกันทางกฎหมาย และการดัดแปลงกติกา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังเพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบรัฐ

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขออนุญาต ท่านประธานร่วมอภิปรายในญัตติของท่านรังสิมันต์ โรม เรื่องเดียวนะครับ เพราะผมเป็นห่วงว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกำลังคืบคลานเข้าซื้ออำนาจรัฐ ท่านประธานตามการอภิปราย ของผมไปนะครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายว่าอาชญากรรมข้ามชาติก่อให้เกิดความเสียหาย ทางเศรษฐกิจทั่วโลกและคนไทยมากมายมหาศาลเพียงใด เพราะเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ได้อภิปรายไปแล้ว ที่น่าห่วงครับ และผมขออนุญาตอภิปรายในญัตติที่ผมเห็นว่าอาชญากรรม ข้ามชาติเป็นภัยร้ายแรงที่หนักหน่วงของประเทศเราใน พ.ศ. นี้ ที่แก๊งผู้กระทำผิดกำลัง ฮึกเหิมถึงขั้นใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจรัฐไทยได้ในอีกปี ๒ ปีข้างหน้า หรือแม้กระทั่ง การเลือกตั้งในครั้งหน้า ถ้าภาครัฐในปัจจุบันยังลูบหน้าปะจมูก ไม่ลงมือกำจัดและป้องกัน อย่างจริงจัง อาชญากรรมข้ามชาติเป็นอาชญากรรมที่ซับซ้อน ทำเป็นกระบวนการในดินแดน ของหลายประเทศ ความแตกต่างของกฎหมายแต่ละประเทศจึงเป็นอุปสรรคหนึ่งในการจับกุม และปราบปราม คนร้ายจึงใช้ช่องว่างนี้ ท่านประธานครับ ผมดูสภาพทั่วไปแล้วประเทศไทย เป็นที่สนใจของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติในช่วง ๓-๔ ปีมานี้ ปัญหาคือทำไมประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสนใจในเอเชียของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ เรามาดูสภาพที่ตั้งของประเทศไทย กันครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เมื่อสัก ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มี การเผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการมีหลักนิติธรรมหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Rule of Law Index ปี ๒๐๒๔ ถึงปี ๒๐๒๕ ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกราว ๑๗๐ ประเทศ วัตถุประสงค์ ของการสำรวจก็เพื่อดูว่าแต่ละประเทศมีความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายแค่ไหน การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรงแค่ไหน ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามสไลด์นี้นะครับ จากการสำรวจดัชนีหลักนิติธรรม ท่านประธานจะเห็นว่าสภาพการมีอยู่ของหลักนิติธรรมของไทยอยู่ในท่ามกลางประเทศที่มี ความอ่อนแอในการใช้หลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างยิ่ง ตามสไลด์ข้างต้นนะครับ ฉายเฉพาะแสดงภาพความอ่อนแอของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สีเหลือง ตรงกลางคาบเส้นข้างล่าง จนมาทางซ้ายสีแดงแสดงถึงการมีหลักนิติธรรมที่สอบตก ถ้าท่านประธานลองไปดูแผนที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่านจะเห็นว่ามีทั้งสีเหลืองและ สีแดง จากสไลด์นี้เองจะเห็นว่าทำไมประเทศไทยจึงเป็นที่สนใจของแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นทางผ่านของคนร้ายพวกนี้ เพราะประเทศไทยมีหลักนิติธรรมที่อ่อนแอและอยู่ท่ามกลาง ประเทศที่หลักนิติธรรมอ่อนแอถึงขั้นเลวร้าย ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติเช่นพวกเรากำลัง ทำงานในขณะนี้คือยกญัตตินี้ขึ้นมาพูดคุยในสภา ท่านประธานครับ อีกอำนาจหนึ่งคืออำนาจ ตุลาการ ได้เข้ามาช่วยสังคมในการตัดสินคดีเกี่ยวกับแก๊ง Call Center หลอกลวงที่เป็น อาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีคำวินิจฉัยของศาลในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาคดีหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ในคดีนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับแก๊ง Call Center ที่จำเลย ๓ คนที่มีทั้งคนไทยและคนต่างประเทศที่เป็นหัวโจกของแก๊ง ศาลตัดสินหนึ่งในความผิดว่าจำเลยทั้ง ๓ ร่วมกันกระทำผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายที่สำคัญไว้ว่า ความผิดของจำเลยทั้ง ๓ เป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบคิดวางแผน แม้จะยังไม่มี การลงมือทำก็จริง อันนี้เป็นการวางหลักกฎหมายที่สำคัญในกฎหมายอาญา นั่นเป็นการใช้ กฎหมายของศาลในเชิงป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ โดยยังไม่ต้องมีการลงมือหลอกลวงจริง เรื่องนี้น่าชื่นชมครับ ภัยอาชญากรรมข้ามชาติกำลังกัดกร่อนประเทศไทยจนได้สร้างกังวล ไปหลายวงการ ผมขออนุญาตยกความวิตกกังวลของภาคประชาชนคือของท่านประธาน คณะกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ที่ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ได้แสดงไว้ถึงความร้ายแรงของอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านประธานคณะกรรมการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยได้เตือนสังคมไทยว่าอาชญากรรมข้ามชาติและ ทุนสีเทากำลังซื้ออำนาจรัฐ ดูพฤติกรรมของผู้มีอำนาจรัฐที่เหมือนจะปล่อยปละละเลยแล้ว ผมอดที่จะคล้อยตามไม่ได้ กลุ่มทุนสีเทาพวกนี้เลวร้ายมากครับ เพราะเข้าไปบิดเบือน เข้าไป ควบคุม เข้าไปกำหนดกติกากฎหมาย เข้าไปกำหนดนโยบายของสถาบันเพื่อเป็นประโยชน์ ฝ่ายตนเหนือประโยชน์ของรัฐ มี ๔ ช่องทางครับ ท่านประธานมาดูกับผมว่า ๔ ช่องทางนี้ ใช่หรือไม่ที่ทุนอาชญากรรมข้ามชาติกำลังคุกคามครับ

ช่องทางแรกคือแปลงทุนผิดกฎหมายให้กลายเป็นอิทธิพลที่ดูมีความชอบธรรม เงินที่ฟอกแล้วถูกนำไปลงทุนในธุรกิจ มูลนิธิหรือกิจการสาธารณะเพื่อสร้างภาพของ ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมทำให้ตรวจสอบยากขึ้น

ช่องทางที่ ๒ ซื้อความคุ้มครองเชิงสถาบันผ่านกฎหมาย ผ่านการเมืองและ วงการวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจนเกิดเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้ทุนสีเทาเติบโตโดยไม่ถูกแตะต้อง

ช่องทางที่ ๓ ที่ทุนสีเทานี้ใช้คือดัดแปลงกติกาและการบังคับใช้กฎหมาย ให้เอื้อประโยชน์พวกตนเท่านั้น

ช่องทางที่ ๔ คือสร้างพื้นที่สีเทาให้เป็นเขตปลอดภัยของทุนผิดกฎหมาย และเมื่อระบบตรวจสอบอ่อนแอพื้นที่บางส่วนของสถาบันของรัฐจะกลายเป็นฐานปฏิบัติการ ของทุนสีเทา

กระบวนการเหล่านี้จะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายประเทศกว่าจะ รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อระบบรัฐถูกซื้อไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายนี้ผมจึงอยาก กระตุ้นให้รัฐบาลครับ ท่านต้องลงมือกวาดล้างแก๊ง Scammer หรืออาชญากรรมข้ามชาติ อย่างจริงจัง ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะพังหรือเปล่าครับ แต่ประเทศไทยจะไม่พังแบบที่กำลังจะพัง เพราะคนเลว ๆ แบบนี้ครับ ขอบคุณครับ