รุ่งเรือง พิทยศิริ อภิปรายสนับสนุนร่าง MOU 3 ฉบับ โดยเน้นย้ำความสำคัญของแร่หายาก (Rare Earth) ที่เคยไม่เป็นที่รู้จักแต่ปัจจุบันกลายเป็นประเด็นสำคัญทางยุทธศาสตร์จากการค้าระหว่างประเทศ และนำเสนอข้อมูลประกอบผ่านสไลด์ รุ่งเรือง พิทยศิริ แสดงความไม่เห็นด้วยกับ MOU แร่หายากไทย-สหรัฐ โดยมองว่าเป็นการตอบสนองทางการเมืองเพื่อเอาใจสหรัฐอเมริกา และกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการขุดแต่งแร่ รวมถึงข้อกังวลเรื่องการทำลายสภาพอาณาเขต รุ่งเรือง พิทยศิริ วิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนแอของรัฐบาลในการเจรจา MOU ภาษีการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐอเมริกา โดยชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องยกเลิกมาตรการปกป้องการแข่งขันทางการค้าร้อยละ ๙๙ ยอมรับมาตรฐานสินค้าสหรัฐในหลายหมวดหมู่ และลดทอนอำนาจการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รุ่งเรือง พิทยศิริ ชี้แจงประเด็นข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับสหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยจะคุ้มครองสิทธิและห้ามเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่กลับยอมรับการสูญเสียรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลจากการเซ็น MOU ที่ให้สิทธิพิเศษเกินควร
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม รุ่งเรือง พิทยสิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย ผมขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนท่านผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ท่าน เกี่ยวกับเรื่อง MOU ทั้ง ๓ ฉบับ คือผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมอยากจะเริ่มต้นในเรื่องของแร่หายากก่อนคือคำว่า แร่หายากหรือคำว่าแรร์เอิร์ธสมัยก่อนนานมาแล้วเราคงแทบไม่รู้จักคำนี้เพราะว่าไม่ได้เป็นที่ กล่าวถึงทั้งในสื่อมวลชน ทั้งในวิชาการพื้นฐานทั่วไป แต่ว่านับตั้งแต่มีปัญหาเรื่องการค้า ระหว่างประเทศ เรื่องสงครามการค้าขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐกับจีน เรื่องแร่หายาก ก็เลยเป็นประเด็นที่คนหยิบมาพูดกันแล้วก็เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าแร่หายากคืออะไร ผมขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
คือแร่หายาก สรรพคุณกับประโยชน์มันมหาศาล เพราะว่าในห่วงโซ่อุปทานแล้วก็ในเรื่องของการนำไปพัฒนา เศรษฐกิจมันมีมากมายเหลือเกิน ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อแปลง แม้กระทั่งเรื่องของอุปกรณ์ยานยนต์ต่าง ๆ เรื่องของการผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์โทรคมนาคม ถ้าดูในเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลมากเลย มูลค่าน่าจะเรียกว่าเป็นระดับหลาย ๆ ล้าน ๆ บาท หาตัวเลขไม่เจอหรอกครับ แต่ผมคิดว่า ที่ทางรัฐบาลได้ทำ MOU เรื่องแร่หายากผมว่ารัฐบาลท่านเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนมากเลย อาจจะแทบเข้าใจน้อยมาก ด้วยเหตุผลที่ผมจะกราบเรียนดังต่อไปนี้ ผมได้ไปตามต้นเรื่อง ของคนที่ทำ MOU ฉบับนี้ว่าที่มาที่ไปมันมาจากไหน ผมก็ถึงเข้าใจว่ารัฐบาลถึงไม่เข้าใจ เรื่องพวกนี้เลย เพราะอะไรครับท่านประธาน การเกิด MOU ฉบับนี้มันเป็นความต้องการ ของทางสหรัฐ แล้วทางสหรัฐได้ติดต่อเข้ามาที่รัฐบาลผ่านไปยังทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ เพราะฉะนั้นที่ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดไปว่า ทำไมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ทราบเรื่องเลย เพราะว่าคนที่ช่วยร่าง และตรวจร่างฉบับนี้อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ ซึ่งผมก็ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาแล้ว ก็ทราบว่าเขาก็งงเหมือนกันว่าจะทำ MOU ฉบับนี้ไปเพื่ออะไร เพราะอะไรครับ พอเราเข้าไปศึกษาดูแหล่งที่มีแร่หายากในประเทศไทย เราจะพบว่าแร่หายากที่มีในประเทศไทย ส่วนที่พอที่จะหยิบจับทำอะไรได้จะเป็นส่วนที่อยู่ ในพื้นที่ตามมาตรา ๑๗ ของ พ.ร.บ. แร่ซึ่งก็คือเป็นพื้นที่อนุรักษ์และต้องห้ามที่จะไปพัฒนา ทำเหมืองแร่ได้นั่นก็คือป่าสงวนหรืออุทยาน แร่หายากที่พอที่จะมีระดับความเข้มข้นพอจะ ใช้งานได้ คือถ้าดูตามระดับความเข้มข้นแล้วก็คืออยู่ประมาณ G1 G2 อาจจะสันนิษฐาน จะอยู่ในพื้นที่อุทยานหรือป่าสงวน ไม่สามารถที่จะไปสำรวจหรือพัฒนาได้ ถ้าอยู่นอกป่าสงวน ระดับความเข้มข้นต่ำมากครับ อยู่ในระดับประมาณตั้งแต่ G3 หรือมากกว่า ซึ่งก็คือเป็นพื้นที่ ที่กระจัดกระจาย สไลด์อันนี้ผมไปขอมาจากหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเรื่องนี้โดยละเอียด และเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากก็คือเป็นข้อมูล ณ ประมาณเดือนกรกฎาคมปีนี้เองครับ สิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นก็คือว่าพื้นที่สีเขียวก็คือพื้นที่ต้องห้าม พัฒนาไม่ได้ พื้นที่สีน้ำเงิน คือพื้นที่ที่พัฒนาได้ มีพื้นที่แค่หยิบมือเดียวและมีความเข้มข้นของแร่น้อยมาก ถ้าคิดเป็น ขนาดพื้นที่แล้วก็ไม่รู้จะศูนย์จุดเท่าไรเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ สิ่งที่เป็นมาในบ้านเราตลอดก็คือว่าเราแทบไม่เคยมีการแปรรูปหรือถลุงแร่หายากใน แผ่นดินไทยเลย ก็เป็นเหมือนกับที่ท่านสมาชิกผู้เสนอญัตติบอกไปแล้วว่ากิจกรรมในเรื่อง แร่หายากในประเทศไทยก็เป็นเรื่องของการซื้อมาขายไป เราซื้อมาจากประเทศรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ออสเตรเลีย แล้วไปขายจีน ขายใคร ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่รับมาเท่าไร ส่งออกไปเท่านั้น การแปรรูปในประเทศแทบไม่มีเลย การที่เรารับเขามาแล้วขายไปก็เป็น เพียงแค่การไปขึ้นรูป การไปแต่งแร่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมเองผมก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลไปทำ MOU ฉบับนี้ไปทำไม เพราะว่าโอกาสที่จะแปรรูปแร่หายากในประเทศไทยจริง ๆ แล้ว ณ ชั้นนี้ มีโอกาสน้อยมาก ถ้ามีโอกาสผมเชื่อว่าบริษัทที่ทำเหมืองแร่ชั้นนำในประเทศไทยหรือที่อยู่ สิงคโปร์เขาคงขออนุญาตสำรวจและขอสัมปทาน ขอประทานบัตรไปนานแล้ว คงไม่มาถึง ปี ๒๕๖๘ นี้หรอกครับ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลท่านไม่ทราบเลยว่าท่านทำ MOU ฉบับนี้ไปเพื่ออะไร ไม่เหมือนกับทางสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องการทำ MOU ฉบับนี้เพื่อที่จะ รวบประเทศในภูมิภาค Southeast Asia ขึ้นมาให้หมดว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้ซึ่งมี Supply Chain ในเรื่องของแร่หายากได้ทำ MOU ร่วมกับทางสหรัฐหมดแล้ว เป็นการนำไป ต่อรองทางการเมืองกับประเทศจีนเพียงแค่เท่านั้น ผมถึงมีความเข้าใจว่าการทำ MOU ฉบับนี้ มันเป็นเรื่องของการตอบสนองเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของการทำเพื่อเอาใจ สหรัฐอเมริกา ดังนั้นผมถึงไม่เห็นด้วยเลยกับการทำ MOU ฉบับนี้ และด้วยเหตุผลอื่น ๆ ไม่ว่าจะเหตุผลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม แน่นอนครับว่าการที่จะแต่งแร่แล้วแปรรูปแร่หายาก จะต้องใช้สารเคมีเพื่อที่จะชะล้างหรือทำความสะอาดแร่พวกนี้ในหลาย ๆ ชั้นก็จะมี สารปนเปื้อนลงได้แหล่งน้ำธรรมชาติหรือพื้นที่ธรรมชาติอีกมากมาย
ท่านประธานครับ ผมอยากจะใช้เวลาของสภาแห่งนี้ชี้แจงในอีกญัตติหนึ่ง ซึ่งผมเองผมมีความกังวลมากกว่าในเรื่องของ MOU แร่หายากอีกด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องของ MOU ข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ที่มีการลงนามวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๘ MOU ฉบับนี้มีข้อความที่ผมคิดว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการเสียสภาพในอาณาเขตของประเทศไทย ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นไปยัง เพื่อนสมาชิกทีละประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือ ๑. MOU ฉบับนี้ซึ่งเป็นเรื่องของการ เจรจาภาษีการค้าต่างตอบแทนที่ปัจจุบันนี้เราได้รับตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ ๑๙ ข้อ ๑ รัฐบาล ไปยอมให้มีการขจัดในเรื่องของการปกป้องการแข่งขันทางการค้าของสินค้าไทยให้หมดถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะไปดำเนินการขจัดมาตรการอะไรก็แล้วแต่ที่มี การออกไปแล้วเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิทางการค้าของผู้ประกอบการไทยทั้งหมดร้อยละ ๙๙ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะในเรื่องของอาหารและสินค้าเกษตร รวมถึงสินค้า อุตสาหกรรม รัฐบาลจะไปขจัดออกให้หมดตามการเรียกร้องของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ ๙๙ อันนี้คือข้อ ๑ ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าผมไม่เคยเห็นเลยว่ารัฐบาลไหนจะไปยอมรัฐบาล ต่างชาติมากขนาดนี้
ข้อ ๒ ก็คือที่ผม Highlight เป็นสีส้ม รัฐบาลไทยจะรับมาตรฐานยานยนต์ อาหารและยา รวมถึงเอทานอลของสหรัฐให้เปรียบเสมือนกับเป็นข้อกำหนดของไทยในการ นำเข้าสินค้าพวกนี้หมดเลย นั่นหมายความว่าไม่ว่าสินค้าของสหรัฐจะเป็นยานยนต์ จะเป็นอาหาร จะเป็นยา เป็นเอทานอล มาตรฐานอะไรก็แล้วแต่ เราต้องยอมรับมาตรฐานของเขา เราไม่มีสิทธิ ที่จะไปควบคุมคุณภาพหรือควบคุมสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นการทำลายหรือมีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมหรือสุขอนามัยของคนไทยได้ อันนี้ก็เหมือนกับการเสียสภาพในอาณาเขตของ ประเทศไทยเหมือนกัน ในข้อนี้สีส้มมีการบอกไว้ชัดเช่นเดียวกันว่าจะไม่บังคับใช้บทลงโทษ ทางด้านศุลกากรของประเทศไทยกับสินค้าสหรัฐด้วย นั่นหมายความว่าเราก็ไปปรับลด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของเราซึ่งมีใช้เพื่อป้องกันในการนำเข้าสินค้า ไม่ว่าจะเรื่องผิดกฎหมาย หรือว่าในเรื่องของการฝ่าฝืนมาตรการต่าง ๆ ทางด้านศุลกากร เราจะไปยกเลิกหรือไม่บังคับใช้ บทลงโทษทางด้านศุลกากรกับสินค้าสหรัฐอเมริกาด้วย รัฐบาลทำอย่างนี้ได้อย่างไรครับ เราไปยอมเขาขนาดนี้เลยหรือครับ
ผมอยากเรียนท่าใช่นประธานอย่างนี้ครับ ในส่วนสุดท้ายผมจะชี้ให้เห็นว่า นอกจากในเรื่องที่ผมกราบเรียนท่านไปแล้ว มีเรื่องของข้อมูลทางด้านดิจิทัลด้วย รัฐบาล ยึดมั่นว่าจะไม่ดำเนินการเก็บภาษี การบริการดิจิทัลหรือกีดกันสินค้าดิจิทัลใด ๆ ของสหรัฐอเมริกาที่จะเข้ามาในแผ่นดินไทย รวมถึงรัฐบาลจะให้ความร่วมมือส่งข้อมูล ที่เกี่ยวกับดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายต้องห้ามอยู่ มีหน่วยงานที่ดูแลอยู่ที่เรียกว่า PDPC เขาควบคุมสิทธิในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลทางด้านดิจิทัล MOU ฉบับนี้ก็ไประบุไว้ ชัดเจนว่าต่อไปนี้จะไม่ไปดำเนินการเก็บภาษีการให้บริการด้านดิจิทัล กับบริการหรือ แพลตฟอร์มของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก กูเกิล อะเมซอน หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งปัจจุบันนี้แทนที่จะเก็บภาษีปีหนึ่งได้เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับเก็บได้ปีหนึ่ง เพียงแค่ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นเพียงแค่ภาษีแวตเท่านั้นด้วย ผมถึงอยากจะฟ้อง ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและสื่อมวลชนด้วยว่ากรุณาไปดู MOU ในเรื่องของ ข้อตกลงการค้าในรายละเอียด อันนี้ครับ มีอยู่ประมาณ ๔-๕ หน้ากระดาษ แต่ผมเรียกว่า เป็นการเสียสิทธิสภาพทั้งในอาณาเขตและนอกอาณาเขตให้กับสหรัฐอเมริกา ผมฝาก ท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ