จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือปัญหาภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่กระทบสินค้าเกษตรไทยอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าเงื่อนไขการเปิดตลาดทำให้ต้องซื้อสินค้าราคาถูกกว่าไทย ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนหนัก จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาและวางมาตรการคุ้มครอง พร้อมกล่าวถึงประเด็นสัญญาสันติภาพกับกัมพูชาที่ระบุเรื่องฟอกเงินและการถอนทหารที่ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้ความเสียสละของประชาชนไร้ค่า และวิจารณ์สัญญาทั้งสามฉบับที่เกิดขึ้นก่อนชื่นชมวิสัยทัศน์ในการยุบสภาพร้อมเชิญชวนอภิปรายต่อ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้บินไปลงนามในหนังสือสัญญาสำคัญกับต่างประเทศ ๓ ฉบับ ก็มีประเด็นเรื่องของแร่ธาตุหายาก มีประเด็นเรื่องของภาษีนำเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็มีประเด็นเรื่องสัญญาสันติภาพ ซึ่งหนังสือทั้ง ๓ ฉบับ เป็นหนังสือที่มีผลกระทบ กับประเทศไทยอย่างร้ายแรง แล้วจะก่อปัญหามากมายมหาศาลให้กับประเทศไทย จึงมี ความจำเป็นที่กระผมจะต้องขออนุญาตเสนอญัตติ ขอให้สภาแห่งนี้ได้ช่วยกันอภิปรายถึงปัญหา และทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปที่ประเด็นแรกก่อน
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของแร่ธาตุหายาก รัฐบาลไปเซ็น MOU กับทาง สหรัฐอเมริกาที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งก่อนที่รัฐบาลจะไปเซ็น พวกเราไม่เคยทราบ มาก่อน ประชาชนไม่เคยทราบ สส. ในสภาแห่งนี้ผมก็เชื่อว่าไม่มีผู้ใดทราบ ผมได้ข่าวเรื่องนี้ ตอนแรกจากข่าวที่ทางการสหรัฐอเมริกาประกาศผ่านทางสื่อสารมวลชนว่านอกจากจะมา เซ็นเรื่องอื่นแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ยังได้มีการเซ็นสัญญาในเรื่องเกี่ยวกับแร่ธาตุ หายากกับประเทศไทยด้วย ซึ่งผมก็ค่อนข้างตกใจครับ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แล้วเกิดขึ้นไม่ได้ครับ แต่ก่อนอื่นเพื่อให้เกิดความเข้าใจผมจะขออนุญาตกล่าวถึงแร่ธาตุหายาก สักเล็กน้อยว่าเป็นอะไร แร่ธาตุหายากจะเป็นแร่ธาตุประมาณ ๑๗ ชนิด ถ้าพูดตามภาษา นักวิทยาศาสตร์ก็พวกที่มี Atomic Number ๕๗-๗๑ แล้วก็มี ๒๑ กับ ๓๙ ซึ่งเป็นแร่ธาตุ ที่แม้จะมีอยู่จำนวนมากในโลกนี้ แต่การสกัดออกมาค่อนข้างยากและบางครั้งไม่คุ้มค่า แร่ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทางเทคโนโลยีของโลกนี้ได้พัฒนาก้าวหน้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ EV รถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกังหันลม แม้แต่มือถือที่พวกเราใช้กันอยู่ ก็มีการใช้แร่ธาตุหายากด้วยโดยใช้อยู่ประมาณ ๐.๑ กรัม แล้วก็ใช้อยู่ในลำโพง ใช้อยู่ในตัว ที่ทำให้มือถือสั่นได้ อุปกรณ์ต่าง ๆ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าไม่มีแร่ธาตุหายากก็จะมีปัญหาว่าอาจจะเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่เกินไป หรือความแม่นยำไม่ได้ หรือทำความร้อนได้ไม่ดีพอแม้แต่ในอาวุธสงครามต่าง ๆ ขีปนาวุธ หรืออุปกรณ์ High tech ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอไอ หรือ Quantum Computing ต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แรร์เอิร์ธทั้งสิ้น แรร์เอิร์ธมีหลายชนิด ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันมากก็คือ ตัวที่มีการย่อว่า Nd นีโอดิเมียม ซึ่งเป็นแม่เหล็กถาวรชนิดหนึ่ง ตัวนี้ก็มีราคาประมาณ กิโลกรัมละ ๓,๕๐๐ บาท หรือ ๑ ตันก็ประมาณ ๓.๕ ล้านบาท และอีกตัวหนึ่งครับ ดิสโพรเซียม ตัวนี้ตันหนึ่งก็ประมาณ ๑๐ ล้านบาท ซึ่งมีราคาแพง และถ้าพูดถึงปริมาณสำรอง ของแร่ธาตุหายากที่มีอยู่ในโลก ประเทศจีนมีเป็นอันดับหนึ่งครับ มีถึง ๔๔ ล้านตัน อันดับ ๒ ไม่น่าเชื่อครับ ประเทศคู่แข่งของเราคือเวียดนาม ๒๒ ล้านตัน ส่วนสหรัฐอเมริกาและ ประเทศอื่น ๆ ก็มีจำนวนน้อยกว่านั้น ของพม่าไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้มีการสำรวจ จริงจัง ของประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ ยังไม่มีการสำรวจจริงจัง แต่ถ้าดูจากปริมาณแร่ธาตุ ที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ผมเชื่อมั่นว่าตัวเลขแร่ธาตุหายากที่มีอยู่ในประเทศไทย ก็คงอยู่ในระดับหลายแสนตันจนถึงล้านตันอย่างแน่นอน นั่นก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สหรัฐอเมริกาต้องมาพยายามเซ็นสัญญากับเรา แต่การที่เราไปเซ็นสัญญากับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดปัญหา เพราะว่าในเรื่องของแร่ธาตุหายากหรือแรร์เอิร์ธนั้น ประเทศที่เป็นเจ้าตลาด ครองตลาดอยู่ในเรื่องของการทำเหมืองคือประเทศจีน โดยครองตลาดอยู่ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากไปพูดถึงเรื่องของการ Process การสกัด การทำให้บริสุทธิ์ ประเทศจีนครองตลาด อยู่ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ การที่รัฐบาลของเราไปเซ็นสัญญากับสหรัฐอเมริกาโดยบอกว่าให้ สหรัฐอเมริกาได้รับสิทธิพิเศษเป็น Preferential Treatment ให้ Frist Opportunity ความหมายก็คือถ้าหากว่าจะมีการสำรวจ จะมีการลงทุนอะไรต่าง ๆ การประมูลอะไรก็แล้วแต่ สหรัฐอเมริกาจะได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าประเทศอื่น และเราต้องให้สิทธิอเมริกาก่อนเป็น ประเทศแรก ถ้าหากว่าอเมริกาไม่เอาเราจึงจะไปติดต่อประเทศอื่นได้ ซึ่งส่วนนี้ทำให้เรา เสียเปรียบสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง แล้วก็กระทบกระเทือนกับจีนครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้ แม้เราจะผลิตแร่ธาตุหายากในช่วงขั้นต้นของการผลิต Upstream ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ตัน และกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ปีที่แล้วโต ๒๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผลผลิตที่เราผลิตได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เราส่งไปที่ประเทศจีน พอเราเซ็นสัญญากับสหรัฐอเมริกาบอกว่าต่อไปให้ สหรัฐอเมริกาได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่า กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ต้อง Favor สหรัฐอเมริกา มันก็เกิดปัญหากับประเทศจีนครับ เพราะว่าเราไปกระทบกระเทือนถึงธุรกิจของจีน ถึงการค้าของจีนที่มีอยู่ในประเทศไทย แล้วเราก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามของมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นครับ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่เราไปเซ็นสัญญาเช่นนี้สุดท้ายเราจะ ได้รับผลกระทบอย่างไร แม้ว่าทางประเทศจีนในทางเปิดเผยจะไม่ได้แสดงอะไรออกมา เด่นชัดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งผมเข้าใจก็คงเป็นเพราะว่าวันนี้ประธานาธิบดีจีนและประธานาธิบดีสหรัฐจะต้อง มีการพบกัน ก็คงจะต้องการให้มีการคุยกันให้จบก่อนจึงค่อยมาดูว่าประเด็นที่ประเทศไทย เราไปลงนามกับทางสหรัฐอเมริกานั้นประเทศจีนจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งก็คงจะมีการตอบโต้ ทั้งทางด้านของการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ทางทหารโดยทางอ้อมเราก็จะได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าการที่เราไปเซ็นสัญญากับสหรัฐอเมริกาในเรื่องของแร่ธาตุ หายากนั้นเราแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่จะมีผลเสียในเรื่องที่เรามีปัญหากับมหามิตร อีกประเภทหนึ่งก็คือประเทศจีน นอกจากนี้จากประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่มีปัญหาในเรื่องของแร่ธาตุหายากก็คือประเทศพม่า การทำเหมือง การ Process แร่ธาตุหายาก ในพม่าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมมีมาก ทั้งสารที่เป็นพิษ แล้วก็ กัมมันตรังสี ทำให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองเสียหายอย่างรุนแรง เสี่ยงสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นถ้าหากเราจะมีการทำแร่ธาตุหายากในประเทศไทยก็คงจะได้รับ ผลกระทบในเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง และอีกส่วนหนึ่งครับ ประเทศของเรารายได้หลักมาจากการท่องเที่ยวกับการทำเหมือง การท่องเที่ยวกับมลภาวะเป็นสิ่งซึ่งไปด้วยกันไม่ได้ สมมุตินะครับ เราอาจจะมีแร่ธาตุหายากสัก ๑ ล้านตัน แล้วก็เป็นแร่ธาตุหายากที่มีมูลค่าสัก ๒ ล้านบาทต่อตัน ก็จะเป็นเงินประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แต่กว่าเราจะทำเหมืองแล้วก็มาพัฒนาแปรรูปจนได้เงินตัวนี้ต้องใช้เวลา หลายปี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่แต่ละปีก็เป็นหลายล้านบาท ผลกระทบมันสูงมาก ผมไม่แน่ใจว่าการกระทำถ้าหากเราดำเนินการตาม MOU ที่เราเซ็นกับ สหรัฐอเมริกา ผลกระทบที่เกิดขึ้นพวกเราจะรับไหวหรือไม่ หลังจากที่มีผู้ทักท้วงกันมาก ในสังคม ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมาชี้แจงว่าเรื่องนี้ MOU ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แล้วก็แร่ธาตุหายากในประเทศไทยมีน้อย ซึ่งผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ข้อมูลดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่ เนื่องจากปริมาณแร่ธาตุหายากที่ยังไม่มี ตัวเลขที่ชัดเจนก็เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจ และดูจากประเทศข้างเคียงของเรา อย่างที่ผม กราบเรียนท่านประธานครับ เราต้องมีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตันถึงล้านตันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าแร่ธาตุหายากของเรามีเล็กน้อยเพียงแค่ ๔,๕๐๐ ตัน จึงเป็นการกล่าว ที่ไม่ตรงกับความจริงครับ และข้อกล่าวที่บอกว่า MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในเรื่องของบันทึกความเข้าใจนั้น ในทางการค้า ระหว่างประเทศ ในทางการทูตนั้นอาจจะเป็นสัญญาที่ผูกพันหรืออาจจะไม่เป็นสัญญา ที่ผูกพันก็ได้ ทั้งนี้จะต้องดูที่เนื้อหาใน MOU ครับ ถ้าใน MOU นั้น มีข้อความ มีเงื่อนไข ที่ครบถ้วนสามารถผูกพันได้ตามสัญญาและมีรายละเอียดครบถ้วน MOU นั้นก็สามารถบังคับ ใช้ได้เช่นเดียวกับสนธิสัญญาหรือ Treaty เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นหลักการสากล ไม่ใช่ดูแค่ว่าชื่อ MOU ก็ไม่มีผลผูกพัน อันนี้ไม่เป็นความจริงครับ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งครับ ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ ใครก็ตาม ประเทศเล็ก ๆ อย่างเราไปเซ็นสัญญากับสหรัฐอเมริกาเราบอกว่าถ้าเราเสียเปรียบ เราจะยกเลิก ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถทำได้ ดังนั้นตัวนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางแก้ไข ซึ่งผมก็ขออนุญาตยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย มาเลเซียมีการเซ็นสัญญาในทำนองเดียวกัน กับสหรัฐอเมริกา แต่ว่ามาเลเซียไม่ได้เซ็นสัญญาบอกว่าให้ First Opportunity กับสหรัฐอเมริกา กล่าวคือไม่ได้บอกว่าให้อเมริกาก่อน แต่บอกว่าจะ Prioritize ก็คือให้ความสำคัญ ซึ่งแตกต่าง กันมากในทางการทูต ในทางกฎหมาย แต่เรากลับใช้คำว่า First Opportunity ซึ่งจะทำให้ สหรัฐอเมริกาควบคุมหรือครอบครองทำนองเสมือนหนึ่งได้สัมปทานแร่ธาตุหายากใน ประเทศไทยไปโดยปริยาย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เรื่องดีนะครับ นอกจากนี้ในเรื่องของข้อมูลที่เกี่ยวกับ แร่ธาตุหายากในประเทศไทย ใน MOU ฉบับนี้ก็บอกว่าเราต้องให้ข้อมูล เราต้องแชร์ข้อมูล กับทางสหรัฐอเมริกาโดยไม่มีเงื่อนไข ของมาเลเซียบอกว่าแค่ Relevant Information ก็คือ ข้อมูลเท่าที่จำเป็น เพราะฉะนั้นจึงเทียบจากสัญญาที่สหรัฐอเมริกาเซ็นกับมาเลเซียก็คงจะเห็นว่า ที่ประเทศไทยไปเซ็นกับสหรัฐอเมริกานั้นเราเสียเปรียบมากจริง ๆ และจะต้องรีบหาทางแก้ไข ก่อนที่จะเกิดปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้ครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของภาษีนำเข้าหรือ Reciprocal Tariff ที่มีการไปเซ็น Joint Statement ยังไม่เป็น Agreement เป็น Joint Statement ก็กำลังจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน ความจริงแล้วเมื่อเราเซ็นสัญญาในเรื่องของแร่ธาตุหายากกับสหรัฐอเมริกา ความจริงแล้ว เราให้ประโยชน์กับอเมริกาจำนวนมาก สมควรที่เราจะเจรจาเพื่อขอแก้ไขเงื่อนไขในเรื่อง ของภาษีนำเข้าให้เป็นประโยชน์กับไทยมากขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ ไม่ว่าจะเป็นท่าน นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนทีมงานที่ไปเจรจากับทาง สหรัฐอเมริกาก็มิได้มีการเจรจาในเรื่องของรายละเอียดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่อย่างไร ปรากฏว่าเงื่อนไขก็ออกมาค่อนข้างที่จะหนักหน่วงพอสมควร เราต้องเปิดตลาดถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ให้กับสินค้าอเมริกาโดยไม่เก็บภาษีนำเข้า ซึ่งมันจะมีผลกระทบมาก ผมคง ไม่สามารถลงรายละเอียดไปในทุกตัวสินค้าได้ แต่จะขออนุญาตยกตัวอย่างบางตัวอย่าง สินค้าตัวแรกที่ผมขออนุญาตยกตัวอย่างก็คงจะเป็นเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เราปลูกได้ในประเทศประมาณ ๕ ล้านตัน ปริมาณการใช้ประมาณ ๘-๑๐ ล้านตัน ต้องนำเข้า ๓-๕ ล้านตันทุกปีครับ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สัญญาที่เราไปเซ็นกับสหรัฐอเมริการะบุว่า เราต้องซื้อข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์รวมทั้งสิ้น ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นจำนวนข้าวโพดก็คงประมาณ ๑๒ ล้านตัน คร่าว ๆ ก็คงประมาณ ๑๒ ล้านตัน ซึ่งมันเป็นปริมาณที่เกินกว่าความต้องการในประเทศ แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาราคาถูกกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยมาก ตัวเลขคร่าว ๆ ถ้าโดยเฉลี่ยก็คงจะถูกกว่าประเทศไทยสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของอเมริกา ถูกกว่าเรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ความหมายคือว่าถ้าข้าวโพดของเราราคา ๗ บาทอะไรอย่างนี้ ของอเมริกาก็คงประมาณ ๔-๕ บาท มันก็จะถูกกว่าเราค่อนข้างเยอะ ถ้าสินค้าถูกเข้ามาขาย ในประเทศสิ่งที่จะเกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็จะตกลง ซึ่งปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด ชาวไร่ที่ปลูกข้าวโพด ก็ทำมาหากินด้วยความยากลำบาก อยู่แล้ว บางปีขาดทุน น้อยปีที่จะมีกำไร แล้วยังเจอปัญหาที่นำเข้าข้าวโพดมาจำนวนมาก ทำให้ข้าวโพดราคาถูก ผมไม่แน่ใจว่าพี่น้องเกษตรกรจะยังสามารถประกอบอาชีพปลูกข้าวโพด ต่อไปได้หรือไม่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทางรัฐบาลต้องหาทางเยียวยาและป้องกันมิให้ เกษตรกร ไม่ให้ชาวไร่ข้าวโพดต้องได้รับความยากลำบากจนเกินสมควร อย่างน้อยที่สุดในปีนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลต้องพิจารณาในปีแรกที่มีการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่เซ็นกับทรัมป์ (Trump) อย่างน้อยในปีแรกนี้ต้องมีการชดเชยในส่วนที่เกษตรกรขาดทุนและอาจจะต้องมีมาตรการ เยียวยาหรือสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกสินค้าเกษตรชนิดอื่นที่ราคาดีกว่า ที่ผลตอบแทนดีกว่า สินค้าเกษตรอีกตัวหนึ่งครับ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิมีตลาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ข้าวหอมมะลิที่ส่งออกจากประเทศไทยทั้งหมดประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา แต่เดิมเราเสียภาษี ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ให้กับสหรัฐอเมริกาในการส่งออก ไปสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันนี้ภาษีนำเข้ากลายเป็น ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ผลของการที่ภาษีนำเข้า สหรัฐสูงขึ้นเป็น ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าผู้บริโภคที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาเวลาจะซื้อ ข้าวหอมมะลิจากประเทศไทยราคามันจะต้องแพงขึ้นไม่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน จะราคาแพงขึ้นไม่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภคเมื่อสินค้าแพงขึ้นก็จะบริโภคน้อยลง ดังนั้นการขายข้าวหอมมะลิจากไทยไปสหรัฐอเมริกาก็คงจะได้รับผลกระทบ เราก็คงจะขาย ในปริมาณที่น้อยลง เมื่อปริมาณขายน้อยลงสุดท้ายราคาข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ก็คงจะราคาตกต่ำลงกว่าเดิมกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาเราเสียหาย เช่นเดียวกัน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมวางมาตรการคุ้มครองชาวไร่ชาวนา ที่ขายข้าว ที่ปลูกข้าว มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ข้าว ข้าวโพดเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้น กับสินค้าเกษตรแทบทุกชนิด ดังนั้นภาระของรัฐบาลต่อจากนี้ไปต้องดูแลพี่น้องเกษตรกร อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้แต่ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ของไทยก็จะต้องเผชิญปัญหา เช่นเดียวกันครับ เพราะว่าสินค้าหลาย ๆ ชนิดจากสหรัฐอเมริกาจะราคาถูกลง แล้วเรายังเจอ ปัญหาสินค้าจากประเทศจีนหรือประเทศอื่นที่แต่เดิมเคยส่งไปอเมริกาแต่ตอนนี้เจอกำแพงภาษี ก็คงจะหาวิธีการขาย ไปหาตลาดใหม่ ๆ ซึ่งประเทศไทยเราก็มีชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน จำนวนมาก ก็เป็นช่องโหว่หนึ่งที่จะทำให้มีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะโดยถูกกฎหมายหรือโดยไม่ถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังก็ดี หรือสิ่งต่าง ๆ ก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะทำให้สินค้าเกษตรของเราราคาตกต่ำลง โรงงานของเรา โรงงานของคนไทย ก็คงจะมีงานน้อยลง คนงานก็ทำงานน้อยลง การตกงานมากขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ ที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่โดยความเป็นไปของสัญญาที่เราเซ็นกันกับสหรัฐอเมริกามันก็คงจะ หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะทางสหรัฐอเมริกานั้นเขามีนโยบายว่า America First ส่วน Thai Farmer ไม่ได้อยู่ในสมการ ก็คงจะเป็น Thai Farmer Last ซึ่งมันไม่น่าจะถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะเป็น ชาวนาก็ดีหรือผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ของไทยก็ดีควรที่จะได้รับการดูแลเป็นระดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ใช่ถูกวางไว้ด้านท้าย ๆ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เป็นกลุ่มที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งถ้าหากว่าพวกเขาอยู่ไม่ได้ประเทศเราก็อยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการดูแลโดยเร่งด่วน มาตรการเยียวยาและมาตรการที่จะหาทางแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้ ความจริงแล้วผมใคร่ขอเสนอแนะว่าจริง ๆ ตอนนี้ที่เราไปเซ็นกับทางสหรัฐอเมริกา เป็น Joint Statement ยังไม่ใช่ Agreement เรายังมีโอกาสที่จะเจรจากับสหรัฐอเมริกาได้อีก ยังเจรจาได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรายอมให้สหรัฐอเมริกาได้ประโยชน์จากแร่ธาตุหายาก ไปแล้ว เราน่าจะใช้ข้อต่อรองส่วนนี้ไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อขอเงื่อนไขที่ดีกว่าในเรื่องของ ภาษีนำเข้า เพราะไม่เช่นนั้นเราก็คงจะเสียประโยชน์โดยที่ไม่ได้อะไรคืนมาเลย
ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็คงเป็นเรื่องของสัญญาสันติภาพ Peace Accord ที่เราเซ็น กับกัมพูชา ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นการเซ็นสัญญาที่มีลักษณะพิเศษ คือเราเซ็นสัญญาและเราก็มี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีประธานอาเซียน ท่านนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ของมาเลเซียเป็นสักขีพยานด้วย และที่ประหลาดก็คือในสัญญาสันติภาพมีการ พูดถึงเรื่องของ Scammer เรื่องของ Call Center เรื่องของทุนเทาด้วย ซึ่งไม่น่าเชื่อเรา คุยกันเรื่องของสันติภาพ แต่ทำไมเงื่อนไขในสัญญาสงบศึก สัญญาสันติภาพทำไมถึงมีเรื่อง Scammer แสดงว่าเรื่อง Scammer เป็นเรื่องที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญจริง ๆ ซึ่งก็คง เข้าใจได้ครับ ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้มีการจับเครือข่าย Scammer ใหญ่เป็นเงินถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในสหรัฐอเมริกา นี่เป็นแค่เพียง Scammer รายเดียวเท่านั้น Scammer ไม่ได้มีรายเดียว ไม่ได้มีเครือข่ายเดียว ถ้าหากจะพูดจริง ๆ มันก็คงจะมีหลายเครือข่าย และเครือข่ายใหญ่ ๆ ส่วนหนึ่งก็อยู่รอบ ๆ ประเทศเรานี่ละครับ ไม่ว่าจะเป็นในกัมพูชาก็ดี หรือในประเทศอื่นก็ดี ซึ่งผมเชื่อว่าปริมาณเงินที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายในส่วนนี้ หรือทุนเทาในส่วนนี้ก็คงอยู่ในระดับหลายแสนล้านล้านบาท หรืออาจจะถึงล้านล้านบาท ก็เป็นไปได้ อาจจะถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีก็ได้ แล้วก็เป็นตัวเลขที่น่าตกใจครับ แล้วไทย ก็คงจะมีส่วนหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่าผมเห็นสิ่งผิดปกติ ในเรื่องของการส่งออกทองคำจากประเทศไทยไปยังกัมพูชา ๓ ปีที่แล้วยังอยู่ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ปีที่แล้วยอดเพิ่มเป็นหนึ่ง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ยอดน่าจะ เพิ่มขึ้นไปถึง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในเรื่องของเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าแหล่ง Scammer หลักจะอยู่ในกัมพูชา แต่ว่าบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้จะหาวิธีที่จะฟอกเงิน แล้วก็จะไม่เก็บเงินไว้ในที่เดียวเนื่องจากว่ามีความเสี่ยง ก็จะต้องหาทางที่จะฟอกเงิน แล้วก็ นำเงินมาเก็บไว้ในประเทศอื่น ซึ่งวิธีหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ ก็คงจะเป็นเรื่องของการส่งออก ทองคำที่อาจจะไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่งออกไปเพื่อที่จะให้มีการโอนเงิน จากกัมพูชาเข้ามาไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฟอกเงินวิธีหนึ่ง ซึ่งถ้าดูจากตัวเลข ที่เกิดขึ้นผมก็เดาว่าวิธีการฟอกเงินส่วนนี้ก็คงจะเป็นระดับหลายหมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน ก็เป็นส่วนที่รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขในส่วนนี้ เพราะมิเช่นนั้น Scammer ที่มีเงินจำนวน มากมายมหาศาล แล้วก็พยายามแทรกซึมเข้าสู่อำนาจรัฐในกัมพูชา เราก็คงเห็นว่ามีบุคคล ระดับสูงในกัมพูชาที่ถูกจับหรือถูกประกาศจับจำนวนมาก ในประเทศไทยของเราแม้จะยังไม่มี หลักฐานชัดเจน แต่ก็มีปัญหาที่มีรัฐมนตรีบางท่านต้องลาออกจากตำแหน่ง แล้วก็เชื่อว่า น่าจะมีบุคคลระดับสูงในรัฐบาลที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม อีกจำนวนหนึ่ง ปัญหา Scammer จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ถ้าหากพวกเราไม่จัดการก็คงจะเป็น ปัญหาใหญ่ของประเทศ เราก็อาจจะเป็นประเทศที่เดินตามกัมพูชาไปในแง่ของการเป็น ศูนย์กลางของ Scammer โลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีครับ นอกจากนี้ในเรื่องของสัญญาสงบศึก ผมก็มีเรื่องที่กังวลอยู่ ๒-๓ ประเด็น เพราะว่าในเรื่องของ สัญญาสงบศึกนั้นที่เราเซ็นไปบอกว่าให้มีการถอนทหาร มีการลดกำลัง ซึ่งการที่เราเซ็นสัญญา สงบศึกกับกัมพูชาโดยไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ มันจะทำให้ความพยายามที่ทหารไทย ทำให้ การเสียสละของทหารที่ได้ต่อสู้จากการรุกรานของกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเสียเปล่า เพราะว่าเราถูกรุกราน ทหารของเราบาดเจ็บล้มตาย ประชาชนล้มตายหลายคน แค่อำเภอ กันทราลักษ์ในจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดที่ผมเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยเป็นผู้แทน เคยเป็น สส. ก็มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๑๐ คน มีเด็กและผู้หญิงด้วย แต่ส่วนนี้เราทำสัญญาสงบศึกกับ กัมพูชาโดยประชาชนที่เสียหายยังไม่ได้รับการเยียวยา ทางผู้กระทำการรุกรานเรายังไม่ได้ ชดเชยค่าเสียหายเลย ที่ผมกล่าวไม่ได้ต้องการจะทะเลาะกับกัมพูชาเพิ่ม แต่ทางกัมพูชา จะต้องมีการชดเชยความเสียหายที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องที่เป็นประชาชนของเราเสียชีวิต ต้องชดเชยค่าเสียหายที่ทำให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนนับล้านคนที่จะต้องออกจาก บ้านเรือน อพยพมาอยู่ศูนย์ลี้ภัย เสียหายทั้งในเรื่องของรายได้แล้วก็เสียหายในเรื่องของขวัญ และกำลังใจ และทรัพย์สิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราจะมีสัญญาสงบศึกกับกัมพูชา กัมพูชา ควรที่จะมีการแสดงท่าทีและมีการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมกังวลนะครับ ก็คือเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปให้สัมภาษณ์ที่ประเทศ มาเลเซีย ผมจะขออนุญาตอ่านแล้วกันเพราะว่าจะได้ไม่คลาดเคลื่อนนะครับ คือท่าน นายกรัฐมนตรีไปสัมภาษณ์อย่างนี้ที่กัวลาลัมเปอร์ ท่านบอกว่าส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่าส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำเขาก็มี ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ของโลกที่มีผู้นำประเทศระดับนายกรัฐมนตรีเวลามีปัญหาเรื่องชายแดน ไปประกาศว่าประเทศของตนเองไปรุกล้ำที่ดินของคนอื่น ซึ่งผมไม่เคยได้ยินนะครับ ผมก็ เชื่อว่าท่านประธานก็คงไม่เคยได้ยิน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้กันมาก ในที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมาชี้แจงว่าที่ท่านพูดหมายถึงพื้นที่ทับซ้อน แต่อย่างที่ผมเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้ถึงจะเป็นพื้นที่ทับซ้อน มันก็ไม่ใช่พื้นที่ที่เราไปรุกล้ำดินแดนของ กัมพูชาครับ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นก็เหมือนกับเวลาที่ประชาชนบ้านใกล้ เรือนเคียงกันมีประเด็นพิพาทในเรื่องเขตแดนของที่ดิน ต่างฝ่ายต่างก็ชี้ นาย ก ก็จะชี้ว่า เขาคิดว่าที่ดินของเขาอยู่ถึงไหน นาย ข ก็ชี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ นาย ค ชี้ก็คือที่ดินที่นาย ก คิดว่าเป็นของนาย ก นาย ข ก็เช่นเดียวกัน ในทำนองเดียวกันครับ เขตพื้นที่เขตแดน ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ชี้ไว้ก็คือสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า ที่ต่าง ๆ ส่วนนั้นเป็นที่ของประเทศไทยโดยแท้ ดังนั้นเราจึงไม่ได้รุกล้ำที่ของกัมพูชาแต่อย่างใด ส่วนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนคือพื้นที่ของเรา ดังนั้นการไปประกาศว่าพื้นที่ทับซ้อนบางส่วนเป็นที่ ของกัมพูชาเป็นคำกล่าวที่จะทำให้ประเทศไทยเสียหายในอนาคต ถ้าหากว่ามีประเด็นจะต้อง ขึ้นสู่ศาลหรือสู่อนุญาโตตุลาการใด ๆ คำกล่าวนี้จะผูกมัดประเทศไทยและอาจจะทำให้เรา ต้องสูญเสียที่ดิน ท่านนายกรัฐมนตรีก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตำแหน่ง ท่านเคยประกาศว่า จะไม่ยอมให้เสียพื้นที่แม้แต่เป็นตารางนิ้ว ตารางมิลลิเมตรนะครับ แต่ในวันนี้การที่ท่านได้ไปหลุดคำพูดว่าเราไปรุกล้ำที่ของกัมพูชา แม้จะไปแก้ตัวในภายหลังว่า หมายถึงพื้นที่ทับซ้อนก็ดี แต่คำพูดนี้สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เราสูญเสียพื้นที่เป็น ตารางกิโลเมตร ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางแก้ไขเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่แพ้ความเสียหายที่เกิดขึ้นในสมัยที่เราสูญเสียเขาพระวิหาร ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะส่งผ่านรัฐบาลเพื่อที่จะหาทางแก้ไข โดยด่วนนะครับ
สรุปแล้วก็มีอยู่ ๓ เรื่องนะครับ ไม่น่าเชื่อว่า ๓ เรื่องที่เซ็นมาล้วนแล้วแต่ มีปัญหาทั้งสิ้น ผมก็เลยมีความรู้สึกชื่นชมท่านหัวหน้าพรรคประชาชน ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่ได้เสียหายนะครับ ก็เอ่ยถึงท่านได้ ท่านณัฐพงษ์เคยกล่าวไว้ว่าในการเลือกนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ท่านมิได้เลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อมาบริหารประเทศ แต่เลือกเพื่อมายุบสภา ก็นับว่า ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลครับ เพราะว่าการไปเซ็นสัญญาทั้ง ๓ ฉบับที่ว่าถึงนี้ก่อให้เกิดปัญหา ให้กับประเทศไทยมากจริง ๆ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าเพียงแค่วันเดียวจะก่อปัญหาได้มากถึงขนาดนี้ ก็ขออนุญาตฝากเป็นความกังวลเป็นอย่างยิ่ง และเพื่อนสมาชิกของพรรคเพื่อไทยก็คงจะได้ อภิปรายทั้ง ๓ ประเด็นนี้ต่อไปในรายละเอียดครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ