ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ วิจารณ์ MOU ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาด้านแร่สำคัญและแรร์เอิร์ธ โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเสียเปรียบในข้อตกลง พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำกฎหมายลูกและกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติแร่เพื่อควบคุมการนำเข้าแร่ที
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง วันนี้ผมขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาในประเด็นที่ รัฐบาลได้ไปลงนาม MOU กับสหรัฐอเมริกาด้านความร่วมมือในการกระจายและการส่งเสริม ห่วงโซ่อุปทานของแร่ที่สำคัญ หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า MOU แรร์เอิร์ธ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคมที่ผ่านมา MOU ฉบับนี้โดยหลักการนะครับ ความจริงมันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้ารัฐบาลมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องที่ตัวเองกำลังจะทำ แต่ด้วยความที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย ทำให้เนื้อหาที่ควรที่จะปรากฏอยู่ใน MOU ฉบับนี้มันไม่ปรากฏ แล้วเนื้อหาที่ไม่ควรจะปรากฏมันดันมาปรากฏใน MOU ฉบับนี้ครับ
เริ่มกันที่ข้อแรกเลยของ MOU ฉบับนี้ครับ ส่วนแรกเป็นสิ่งที่ดูดีที่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีพูดกันหลายต่อหลายรอบมากเลยว่าประโยชน์ของ MOU ฉบับนี้คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาที่มี ในเรื่องของแร่ที่สำคัญต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สิ่งที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีท่านไหนเลยพูด นั่นก็คือข้อที่มันพ่วงท้ายมาด้วย นั่นก็คือว่าการช่วยประเทศไทยในการวิเคราะห์ การขยายพื้นที่ และพิกัดแหล่งแร่ที่สำคัญต่าง ๆ ภายในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเขียนใน MOU ฉบับนี้เลย เรามีโอกาสที่จะเสียเปรียบในอนาคตเป็นอย่างสูงเลยกับถ้อยคำตรงนี้ แล้วหาก เราต้องการให้สหรัฐอเมริกามาช่วยในการวิเคราะห์พื้นที่จริง ๆ เราก็สามารถทำได้อยู่แล้ว ตามข้อความในวรรคหนึ่งที่เขียนว่าแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และความเชี่ยวชาญของสหรัฐ ตรงนั้นเราก็สามารถใช้ในการวิเคราะห์พื้นที่ตรงนี้ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่เป็นการเขียนใน MOU ที่ไม่จำเป็น และเป็นการเพิ่มโอกาสที่ทำให้เราเสียเปรียบในอนาคตได้อย่างมากเลย
ประเด็นต่อมา มาที่วรรคหก ของข้อ ๑ ยังอยู่ที่ข้อแรกอยู่ครับ นั่นก็คือสหรัฐ ระบุไว้เลยว่า สหรัฐ Expect to Have ก็คือสหรัฐต้องการที่จะเป็นคนได้รับโอกาสแรกในการ ที่จะลงทุนในเรื่องของแร่สำคัญที่มีการค้าขายในประเทศไทย หรือค้าขายโดยบริษัทที่มี Headquarter อยู่ภายในประเทศไทย มาถึงตรงนี้รัฐมนตรีหลายคนพูดออกมาว่าแร่หายาก ในประเทศไทยไม่มีอยู่แล้ว ไม่มีการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ได้มีผล อะไรเลยกับประเทศไทย แต่ทีนี้ข้อนี้เราต้องเน้นย้ำให้ชัดเจนว่ามันรวมถึงแร่จากเหมือง ต่างประเทศที่นำเข้ามายังประเทศไทยด้วย เริ่มเห็นภาพกันหรือยังครับ อเมริกาไม่ใช่แค่จะ มาหาในเรื่องของการทำแรร์เอิร์ธในประเทศไทย แต่เขายังต้องการที่จะเข้ามาเพิ่มโอกาส ในการที่จะมาจัดการ Supply Chain ของแรร์เอิร์ธและแร่สำคัญต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาใน ประเทศไทยด้วย ถ้าเราเปรียบเทียบ MOU ฉบับนี้เป็นเหมือนมวยครับ ตอนนี้เราก็เหมือน เป็นยกแรกแต่เป็นยกแรกที่เราเพลี่ยงพล้ำไปเยอะมาก เราปล่อยให้โดนหมัดแย็บเข้าเต็ม ๆ แล้วก็โดนหมัดฮุกขวาเข้าเต็ม ๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้ง Guard แล้วก็ไม่ได้หลบเลย และถ้าอยาก จะเห็นภาพให้ชัดเจนอีกครับ เรามาเปรียบเทียบกันดีกว่ากับ MOU ที่สหรัฐอเมริกาเซ็นกับ ประเทศมาเลเซียในวันเดียวกันนั้นเลย ในหัวข้อเดียวกันนั้นเลยด้วย ของมาเลเซียเราจะเห็น ชัดเจนเลย เริ่มมาที่ข้อแรกครับ ลักษณะคล้ายกัน แชร์ข้อมูล ความรู้ แล้วก็ความเชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้ระหว่าง ๒ ประเทศ แต่สิ่งที่มาเลเซียไม่มีคือเขาไม่ยอมให้มีการระบุในเรื่องของการ เข้ามาวิเคราะห์พื้นที่แหล่งแร่ต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซีย นี่คือส่วนที่ไม่มี แล้วส่วนที่ ๒ ของไทย MOU ที่เขียนไว้ว่าสหรัฐต้องได้รับโอกาสแรกในการที่จะลงทุน แต่ของมาเลเซีย เขาปรับนิดเดียว เขาเขียนแค่ว่า ๒ ประเทศ มาเลเซียและอเมริกาต้องทำงานร่วมกัน ด้วยความศรัทธาที่ดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั่นละครับ ที่จะลำดับความสำคัญในการลงทุนของ สหรัฐอเมริกา ปรับคำแค่นิดเดียว แต่การตีความต่างกันเยอะมากเลย ตรงนี้สำคัญมาก ที่ประเทศไทยเราพลาดท่าไป และประเด็นสุดท้ายที่ไม่ควรจะปรากฏแต่ก็ดันปรากฏ นั่นก็คือ ข้อที่ ๔ ของ MOU ของไทยกับอเมริกา ตรงนี้เขียนไว้ชัดเจนเลยว่าไทยต้องส่งข้อมูลให้กับ อเมริกา ใช้คำว่าให้เร็วที่สุดในทางปฏิบัติ หากพบเจอโครงการที่มีศักยภาพแล้วเกี่ยวเนื่อง กับการทำแร่ที่สำคัญหรือว่าแรร์เอิร์ธด้วย ในส่วนนี้ยิ่งไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยที่ต้องเขียน ลงไป แล้วใน MOU ของมาเลเซียไม่มีข้อนี้ออกนะครับ หากเราเปรียบเทียบ MOU ที่เซ็นกัน ระหว่างไทยกับสหรัฐ และมาเลเซียกับสหรัฐ เราเห็นชัดเจนว่าโครงมันตั้งโครงมาคล้าย ๆ กันเลย ผมเชื่อว่า Draft ที่ทางอเมริกาส่งมาให้ ๒ ประเทศ Draft เดียวกันแน่นอน แต่ของไทย เราไม่มีการ Screen ตรงนี้เลย แล้วปล่อยให้ถ้อยคำที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศ สหรัฐอเมริกา แล้วก็ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสจะเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเข้ามาได้อย่างไร ตรงนี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ รัฐบาลยอมเสียเปรียบขณะนี้ตั้งแต่ยกแรก ประเทศอื่นเขาคิดกันได้หมด ทำไมประเทศเราถึงคิดไม่ได้ กับเรื่องแค่นี้คิดไม่ได้มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ารัฐบาล มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า หรือว่าที่ทำลงไปเป็นแค่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้เท่าไม่ทันโลกของรัฐบาลชุดนี้เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่มันควรที่จะปรากฏ ไม่ใช่ควรครับ มันต้องปรากฏเลย มันกลับไม่ได้ปรากฏ นั่นก็คือ การเพิ่มเนื้อหาในส่วนของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง ถ้ารัฐบาลทำงาน สักนิดหนึ่ง พอเห็น Draft MOU ฉบับนี้ต้องคิดได้แล้วว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำเหมือง โดยเฉพาะแรร์เอิร์ธด้วย แล้วตอนนี้ภาคเหนือของประเทศไทย เชียงใหม่ เชียงราย กำลังเจอกับ ปัญหาน้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในเมียนมาแล้วไหลเข้ามาทางน้ำกก น้ำสาย เข้ามาเชียงใหม่ และเชียงราย และประชาชนก็กำลังเจอปัญหานี้กันอยู่ ถ้ารัฐบาลใส่ใจและตระหนักสักนิดหนึ่ง เราจะรู้เลยว่านี่คือสิ่งที่เราต้องเพิ่มเข้าไปในส่วนของ MOU ที่เรากำลังจะทำกับสหรัฐอเมริกา เพื่อจะใช้ประโยชน์จาก MOU ฉบับนี้มาใช้ในการต่อรองเจรจาแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับเมียนมา และกับจีนในการทำเหมืองในฝั่งเมียนมาด้วย ในส่วนนี้ผมเพิ่งทราบมาจากทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักปลัด ข้าราชการระดับสูงทุกคนไม่มีใครเห็นร่าง MOU ฉบับนี้เลย ไม่มีการส่งให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นในเรื่องนี้ด้วย ทั้งที่เรื่องนี้ประจักษ์ ชัดเจนว่าส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเต็ม ๆ สิ่งที่ควรจะปรากฏไม่มี แต่สิ่งที่ไม่ควรมีมันดัน ปรากฏ แล้วกับคำพูดของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหลายที่ดาหน้าออกมาตามสื่อเลย บอกว่า MOU ฉบับนี้จะยกเลิกเมื่อไรก็ได้ นี่คือคำพูดของนายกรัฐมนตรีหรือบุคคลที่เป็น รัฐมนตรีหรือครับท่านประธาน พอเราประชุมเรื่องของการที่จะลงนาม MOU สักฉบับหนึ่ง กับต่างประเทศ ลงนามในนามของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศแล้ว เราต้องมั่นใจใน MOU ต้องมั่นใจในลายเซ็นที่เราเซ็นลงไปแทนพี่น้องประชาชนหรือเปล่า แต่รัฐบาลกลับบอกว่า ยกเลิกเมื่อไรก็ได้ แล้วหนักไปกว่านั้นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น สัมภาษณ์กับสื่อพูดว่าอย่างไร รู้ไหมครับ ขออนุญาตอ่านเลย พูดจริง เราก็ไม่ได้อยากเซ็นแต่เป็นอะไรที่เราทำเผื่อไว้เฉย ๆ นี่คือคำพูดของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือครับ แล้วมาดูกันต่อว่า รัฐบาลไทยมีความพร้อมในการจัดการแรร์เอิร์ธ หรือว่าแร่สำคัญมากน้อยขนาดไหน ตรงนี้ ผมบอกก่อนเลยว่าสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่มี สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องรู้ก่อนที่จะเซ็น MOU ฉบับนี้คืออะไร คือเราต้องรู้ก่อนว่า Supply Chain ของแรร์เอิร์ธและแร่สำคัญต่าง ๆ ในประเทศของเรา มันเป็นอย่างไร มีการนำเข้าแร่เหล่านี้จากประเทศไหน เท่าไร และมีการนำเข้ามาจากแร่ที่ทำ ในเหมืองที่พิกัดอยู่ตรงจุดไหน เราจะได้ไปดูได้ว่าเขาบำบัดมลพิษจัดการเรื่องของสิ่งแวดล้อม อย่างไร แล้วก็ต้อง Link มาเลยว่าส่งเข้ามาทางด่านอะไร โดยบริษัทอะไร แปรรูปและส่งออก ไปที่ประเทศไหน ในรูปแบบอะไร นี่คือสิ่งพื้นฐานที่เราควรที่จะมีแต่เรากลับไม่มีครับ เพราะปัจจุบันข้อมูลที่รัฐไทยมี มีเพียงแค่ว่าเรานำเข้าแร่กลุ่มแรร์เอิร์ธ ย้ำนะครับ เป็นกลุ่ม แรร์เอิร์ธ เพราะพิกัดของศุลกากรเป็นกลุ่ม ไม่ได้แยกชนิดของแรร์เอิร์ธด้วยซ้ำ เรานำเข้ากลุ่ม แรร์เอิร์ธจากประเทศไหน ผ่านด่านอะไร โดยบริษัทอะไร อันนี้คือข้อมูลชุดที่ ๑ ข้อมูลชุดที่ ๒ มันไม่ได้ต่อเนื่องกันนะครับ ข้อมูลชุดที่ ๒ คือมีบริษัทอะไรส่งออกแร่กลุ่มแรร์เอิร์ธเหล่านี้ ไปยังประเทศอะไร ผ่านด่านอะไร ปริมาณเท่าไร เรามีข้อมูลแค่นี้ มันไม่ได้ Link กับ Supply Chain ทำให้เกิดปัญหาอะไรครับ ผมยกตัวอย่างข้อมูลจากศุลกากร ปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยมีการ นำเข้าแร่กลุ่มแรร์เอิร์ธ ตามพิกัดของกรมศุลกากร ๓๓๘ ตัน โดยหลัก ๆ เป็นการนำเข้าจากทาง มาเลเซีย แล้วก็มีเวียดนามกับจีนบ้างเป็นประปราย การนำเข้าจะเป็นการนำเข้าโดยบริษัท ที่อยู่ที่โคราชเป็นหลัก ส่วนการส่งออกตัวเลขต่างกันชัดเจนเลยครับ การส่งออกตัวเลขอยู่ที่ ๘๕๓ ตัน ส่งออกโดยบริษัทที่อยู่ในฝั่งของภาคตะวันออกก็คือจังหวัดระยอง เห็นชัดเจน เลยไหมครับ พอข้อมูลเราไม่มี กฎหมายเราไม่ได้ครอบคลุมไปถึง เราขาดอะไรครับ เราตรวจทั้ง Supply Chain ไม่ได้ นำเข้ามา ๓๐๐ ตัน ส่งออกไป ๘๐๐ ตัน แล้วเพิ่มมาจากไหน ๕๐๐ ตัน ผมไม่ได้อยากจะพูดว่ามันมีการลักลอบนำเข้ามาหรือเปล่า ผมไม่ได้พูดตรงนั้น แต่ตอนนี้ปัญหาของเราคือกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ไม่มีเพียงพอที่เราสามารถมาตรวจ Supply Chain ตรงนี้ได้ นี่คือปัญหาที่เรายังแก้ไม่ได้ในประเทศ แล้วเราดันไปเซ็น MOU เพิ่มขึ้นมาอีก มันชัดเจนว่า MOU ฉบับนี้รัฐบาลไม่ได้ทำการบ้านมาเลย เราเสียเปรียบทุกทาง เพราะความไม่รู้ ไม่ใส่ใจของรัฐบาลเอง แล้วเอามาเปรียบเทียบกับประเทศที่ทำการบ้านมาครับ นั่นก็คือสหรัฐอเมริกา การเจรจาเรื่องแรร์เอิร์ธครั้งนี้เขาเซ็นกับประเทศอะไรบ้าง มาเลเซีย ไทย แล้วก็ญี่ปุ่น ประเทศอะไรที่นำเข้าแรร์เอิร์ธมาที่ประเทศไทยมากที่สุด มาเลเซียถูกไหมครับ แล้วประเทศอะไรที่ไทยส่งออกแรร์เอิร์ธไปมากที่สุดครับ นั่นก็คือญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นมาเจรจา รอบนี้สหรัฐเก็บหมด ๓ ประเทศเลย แต่ประเทศไทยเราไม่ได้ใช้ความได้เปรียบ หรือข้อตกลง หรือความรู้พื้นฐานตรงนี้ในการเจรจาที่ได้มาซึ่งความได้เปรียบใด ๆ กับประเทศไทยเลย นี่คือปัญหาที่รัฐบาลเราเป็นในปัจจุบัน นอกจากรัฐบาลจะทำให้เราเสียเปรียบในการเซ็น MOU ครั้งนี้ รัฐบาลยังทำให้ไทยเราเสียอีก ๑ โอกาสในการที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอของมลพิษ ทางน้ำข้ามแดนจากการทำเหมืองในประเทศเมียนมา มีแร่แรร์เอิร์ธแล้วก็แร่ทองคำ แล้วก็ ส่งผลกระทบทำให้น้ำเป็นพิษ น้ำที่ประชาชนในพื้นที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค ใช้ในการทำ เกษตรกรรม น้ำที่เขาใช้ในการประกอบกิจการธุรกิจท่องเที่ยว น้ำที่เขาใช้ในการหาปลาที่มา บริโภค น้ำต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นพิษหมดเลย เราเสียโอกาสที่จะใช้ MOU ฉบับนี้มาใช้เป็นกลไก ของการแก้ปัญหาที่ต้นตอไปเลยนะครับ
ข้อเสนอของผมไปยังรัฐบาลในวันนี้ครับ คือรัฐบาลต้องเร่งจัดการกับกฎหมาย ภายในประเทศให้พร้อม ออกกฎหมายลูก กฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติแร่ ให้ผู้นำเข้า ต้องระบุพิกัดของเหมืองที่ทำแร่นั้น ๆ และมาตรฐานรับรองด้านสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะนำเข้าได้ เราต้องรู้ได้ เราต้องตรวจสอบได้ว่าใครนำเข้าแร่ชนิดไหนเข้ามาเท่าไร แล้วแร่ชนิดนั้นเอามา จากเหมืองที่อยู่ในพิกัดละติจูด ลองจิจูดอะไร ที่เราจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ นี่คือสิ่งที่ สำคัญมาก ๆ แล้วเราก็ต้องออกกลไกในการตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทานครับ เรานำเข้ามาแล้ว เราส่งไปที่บริษัทไหนต่อ บริษัทไหนเอาไปสกัด เอาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นอย่างไร แล้วส่งออกไปที่ประเทศไหน ในรูปแบบอะไร การออกกฎกระทรวงตรงนี้จะสามารถทำให้เรา ตรวจสอบทั้ง Supply Chain ของแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน แล้วเราสามารถ เข้ามาดูได้ด้วยว่ามันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง แล้วก็ทำควบคู่ไปด้วยครับ ก็คือการปรับแก้เรื่องของตัวเลขพิกัดศุลกากรที่ปัจจุบันมันเป็นตัวเลขเป็นกลุ่มแร่แรร์เอิร์ธ แรร์เอิร์ธมันมีหลายชนิดมากครับ ไม่ควรที่จะไปจำแนกเป็นกลุ่มทั้งหมดแบบนี้ ต้องเอามา แยกชนิดของมัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ มันจะมีแรร์เอิร์ธที่เป็นชนิดหนักแล้วก็ชนิดเบา ชนิดหนักมีราคาแพงกว่าชนิดเบาหลายเท่ามาก ถ้าเรารวมกันแบบนี้เราไม่มีทางมองเห็นเลย เราต้องจำแนกมันออกมา แล้วโดยเฉพาะแร่ชนิดหนักในฝั่งอเมริกาเขาหาไม่ได้นะครับ เพราะโซนที่มีแร่ชนิดหนักในฝั่งอเมริกาจะมีแค่กรีนแลนด์กับแคนาดา แล้วทั้ง ๒ ประเทศนั้น ในชั้นดินจะเป็น Alkaline Rock ก็คือเป็นหินแข็งเลย การที่จะทำเหมืองตรงนั้นต้นทุนสูงมาก เขาเลยต้องมาทำเหมืองในฝั่งของเอเชียที่ลักษณะเป็นดิน พอลักษณะเป็นดินปุ๊บการทำแรร์เอิร์ธ มันง่ายกว่ามากเลยครับ ต้นทุนต่ำมาก เขาแค่เจาะรู เจาะรูประมาณฝ่ามือ ลึกประมาณ ๒-๓ เมตร แล้วเจาะระยะทุก ๆ ๓ เมตร ฉีดสารเคมีเข้าไปแล้วก็เจาะอุโมงค์ด้านใต้ ตัวแร่ กับของเหลวก็จะลงไปสะสมอยู่ที่อุโมงค์ด้านใต้แล้วก็สูบขึ้นมา เอามาพักที่บ่อพักแล้วก็ผสม กับสารเคมีในการสกัดแร่อีก ต้นทุนมันถูกมากกว่าการทำแร่ในโซนของอเมริกามาก ๆ นี่คือ ข้อได้เปรียบที่ว่าทำไมในฝั่งของเอเชียครองตลาดมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของแรร์เอิร์ธทั้งโลก นี่ยังไม่ได้พูดถึงแค่ชนิดหนักนะครับ เพราะชนิดหนักมีความต้องการในการตลาดแล้วก็ราคา สูงมาก อันนี้คือการแข่งขันของจริง นั่นก็คือ Heavy แรร์เอิร์ธ
ในส่วนนี้เราก็ต้องวางแผนการใช้ MOU ฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์กับการเจรจา ในการแก้ปัญหาที่ทำเหมืองในต่างประเทศแล้วส่งผลกระทบให้น้ำเป็นพิษในประเทศไทย ปัญหานี้หนักมากขึ้น ปัจจุบันไม่ใช่แค่น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก ที่เชียงใหม่ เชียงรายนะครับ ลุ่มน้ำโขงอย่างเดียวไม่ใช่แล้วนะครับ ตอนนี้มาทางน้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว ที่ล่าสุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการไปตรวจคุณภาพน้ำพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานมากกว่า ๕ เท่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในโซนน้ำสาละวินแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเห็นชัดเจนว่าปัญหานี้มันจะลุกลามแล้วใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่เร่งจัดการ ปัญหานี้ทวีคูณขึ้นแน่นอน แล้ว MOU ฉบับนี้ก็จะมาเป็นหนึ่งในกลไกที่จะสามารถมาช่วยในการ ต่อรองเจรจาต่าง ๆ ได้ ปัญหานี้คาบเกี่ยวกันหลายกระทรวงมาก ๆ รัฐบาลทำงานผ่านมา ๑ เดือนแล้วหลังจากที่ผมอภิปรายแถลงนโยบายไปเมื่อสิ้นเดือนกันยายน ผมอภิปรายชัดเจนว่า ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม จะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีในเวที ASEAN ในเรื่องของภัยพิบัติและ ภาวะฉุกเฉิน ตรงกับเรื่องนี้เลย แล้วก็ในวันที่ ๒๑ ตุลาคมจะมีการประชุมจีน ASEAN ในกรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระดับรัฐมนตรีเช่นกันก็เกี่ยวกับเรื่องนี้ตรง ๆ อภิปราย เสนอแนะต่อรัฐมนตรีไปตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกันยายน แต่ว่า ๑๕ ตุลาคมที่ผ่านมาในการประชุม ระดับรัฐมนตรี ต่างประเทศส่งรัฐมนตรีไป ประเทศไทยส่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยไป วันที่ ๒๑ ตุลาคม ต่างประเทศส่งรัฐมนตรีเหมือนกัน เมียนมาส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเลย แต่ประเทศไทยส่งรองปลัดอีกเช่นเคย แล้วก็ไม่ได้ พูดถึงเรื่องมลพิษทางน้ำข้ามแดนด้วย ทั้ง ๆ ที่เวทีนั้นมีทั้งจีน เมียนมา ลาว ไทย ตรงจุดกับ เรื่องนี้เลย ไม่มีการทำงานในเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นกับปัญหานี้ผมอยากให้รัฐบาลพิจารณา รับข้อเสนอแนะที่ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอในวันนี้ แล้วไปทำงานอย่างจริงจัง สักทีครับ ผมไม่อยากจะเห็นชื่อของรัฐมนตรีทั้งหลายถูกจารึกไว้ว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำงาน ได้แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ขอบคุณท่านประธานครับ