อนุชา บูรพชัยศรี ขอขอบคุณท่านประธานและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสำหรับการบรรจุกระทู้ถามเรื่องแนวทางการพัฒนา Soft Power เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยอธิบายนิยามตามทฤษฎีของศาสตราจารย์โจเซฟ ไนย์ ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ค่านิยม และเศรษฐกิจ พร้อมยกตัวอย่างการปรับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จนถึงการยกระดับอันดับ Global Soft Power Index ของไทยให้ดีขึ้น อนุชา บูรพชัยศรี ถามรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนา Soft Power และแนวทางเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จากกรุงเทพมหานครครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่กรุณา บรรจุกระทู้ถามของผมในเรื่องของแนวทางการพัฒนา Soft Power เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ซึ่งเดิมทีได้ตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี และวันนี้ต้องขอขอบพระคุณ ท่านนภินทร ศรีสรรพางค์ ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณา มาตอบกระทู้ของผมนะครับ
ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องของคำถามอาจจะขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อย ในการที่จะทำความเข้าใจ เพื่อความเข้าใจตรงกันของพี่น้องประชาชนด้วยในการที่จะเข้าใจ คำว่า Soft Power ที่เรากำลังพูดถึงมันเรื่องอะไรกัน ต้องเรียนว่า Soft Power เป็นทฤษฎี ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่นิยามขึ้นมาโดย ศาสตราจารย์โจเซฟ ไนย์ (Professor Joseph Nye) ซึ่งก็ได้ให้ความหมายของคำว่า Soft Power หมายถึงพลังที่โน้มนำให้ผู้อื่น หรือประเทศอื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ได้ใช้กำลังบังคับ มันจะตรงกันข้ามกับ Hard Power คือไม่ได้ใช้ในเรื่องของกองทัพ ไม่ได้ใช้ในเรื่องของยุทโธปกรณ์อะไรไปบังคับ หรือว่าไปทำอะไรในลักษณะแบบนั้น แต่ใช้ความนุ่มนวลผ่านค่านิยมและวัฒนธรรม เรื่องของ Value เรื่องของ Custom เรื่องของส่วนที่เรามีประวัติศาสตร์อะไรที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น Soft Power จะเป็นอำนาจในการที่เราจะโน้มน้าว ที่มีวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะขับเคลื่อนหลัก รวมทั้งมีสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เกิด ผลสำเร็จด้วย ที่จะสร้างให้เกิดคุณค่า Value ต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องต่อเนื่อง มีปัจจัยสำคัญ ๆ สนับสนุนในส่วนต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วเดิมตั้งแต่สมัยตอนที่ผมมีโอกาสได้ทำหน้าที่ในทำเนียบ รัฐบาล ตอนนั้นในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ดูแล รวมกระทั่งถึงเป็น ผอ. PMDU ก็คือ Prime Minister's Delivery Unit ผอ. สำนักงานนโยบายนายกรัฐมนตรี สมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มีคำสั่งในเรื่องของการที่จะทำเรื่องของ Soft Power ให้เป็นรูปธรรม และตอนนั้นก็มีการพูดคุยในหลาย ๆ ส่วน ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาด้วย อย่างเช่นเรามองภาพว่าเรื่องของ Soft Power ไม่ใช่เป็นเรื่องของศิลปวัฒนธรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นอาจจะไม่เหมาะหรือไม่ที่จะต้องให้ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นแม่งานอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้ว Soft Power มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจด้วย ในภาพรวม คือพูดง่าย ๆ ว่าเราเอาวัฒนธรรม เอาค่านิยมต่าง ๆ ไปเพื่อที่จะทำให้เกิด Value มูลค่าเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นในช่วงนั้นก็มีการเสนอให้การนำเรื่องของ Soft Power เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการที่มีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันนโยบาย และเช่นเดียวกันตอนนั้นก็คือว่ามีฝ่ายเลขานุการก็คือ มีเกี่ยวกับทางด้านสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าไปเป็นฝ่ายเลขานุการ แล้วในตอนนั้น ก็ต้องขออนุญาตที่จะเอ่ยไปว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลคือท่านวิษณุ เครืองาม ก็เห็นดีเห็นงามด้วยที่จะต้องพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมว่าอาจจะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการที่จะนำ Soft Power ไปสู่การที่จะทำให้ต่างประเทศ เขาเห็นถึงความสำคัญ แล้วเราสามารถที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเมื่อเวลา ผ่านไป Soft Power ก็เป็นทฤษฎีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยปริยาย ซึ่งอาจจะ หวังผลทางการเมืองได้ จึงได้มีการนำกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาร่วมด้วยเป็นในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านฝ่ายเลขานุการ นอกเหนือจากเรื่องของเศรษฐกิจแล้วก็จะเป็นเรื่องของ การเมืองที่จะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ด้วย และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ได้มีการปรับมาใช้ในหลาย ๆ ส่วนเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างที่ว่า ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง แล้วก็นำเรื่องของรายได้เข้ามาสู่ประเทศของเรา ดังนั้นจะเห็นว่า Soft Power ก็จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งในเชิงวัฒนธรรมแล้วก็ในเรื่องของ รายได้ในเชิงเศรษฐกิจ ต้องบอกว่าในส่วนของประเทศไทยปัจจุบันมีการจัดลำดับโดยอ้างอิง จากหน่วยงานที่เรียกว่า Brand Finance ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่า Brand ชั้นนำของโลก เขามีการจัดลำดับว่า Global Soft Power Index ปีล่าสุด ปี ๒๐๒๕ นี้ ประเทศไทยเราอยู่อันดับที่ ๓๙ ขยับขึ้นมาดีขึ้นครับ เพราะว่าปีก่อนหน้านั้น ปี ๒๐๒๔ เราอยู่อันดับที่ ๔๐ เพราะฉะนั้นเราก็มีการกระเตื้องขึ้น แต่กระเตื้องขึ้นในลำดับที่อาจจะ ยังไม่เร็วเกินไปที่เราควรจะต้องทำให้ดีกว่านี้ แล้วอันดับ ๑ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา จีนอันดับ ๒ สหราชอาณาจักรอยู่อันดับ ๓ ญี่ปุ่นอันดับ ๔ เยอรมนีอันดับ ๕ ในอาเซียนของเราไทยอยู่ อันดับ ๓ รองจากสิงคโปร์แล้วก็มาเลเซีย เพราะฉะนั้นนโยบายการสนับสนุน Soft Power ซึ่งได้ริเริ่มในสมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงรัฐบาล ๒-๓ ชุด มาถึงท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน มาถึงท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จนกระทั่งถึงปัจจุบันในเรื่องของการที่จะนำ Soft Power มาในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ต้องบอกว่าเดิมมันเริ่มต้นด้วยคำว่า 5F Soft Power F คือมาจาก ๕ ส่วนครับ อันแรกก็คือ Food อาหารไทย อันที่ ๒ ก็คือ Film ภาพยนตร์ อันดับ ๓ ก็คือ Fashion การออกแบบ Fashion ไทย อันดับ ๔ ก็คือ Fighting คือศิลปะการต่อสู้ ที่เราเรียกว่ามวยไทย และอันสุดท้ายก็คือ Festival เทศกาลประเพณีไทยต่าง ๆ ในรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ได้มีการปรับกลยุทธ์ใหม่จาก 5F เป็น ๑๑ สาขาสร้างสรรค์ ขออนุญาตไล่ไปเร็ว ๆ นะครับ ๑. อาหาร ๒. กีฬา ๓. งานเทศกาล ๔. ท่องเที่ยว ๕. ดนตรี ๖. หนังสือ ๗. ภาพยนตร์ ๘. เกม ๙. ศิลปะ ๑๐. การออกแบบ และ ๑๑. แฟชั่น คล้าย ๆ กับ 5F เพียงแต่ว่าเพิ่มเข้าไป ให้มีรายละเอียดมากขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้ในส่วนของการส่งเสริมนโยบายผลักดันในแต่ละ ท้องถิ่นคือในส่วนของจังหวัดก็ดี หรือในเรื่องของการที่จะไปค้นหา Soft Power ในท้องถิ่น ส่งเสริมให้แต่ละท้องที่ในประเทศไทยมีการเผยแพร่ ก็ได้มีการสื่อสารกันมากมายเพื่อให้เกิด รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ใน ๑๑ เรื่องนี้ สำหรับกระบวนการสร้าง Soft Power ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อน การส่งเสริมและการผลักดัน Soft Power ของรัฐบาลที่ผ่านมา นอกเหนือจากกระทรวงวัฒนธรรม ในเรื่องของเศรษฐกิจแล้ว กระทรวงพาณิชย์เองก็มีการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับ Soft Power ใน ๕ หมวดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร เรื่อง Digital Content เรื่องของสุขภาพ เรื่องของความงาม แล้วก็สินค้าอัตลักษณ์ไทย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากระบวนการสร้าง Soft Power ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย แล้วก็มี หน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงภาคประชาชนเพื่อที่จะสร้างคุณค่าของวัฒนธรรม ผลักดันการสนับสนุน Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จักในทั่วโลก
จึงเป็นที่มาของคำถามแรกว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีแนววนโยบายในการพัฒนา Soft Power ของไทยอย่างไรบ้าง หรือว่า มีอะไรที่เพิ่มเติมจากในส่วนที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น 5F ก็ดี หรือว่า ๑๑ สาขา ในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา ๒ ชุด แล้วก็มีแนวคิดในการที่จะนำ Soft Power มาเพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างไรหรือไม่ เป็นคำถามแรก ขอบพระคุณครับ