นภินทร ศรีสรรพางค์ หารือเรื่อง Soft Power

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

นภินทร ศรีสรรพางค์ หารือเรื่อง Soft Power เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณแก่กระทรวงวัฒนธรรมและภาคเอกชนเพื่อส่งเสริมภาพยนตร์ไทย ละคร และเพลงไทย รวมถึงการช่วยเหลือผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok และ YouTube เพื่อขยายภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่ตลาดโลก

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธาน เรียนท่านอนุชา บูรพชัยศรี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรค รวมไทยสร้างชาติ ผม นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับ มอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ให้มาตอบกระทู้ถามในวันนี้ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในส่วนของรัฐบาลนั้นเรามีนโยบายในการขับเคลื่อน Soft Power ดำเนินการโดยอาศัยกลไกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติ ซึ่งต่อเนื่องมา ตั้งแต่สมัย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ๓-๔ ท่านที่ผ่านมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นหน่วยงาน ขับเคลื่อนหลายสาขาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมด้านกีฬา อาหาร และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ ปัจจุบันรัฐบาล ซึ่งนำโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น ได้กำหนดนโยบายที่สำคัญ หลายประการด้วยกัน

ประการแรก ก็คือเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ใน ขณะนี้ ได้แก่ ภัยทางเศรษฐกิจ ภัยด้านความมั่นคง ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิด จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับความต้องการวางรากฐานของประเทศ ในการขับเคลื่อนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ประเทศไทยของเรานั้นมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแรง เรามีขนบธรรมเนียม ประเพณีของตนเองและเป็นที่ที่ทั่วโลกนั้นรู้จักเรา ไม่ว่าจะเป็นประเพณีสงกรานต์ก็ดี ลอยกระทงก็ดี วัฒนธรรมอาหาร วัฒนธรรมศิลปะป้องกันตัวก็ดี มวยไทยนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก นอกจากนี้เรายังมีบุคลากรที่เรียกได้ว่ามีความคิดสร้างสรรค์ เป็นทุนที่สำคัญในการสร้างมูลค่า ให้แก่อุตสาหกรรม และขยายฐานเศรษฐกิจและฐานรายได้ใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของ Soft Power นี้ ในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้งนี้ในประเด็นของการท่องเที่ยวก็ดี พื้นที่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะก็ดี ผู้ประกอบการ SMEs ยุคใหม่ก็ดี เพื่อส่งเสริมวางรากฐานการพัฒนาและต่อยอดทางวัฒนธรรมที่เป็นทั้ง แบบดั้งเดิม แบบสร้างสรรค์ รวมถึงการผลักดันสินค้าทางวัฒนธรรมออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม 5F ที่ท่านกล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ Food อาหาร Fighting มวยไทย ผ่าน Film ก็คือภาพยนตร์ Fashion แล้วก็ Festival งานจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วย สนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ แล้วก็สนับสนุนให้ สินค้าไทยนั้นแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ก็คงจะบรรเทาผลกระทบจากสงคราม การค้า เพราะฉะนั้น Soft Power รัฐบาลพยายามสนับสนุน และเราเข้าใจว่า Soft Power นั้นคือพลังที่ละมุน เป็นพลังที่ทุกคนเห็นนั้นอยากมาสัมผัส อยากจะมาใช้ เมื่อมาสัมผัส มาใช้แล้วเขาเอาไปพูดต่อ เขาไปประชาสัมพันธ์ต่อ อยากมาอีกก็เชิญชวนให้คนมา นี่คือพลังของ Soft Power ซึ่งเมืองไทยนั้นพยายามที่จะผลักดันในสิ่งเหล่านี้ ผมกราบเรียนว่าในส่วนของ รัฐบาลท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น เราได้มองเห็นความสำคัญในสิ่งนี้ เราคงได้เห็น Soft Power ในประเทศต่าง ๆ สิ่งที่เขาสื่อออกไปเขาสื่อออกไปทางภาพยนตร์ สื่อออกไปทางละคร สื่อออกไปทางเพลง ซึ่งในอดีตนั้นเราวางงบประมาณไว้ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยให้หนัง ภาพยนตร์จากต่างประเทศเมื่อมาถ่ายทำในประเทศไทย แล้วก็เรื่องของสถานที่ ท่องเที่ยวเมืองไทย มี Soft Power ของเมืองไทย เราก็จะมีงบอุดหนุนกลับไปให้เขา แต่ทีนี้ เราเพิ่มเติมครับ เราเพิ่มเติมให้กระทรวงวัฒนธรรมส่งเสริมให้กับภาพยนตร์ไทย ละครไทย เพลงไทย ถ้าสามารถมาถ่ายทำในสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย ถ่ายทำ Soft Power ของไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมอาหาร วัฒนธรรมเกี่ยวกับมวยไทยก็ดี หรือประเพณีต่าง ๆ ถ่ายทอดออกไปได้ กระทรวงวัฒนธรรมก็จะช่วยเหลือผู้สร้างภาพยนตร์ ของประเทศไทยเอง โดยมีส่วนช่วย ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ในส่วนของต้นทุนในการถ่ายทำ นอกจากนั้นโลกยุคใหม่ของการเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Live ขายสินค้า Influencer ต่าง ๆ YouTuber ต่าง ๆ ที่สื่อลงไปในออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น TikTok ก็ดี ไม่ว่าจะเป็น YouTube ก็ดี หรือสื่อต่าง ๆ เมื่อสื่อลงไปแล้วมีทั้ง Soft Power อยู่ในนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว สินค้า วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ มียอดกด Like กดแชร์ มีตัวเลข ที่กำหนดไว้ เราก็จะมีงบประมาณส่วนหนึ่งลงไปช่วย เช่นลงทุนไปประมาณ ๑ ล้านบาท ก็อาจจะช่วยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรม ได้วางไว้ ซึ่งรายละเอียดก็จะมีการประชุมกลุ่มของ YouTuber ก็ดี Influencer ก็ดีว่า กำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร และ ฯพณฯ อนุทินได้กำหนดกรอบเวลาไว้ว่าในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายนนี้จะต้องกำหนดให้แล้วเสร็จในกรอบต่าง ๆ และเริ่มดำเนินการให้เสร็จสิ้น ในเดือนธันวาคม สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่า Soft Power ของประเทศไทยจะแพร่กระจายไปให้ คนทั่วโลกได้รู้จักเยอะขึ้น เป็นการเติบโตอย่างทางลัดและเชื่อว่าจากอันดับที่ ๓๙ ถ้าหาก มีนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมลงไปเพิ่มเติม ผมเชื่อว่าอันดับของประเทศไทยในการ กระจาย Soft Power ก็จะเพิ่มขึ้น นี่คืออีกแนวทางหนึ่งของรัฐบาลท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นอกจากงบประมาณปกติที่มีอยู่ ก็ขอกราบเรียนเบื้องต้นไว้ตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ