ชัชวาล แพทยาไทย เสนอกระทู้ถามสดเพื่อสอบถามรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว โดยชี้ให้เห็นปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ปัจจัยไม่พร้อม อุปสรรคการตลาด และการปนเปื้อนของพันธุ์ข้าว รวมถึงความตกต่ำของราคาข้าวและสินค้าเกษตรที่ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาได้ ชัชวาล แพทยาไทย นำเสนอข้อมูลผลผลิตและราคารับซื้อข้าว 4 ชนิด พร้อมวิเคราะห์ว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้ชาวนาขาดทุน จึงเรียกร้องให้ปรับขึ้นราคาโดยคำนวณจากต้นทุนบวกกำไร 20% สำหรับข้าวสดความชื้น 25%
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตน์ และอำเภอ เมืองสรวง ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้วินิจฉัยกระทู้ถามสดของกระผม ในวันนี้ ซึ่งเป็นปัญหา เป็นข้อห่วงใยที่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั้งประเทศตั้งตารอ แล้วก็ ต้องกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ท่านนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๒ วันที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกหารือปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร พี่น้องในพื้นที่ หนึ่งในประเด็นหารือที่สำคัญคงหนีไม่พ้น เรื่องข้าว ตั้งแต่เมื่อวานเลยนะครับ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ท่านประเสริฐ บุญเรือง ท่านบุญแก้ว สมวงศ์ ท่านสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ วันนี้ก็มี ท่านแนน บุณย์ธิดา ท่านสมศักดิ์ บุญประชม ท่านกิตติภณ ปานพรหมมาศ ท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ท่านสง่า พรมเมือง ท่านพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ หรือแม้กระทั่ง ท่านรองประธานสภา ท่านฉลาด ขามช่วง เมื่อช่วงเช้าที่ผมเข้าไปพบท่าน ท่านก็ฝากประเด็น เรื่องข้าวนี่ละครับ เพราะว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุม แล้วกระทู้ถามของผมก็เป็น กระทู้ถามสุดท้าย ช่วงเวลาที่เราปิดสมัยประชุมก็เป็นช่วงที่พี่น้องเกษตรกรชาวนาจะทำการ เก็บเกี่ยวข้าวเปลือกนาปีทั่วกันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้ก็จะไม่มีโอกาสในการที่จะ สะท้อนปัญหา ผมจึงขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้สอบถามไปยังรัฐบาลถึงมาตรการแนวทางที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ท่านประธานครับ ขออนุญาตขึ้นสไลด์เป็นสไลด์แรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นี่คือบรรยากาศการซื้อขายข้าวเปลือก นาปี อยู่ที่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัยที่บ้านผมเองครับ นี่เป็นข้าว กข ๑๕ เป็นข้าวดอ ๙๐ วัน ที่ทางสหกรณ์เปิดรับซื้อมาแล้วประมาณ ๑๐ กว่าวัน ราคาช่วงแรกอยู่ที่ ๑๒.๕๐ บาท ราคาหอมมะลิ กข ๑๕ ราคาดีครับ แต่จนถึงวันนี้ราคาค่อย ๆ ขยับลงเรื่อย ๆ อยู่ที่ ๑๒.๓๐ บาท นี่คือความหวังของพี่น้องชาวนา ไม่ใช่แค่ที่เกษตรวิสัยบ้านผมหรอกครับ ทั่วประเทศครับ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ไม่ว่าจะเป็นข้าวขาว ข้าวปทุม ข้าวเหนียว จะถูก เก็บเกี่ยวพร้อม ๆ กันในช่วงเดือนหน้าที่จะถึง เพราะฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรต่างคาดหวังครับ เราก็รู้กันดีว่าพี่น้องชาวนาตอนนี้ทำนาด้วยน้ำตา ทำนาด้วยจิตวิญญาณของความเป็นชาวนา จริง ๆ เงินจากการทำนาแทบไม่เหลือแต่เขาก็ต้องทำ นี่คือความหวังของเขา ยิ่งโดยเฉพาะ พื้นที่ที่ไม่มีพืชเศรษฐกิจอย่างอื่น อย่างเช่นทุ่งกุลาบ้านผมมีอยู่แค่ ๒ อย่างเท่านั้นเอง ก็คือ ทำนาแล้วก็เลี้ยงวัว ถ้าปีใดที่ราคาข้าวดี วัวดีก็ดีไปครับ ข้าวไม่ดีวัวดีก็ยังดี แต่ถ้าปีไหน ข้าวไม่ดีวัวแย่ อย่างปีที่ผ่าน ๆ มาแทบเอาตัวไม่รอดครับ พอประทังชีวิตได้ก็อาศัยไส้เดือน เฉย ๆ นะครับ ช่วงนี้ไส้เดือนออกครับ ราคากิโลกรัมละ ๒๐-๓๐ บาท เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็น ความหวัง ผมขออนุญาตไปที่สไลด์ถัดไปก่อนที่จะนำเข้าสู่คำถาม ปัญหาของชาวนาไทย ผมเคยนำเรียนต่อท่านประธาน แล้วก็สรุปเป็นประเด็นมาตลอดว่าเกิดจากปัญหาต้นทุน การผลิตที่สูง ปุ๋ย ยา ค่าแรง พึ่งพาปัจจัยนำเข้าน้ำมันต่าง ๆ ๒. ก็คือปัจจัยการผลิต ที่ไม่พร้อม ดินไม่ดี น้ำไม่มี ระบบชลประทานไม่ทั่วถึง ปัญหาโลก ปัญหาเมล็ดพันธุ์ ปัญหา พันธุ์ข้าวเยอะแยะ ข้าวที่ทางหน่วยงานส่งเสริมการเพาะปลูก พอชาวนาจะไปปลูกก็เกิด อุปสรรคปัญหาไม่มีตลาดรองรับ ยกตัวอย่างเลยครับ พื้นที่บ้านผม ข้าวหอมสยาม หน่วยงาน ส่งเสริมวิจัยเป็นข้าวที่ดีนะครับ แต่พอลงไปในพื้นที่ทุ่งกุลาปรากฏว่าเจออะไรครับ สุ่มเสี่ยง ที่จะปลอมปนกับหอมมะลิ ๑๐ ปีย้อนหลังข้าวหอมมะลิเจอปลอมปนกับหอมปทุม ทำให้ ตอนนั้นส่งออกแทบไม่ได้ กว่าจะทำราคา กว่าจะทำคุณภาพออกมาได้แทบแย่ เรื่องนี้ ผมไม่ได้โทษชาวนานะครับ แต่อยากฝากไปถึงหน่วยงาน ท่านส่งเสริมมาท่านหาตลาดให้เขา หรือเปล่า นี่คือปัจจัยการผลิตที่ไม่พร้อมเลย
และประเด็นสุดท้ายเรื่องราคา ราคาที่ตกต่ำ อย่างที่เรารู้ ๆ กันครับ ชาวนา ข้าวราคาการเกษตรเป็นสินค้าเดียวกระมังครับ ที่ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ต้องให้ผู้ซื้อเป็นคนกำหนด พอขายเข้าไปก็ไปกองรวมกัน ๘ บาท ๑๐ บาท ๑๑ บาท กองรวมกันเหมือนเดิม เห็นแล้วมันก็ช้ำใจนะครับ แล้วยิ่งมาเจอตลาดที่มีคู่แข่ง ที่มีศักยภาพ เยอะแยะมากมาย วันนี้เราตามไม่ทันแล้วครับอินเดีย ไปไกลแล้วครับ ประเทศที่ไล่หลังมา อย่างเวียดนาม ST24 ST25 ไร่หนึ่ง ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพสูสีกับหอมมะลิ แล้วครับ เดชะบุญที่เรายังมีหอมมะลิที่เป็นตัวหลัก ที่เป็นตัวเชิดหน้าชูตาของประเทศไทย อยู่ได้บ้าง ขออนุญาตไปสไลด์ที่ ๒ ก่อนที่จะไปถึงคำถาม สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เห็น นั่นก็คือต้นทุนการทำนา เพราะว่าอะไร เพราะว่าต้นทุนนี่ละครับมันจะบ่งบอก มันจะทำให้รู้ว่า ที่ชาวนาเขาเรียกร้อง เขาอยู่ไม่ได้เพราะอะไร ในสไลด์จะเห็น ๒ ส่วนครับ นั่นก็คือต้นทุน การทำนา ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้บ้านผมทำนาหอมมะลิ ถ้าเป็นนาหว่านก็จะมี ค่าไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ชีวพันธุ์ ค่าแรง เบ็ดเสร็จรวมกันแล้วอยู่ที่ ๔,๑๐๐ บาทต่อไร่ มาดูที่นาดำครับ คล้าย ๆ กันเพิ่มแค่ต้องใช้แรงงานในการดำ ดำนาไม่มีแล้ว ๑๐๐-๒๐๐ บาท ๓๐๐-๔๐๐ บาททั้งนั้น ไร่หนึ่งใช้ ๔-๕ คน ตกไป ๖,๐๐๐ กว่าบาท นี่คือแผนที่ นี่คือลายแทง พอเราทราบต้นทุนของชาวนา เราจะไปสู่สไลด์ที่ ๒ ครับว่าทำไมชาวนาเขาถึงอยู่ไม่ได้ ในตารางนี้ผมจะอธิบายให้เห็นต้นทุนผลผลิตต่อไร่แล้วก็ราคารับซื้อ แล้วราคาที่มันควรจะเป็น ของข้าวแต่ละชนิด ข้าวที่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทำอยู่ปัจจุบันมีอยู่ ๔ กลุ่ม
กลุ่มแรกก็คือข้าวหอมมะลิ ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ ๓๕๐-๔๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่านั้นก็ได้ครับ แต่ฝน น้ำต้องดีจริง ๆ กลุ่มที่ ๒ คือข้าวปทุมธานี ผลผลิตก็คือ ๕๐๐-๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ กลุ่มที่ ๓ คือข้าวเจ้าขาว พวก กข ต่าง ๆ ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ๗๐๐-๑,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ สุดท้ายก็คือข้าวเหนียว ๕๐๐-๗๐๐ กิโลกรัม ต่อไร่ ในช่องที่ ๒ เราจะเห็นว่าราคารับซื้อจากสมาคมโรงสีไทยที่เขาเปิดรับซื้อข้าวทั้ง ๔ ชนิดอยู่ที่เท่าไร หอมมะลิรับซื้ออยู่ที่ ๑๑-๑๒.๕๐ บาท ปทุมธานีรับซื้ออยู่ที่ ๖-๗.๓๐ บาท ข้าวเจ้าขาว ๕-๕.๕๐ บาท แล้วก็ข้าวเหนียว ๗-๗.๕๐ บาท ทีนี้ราคาที่รับซื้อกับต้นทุน มันสัมพันธ์กันหรือเปล่า ผมทำให้ดูเลยนะครับ เอาผลผลิตต่อไร่ไปหารต้นทุน เอานาหว่าน ๔,๑๐๐ บาท เอา ๓๕๐ ไปหาร ปรากฏว่าต้นทุนในการทำข้าวหอมมะลิ ๑ กิโลกรัมอยู่ที่ ๑๑.๗๐ บาท ข้าวปทุมธานีต้นทุนอยู่ที่ ๖.๓๐ บาท ข้าวเจ้าขาว ๕.๑๐ บาท ข้าวเหนียว ๘.๒๐ บาท แล้วเทียบดูสิครับ ราคารับซื้อกับราคาต้นทุนบางตัวราคารับซื้อต่ำกว่าต้นทุนอีก แล้วจะให้เขาอยู่ได้อย่างไร นี่ครับเขาถึงต้องมาเรียกร้องขอไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท นั่นละครับกำไรเขา ถามว่าถ้าผลผลิตดี ราคาดี เขาไม่จำเป็นต้องมาเรียกร้องเลยครับ ๓-๔ ปี มานี้ที่เขาต้องเรียกร้องเพราะเป็นอย่างนี้ ผมเข้าใจว่ามันมีปัจจัยเยอะแยะมากมาย แต่ตัวเลขนี้ มันชี้ให้เห็นว่าเขาขาดทุน ผมขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้ต่อครับ ผมเอาตัวเลขเมื่อสักครู่ ต้นทุนมาคูณเปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เราค้าขายเราก็ต้องบวกเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ไม่ต้องเยอะหรอกครับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์พอ อย่างหอมมะลิ ๑๑ บาท บวก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้ที่ ๑๔ บาท นี่คือราคาที่มันควรจะเป็น ผมคิดว่าราคานี้คือราคาที่ชาวนาพอใจ ขออนุญาตนำเรียนอีกนิดหนึ่งครับ ตัวเลขที่ผมนำเรียนท่านประธานนี่คือตัวเลขข้าวสด ความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะไม่พูดถึงข้าวแห้งนะครับ เพราะอะไร ปัจจุบันวิถีชาวนา เปลี่ยนไปหมดแล้วครับ ข้าวแห้งน้อยส่วนใหญ่มีแต่ข้าวสด เกี่ยวเสร็จใส่รถไปขายเลยครับ ความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือมันเยอะ นี่คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นต้องขออภัยที่ไม่ได้นำเรียนก่อน ตัวเลขข้าวสดหอมมะลิ