บวรศักดิ์ ชี้วัดช่วยวัด-เสนอระเบียบคุ้มครองพระศาสนา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตอบกระทู้ถามเรื่องความเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนา โดยชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการคุ้มครองศาสนาผ่านคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา และมาตรการควบคุมการบริจาคเงินให้วัดผ่านระบบดิจิทัล บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่าการแก้ปัญหาความศรัทธาที่ลดลงจากข่าววัดพระบาทน้ำพุต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างพุทธบริษัทและภาครัฐ โดยเสนอให้ใช้กองทุนวัดช่วยวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อช่วยเหลือด้านค่าบำรุงรักษาและบรรเทาทุกข์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องกองทุนศาสนสมบัติกลางและเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติออกระเบียบรองรับการช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าฌาปนกิจของวัด โดยชี้ว่ามาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวระยะสั้น แต่ต้องอาศัยคณะสงฆ์แก้ไขปัญหาความเสื่อมศรัทธาจากวินัยที่ไม่ถูกต้อง พร้อมเสนอให้หน่วยงานรัฐผ่อนปรนระเบียบเรื่องไฟฟ้าและประปาสำหรับวัด บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องการคุ้มครองพระศาสนาโดยเสนอ

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี

กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มาตอบกระทู้ถาม ท่านสมาชิก ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้ง อดีตประธานรัฐสภา ๒ ครั้ง แล้วเป็นคนที่ผม ชื่นชมมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม ไปฟังท่านปราศรัยเมื่อครั้งท่านเข้าการเมืองใหม่ ๆ ที่สนามไชย ติดตามท่านผ่านสถานีวิทยุ ในการตอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อรัฐบาลท่าน หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่ผ่านความไว้วางใจ ท่านเป็น Idol ส่วนตัวผมนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นเกียรติอย่างสูงที่ผมได้มาตอบกระทู้ถามท่าน ผมในนามของรัฐบาลที่ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็รู้สึกปลาบปลื้ม ที่ท่านสมาชิกผู้ตั้งกระทู้เป็นพุทธบริษัท ที่ถ้าหากมีพุทธบริษัทอย่างนี้มาก ๆ พระศาสนาก็จะ รุ่งเรือง พุทธจักร พุทธบริษัทและอาณาจักรพึ่งกันอยู่ตลอด พระพุทธศาสนามีการปกครอง คณะสงฆ์เราเรียกว่าพุทธจักร ส่วนพุทธบริษัทนั้นก็มีอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณร อาณาจักรก็มีรัฐบาล มีรัฐสภา ๓ หน่วยนี้ต้องค้ำซึ่งกันและกัน เป็นเสมือนไตรสดมภ์ ความจริงพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นก็ตามไม่ได้เสื่อมหรอก เป็นเสมือนพระจันทร์ที่ ส่องสว่างในวันเพ็ญเดือน ๑๕ ค่ำ แต่ว่ามันมีเมฆหมอกที่ลอยไปทำให้ดูว่าพระจันทร์มัวหมอง เรื่องนี้ก็เหมือนกันพระพุทธศาสนาและภิกษุ สามเณร ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่เป็นอันมาก แต่ว่าก็มีภิกษุบางรูปที่อาจจะมีวัตรปฏิบัติที่ไม่ตรงตามพระวินัย ที่อาจจะตรงกันข้ามกับ พระวินัยแล้วเป็นเหตุให้พุทธบริษัทเสื่อมศรัทธา ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลจึงแถลงไว้ในนโยบาย ซึ่งมีระยะเวลาบริหารสั้น ๆ ว่าจะดำเนินการคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินการให้มีการทำให้พระศาสนามัวหมอง ไม่ว่าเป็นพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นต้อง หยุดการกระทำลง ในเรื่องนี้ขอกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้ผมไปนำความ กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช แล้วก็รัฐบาลได้นำความกราบทูลผ่านผม ทรงมีพระสังฆราชานุมัติ ให้อาณาจักรดำเนินการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ก็ได้มีการมายกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อไปก็จะมีคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการ คุ้มครองพระพุทธศาสนา คพช. มีประธานที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยสังฆราชนุมัติและด้วย ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม แล้วก็มีกรรมการอื่นอีกโดยตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวง มหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการกฤษฎีกา เลขาธิการ ปปง. เลขาธิการ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนั้นก็จะมีคณะอนุกรรมการ คุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วก็จะมีผู้บังคับการตำรวจภูธร คลังจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. โดยมีผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ตั้งกรรมการไม่พอครับ ก็ให้อำนาจหน้าที่ว่ากรรมการเหล่านี้ต้องไปดูแลให้เกิดความเรียบร้อย น่าเชื่อถือ น่าศรัทธาขึ้นในบรรดาวัดทั้งหลาย ระเบียบนี้คงจะลงนามประกาศใช้และ มีการแต่งตั้งและดำเนินการต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนต่อไปว่า นอกจากนั้นผมได้เสนอ คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมบัญชีกลางวางระบบบัญชีของวัดเพื่อที่วัดจะได้นำไปใช้ แล้วอาจ จะต้องมีการดำเนินการอย่างอื่นอีกเยอะ ความจริงรัฐบาลก็ได้ทำไปแล้วเรื่อง e-Donation คือต่อไปนี้ถ้าบริจาคให้วัดแล้วจะเอาใบอนุโมทนาต้องบริจาคผ่านระบบดิจิทัลเท่านั้น จะไม่มี การไปบริจาคแล้วเขียนใบอนุโมทนาบัตรกันแบบเดิม ซึ่งก็เป็นการแยกเงินที่ประชาชนให้วัด ให้พระศาสนา กับเงินที่บริจาคให้พระสงฆ์เป็นส่วนตัวออกไป

เมื่อมาถึงคำถามที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภาถามว่า ความจริงมันมีเหตุไม่ใช่จากวัดนั้นวัดเดียว ความจริงวัดพระบาทน้ำพุผมทำบุญอยู่เรื่อย เวลาไปดูของที่จตุจักร ควัก ๑,๐๐๐ บาทบ้าง ๕๐๐ บาทบ้าง ใส่ตู้บริจาค แต่พอมีข่าวขึ้นมา มันก็กระทบความศรัทธาของคน ซึ่งก็จะนำไปสู่การกระทบต่อวัดอื่นด้วย ไม่ได้เป็นเฉพาะ วัดนั้นวัดเดียว วิธีแก้ปัญหาที่ผมเห็นว่าจะถูกจุดที่สุดก็คือพุทธบริษัทและอาณาจักรต้องลงไป ช่วยกัน เหมือนกับที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทำวันนี้ อันนี้เป็นแบบอย่างที่ดีที่ว่า ไม่ถือภาษิตไทย แต่โบราณว่า ชั่วชั่งชี ดีชั่งเถร ซึ่งมันทำให้พุทธบริษัทไม่กล้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่กล้าไป ดำเนินการอะไรก็ตามเกี่ยวกับผู้ซึ่งทำให้พระศาสนามัวหมอง ท่านถามว่าเมื่อมีปัญหารัฐบาล บรรเทาอย่างไร เพราะวัดไม่มีเงินบำรุงรักษาค่าน้ำ ค่าไฟ ทั้งหลายแหล่ ตลอดจนไม่มีน้ำมัน ไปเผาศพจะช่วยเหลืออย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งรับสนองงานคณะสงฆ์มีกองทุนวัดช่วยวัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้การช่วยหรือพระภิกษุ สามเณร คฤหัสถ์ที่ประสบภัย รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับใคร แล้วข้อ ๕ บอกว่าให้การ ช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ผมได้ปรึกษากับผู้อำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้วว่าให้ไปดำเนินการให้กองทุนนี้โดยด่วน ให้ความช่วยเหลือ

หน่วยที่ ๒ ก็คือกองทุนศาสนสมบัติกลาง ซึ่งวันนี้ก็มีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ก็ได้เร่งรัดท่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้วว่าให้ไปออกระเบียบ รองรับเสีย แล้ววันนี้จะขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งไปยังพระสังฆาธิการ เจ้าอาวาสวัดทุกวัดว่าถ้าท่านเดือดร้อนเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ที่ใช้ในการฌาปนกิจ ให้ติดต่อมาโดยด่วนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถ้าเหลือแรงกว่า ๒ กองทุนนี้ รัฐบาลจะเสนอให้มีการใช้งบกลางเพื่อแก้ปัญหา แต่อย่างที่กราบเรียนแล้วครับ การแก้ปัญหาศรัทธาของคนด้วยการเอาเงินของอาณาจักรไปช่วยวัดควรจะดำเนินการ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น คนที่จะแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดก็คือคณะสงฆ์และภิกษุ เหมือนเมื่อครั้ง พุทธกาลที่วินัยธร ธรรมธร ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องขันล้างน้ำในถาด แล้วก็ไม่ลง อุโบสถ พระพุทธองค์เสด็จไประงับ อธิกรณ์ก็ไม่ฟัง ก็เสด็จไปประทับอยู่ในป่า ชาวบ้านก็ไม่ใส่บาตร ไม่ใส่บาตรเมื่อพระอดมากเขาก็ไปกราบนิมนต์พระพุทธเจ้ากลับมา แล้วก็สำนึกผิดขอขมา ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นมาตรการที่ผมกราบเรียนท่านสมาชิก อดีตนายกรัฐมนตรีไป คงเป็นมาตรการชั่วคราวระยะสั้น แต่ต้องอาศัยพุทธจักรที่จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิด ความเสื่อมศรัทธาอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระวินัยของภิกษุสามเณร ทั้งหลาย อันนั้นคือปัญหาหลัก

คำถามที่ ๒ ก็คือว่าหน่วยงานตลอดจนเจ้าหน้าที่ ไฟฟ้า ประปา จะผ่อนคลาย ให้วัดไม่ต้องทำตามระเบียบปกติหรือไม่ ผมรับคำถามข้อนี้ว่าเป็นข้อเสนอของท่าน แล้วผมจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด ให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ไฟฟ้า ประปา หรือหน่วยสาธารณูปโภคที่รัฐบาลเป็นเจ้าของผ่อนปรนให้กับวัดทั้งหลายโดยเร็ว

คำถามที่ ๓ ก็คือเรื่องการคุ้มครองพระศาสนา อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ว่าวันนี้ได้มีการขอพระสังฆราชานุมัติและอนุมัติมติมหาเถรสมาคมให้มีระเบียบ แล้วจะมี กรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งระดับชาติ และกรรมการอีก ๗๖ ชุดทั่วประเทศ เพื่อที่จะดู เรื่องเหล่านี้ต่อไปในรายละเอียด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างปรารภว่าอาจจะต้องมีการกำหนด คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของไวยาวัจกรและกรรมการวัด อาจจะต้องมีการดำเนินการ เรื่องอื่น ๆ อีกเยอะ ก็กราบเรียนว่าถ้าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีและท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ ที่มีความประสงค์ ที่จะให้ความเห็นก็ขอน้อมรับไว้ครับ แล้วก็จะนำความเห็นนั้นไปพิจารณาดำเนินการ ให้เหมาะสมต่อไป ท้ายที่สุดนี้ก็กราบเรียนท่านประธานว่าผมกราบขอบพระคุณท่านอดีต นายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็รู้สึกดีใจว่าท่านเป็นพุทธศาสนิกชน ที่ไม่ทิ้งพระศาสนา พระศาสนาจะอยู่ได้ด้วยไตรสดมภ์ คือพุทธจักร พุทธบริษัทและ อาณาจักร อาณาจักรเป็นเพียงเครื่องประกอบ แต่คนสำคัญก็คือตัวพุทธจักรเองและ พุทธบริษัท ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกที่ตั้งกระทู้ครับ