ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งกระทู้ถามสดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับแผนการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับกับกัมพูชา โดยเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส มีข้อมูลครบถ้วน ไม่ชี้นำ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ทางกฎหมาย ผลกระทบต่อพรมแดนและข้อพิพาทการขุดเจาะก๊าซในพื้นที่ทับซ้อน รวมถึงการป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเสนอให้พิจารณาใช้กลไกอื่น เช่น สภา แทนการลงประชามติ หากมีความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ วันนี้ขอตั้งกระทู้ถามสดต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านสีหศักดิ์ ในประเด็นของการจัดทำประชามติ ในการยกเลิก MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ ทั้ง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเริ่ม การตั้งคำถามเนื่องจากผมเองได้ติดตามการให้สัมภาษณ์ของทางท่านรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือน ที่ผ่านมา ที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ต่อไทยพีบีเอสเอาไว้ว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้ในการจัดการ กับเรื่องต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคงและทหาร จะเน้นหลักในเรื่องของเอกภาพในการดำเนินนโยบาย ดังนั้นวันนี้ที่ท่านรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ ถามสดของผม ผมอยากจะเน้นย้ำผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับว่าท่านรัฐมนตรี กำลังจะตอบกระทู้ถามสดของผมในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน หรือไม่ใช่ความคิดเห็นในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอย่างเดียวเท่านั้น จากผลสำรวจของ NIDA Poll ที่ผ่านมาที่มีการจัดทำความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน กลุ่มตัวอย่าง ๑,๓๐๐ กว่าคน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจราว ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ยังมีความไม่ค่อย เข้าใจหรือไม่เข้าใจเลยในเนื้อหารายละเอียดของ MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ แต่อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มเดียวกัน ๑,๓๐๐ กว่าคนนั้น ราว ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตอบแบบสำรวจว่าก็อยากจะให้มีการจัดทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชน ในเรื่องนี้ว่าตกลงจะยกเลิกหรือไม่ อย่างไร สาเหตุที่มาที่ไปเนื่องจากการแถลงนโยบายของ รัฐบาลในวันที่ ๒๙ กันยายนที่ผ่านมานั้นรองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้มีการ ท่านพูดไว้อย่างชัดเจนในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในรัฐสภาว่าจะมีบัตรทั้งหมด ๔ ใบ บัตรใบที่ ๑ ก็คือเลือก สส. เขต ใบที่ ๒ ก็คือเลือกบัญชีรายชื่อ ใบที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใบที่ ๔ งอกขึ้นมาจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลก็คือในเรื่อง การสอบถาม ประชาชนในเรื่องของการยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ ถึงแม้ การจัดทำประชามตินั้นเป็นกลไกที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่พวกผมก็เชื่อว่าเป็นหัวใจ ที่สำคัญที่จะเปิดโอกาสให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ใช้อำนาจทางตรงในการตัดสินใจเรื่อง สำคัญ ๆ ของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการจัดทำประชามติจะสะท้อนเจตนารมณ์ จะสะท้อนเจตจำนงของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้นั้นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือในเรื่องของ กระบวนการในการจัดทำประชามติที่จะต้องมีการรณรงค์อย่างเปิดกว้างให้ข้อมูลอย่าง รอบด้าน ให้ประชาชนเข้าใจอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะไปออกเสียงในคูหาในการออกเสียง ประชามติ
ในกรณีนี้ก็คือการทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่าหากจะยกเลิก MOU แต่ละฉบับแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อการจัดการข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา และไทยจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไรจากการยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งในมุมมอง ของพวกผมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรณรงค์เรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบจากการยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับโดยที่ไม่สามารถทำให้ ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้ได้ ข้อกังวลของผมที่จะต้องมาถามกระทู้ถามสดต่อท่านรัฐมนตรีในวันนี้ ก็คือ MOU ทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีสาระสำคัญในเรื่องของการปักปันเขตแดนทางบกและในเรื่อง การบริหารผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ข้อมูลจำนวนมาก เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยจะได้เปรียบและเสียเปรียบในประเด็นใดบ้าง ที่สภาผู้แทนราษฎรของพวกเราก็ต้องประชุมลับกันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชา ล่วงรู้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้
คำถามรอบแรกของผมที่จะถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีประกอบ ไปด้วย ๓ คำถามด้วยกัน ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.บ. ประชามติมีบทบัญญัติไว้ว่า มาตรา ๑๔ วรรคสาม การออกเสียงประชามติต้องไม่เป็นการชี้นำ มาตรา ๑๕ (๕) การออกเสียง ประชามติ รัฐบาลและ กกต. จะต้องให้รายละเอียดอย่างรอบด้าน ซึ่งหมายถึง ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของไทยที่มีต่อกัมพูชา ตาม พ.ร.บ. ประชามติมาตรา ๑๖ รัฐบาลและ กกต. จะต้องมีการจัดให้มีการแสดงความคิด ความเห็นผ่านสถานีวิทยุ และโทรทัศน์และเวทีสาธารณะต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ภายใต้รายละเอียดจำนวนมาก ที่ประชาชนจำเป็นจะต้องใช้ในการประกอบการตัดสินใจ อย่างเช่นข้อได้เปรียบและ ข้อเสียเปรียบของไทยที่มีต่อกัมพูชา คำถามก็คือ
คำถามที่ ๑ รัฐบาลมีแผนในการดำเนินการในการจัดทำประชามติอย่างไร เพื่อไม่ให้การออกเสียงประชามติยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับนี้ขัดต่อ พ.ร.บ. ประชามติครับ ที่ในกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ๑. ไม่เป็นการชี้นำ ๒. ต้องให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และ ๓. ต้องทำผ่านเวทีสาธารณะโดยที่กัมพูชาไม่สามารถที่จะล่วงรู้ถึงข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบของประเทศไทย
นอกจากนี้ครับท่านประธานไปสู่คำถามที่ ๒ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๑๕ (๕) ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมอีกว่ารัฐบาลและ กกต. จะต้องให้ข้อมูลในส่วนของมาตรการ ในการป้องกัน แก้ไข เยียวยาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการดำเนินการตาม ผลประชามติ ความหมายก็คือถ้าจะต้องมีการยกเลิก MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ จริง เกิดผลประชามติออกมาเป็นอย่างนั้นจริง รัฐบาลจะต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนก่อนวัน ออกเสียงประชามติครับ ว่าหากมีการยกเลิก มีมาตรการในการป้องกันเยียวยาความเสียหาย อย่างไร ผมยกตัวอย่าง MOU ๒๕๔๓ ว่าในเรื่องของการปักปันเขตแดนระหว่างไทย และกัมพูชาทางบก ขอถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ วันนี้รัฐบาลมีมาตรการ หรือกลไกอื่นใดที่ดีกว่า MOU ๒๕๔๓ ในการปักปันเขตแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา หรือไม่ เพื่อรองรับผลกระทบอีก ๑ ด้าน หากจะต้องมีการยกเลิก MOU ฉบับนี้ สำหรับ MOU ๒๕๔๔ รัฐบาลมีวิธีการหรือมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เอกชนที่เขาได้ เซ็นสัญญาลงนามสัมปทานการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ให้เขาเอาเรื่องไปฟ้องอนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายกับรัฐบาลไทย หากจะต้องมีการยกเลิก MOU ๒๕๔๔ ฉบับนี้ คำถามข้อที่ ๒ ก็คือสรุปออกมาว่ามาตรการ ในการป้องกัน เยียวยาผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับ รัฐบาลเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง
คำถามที่ ๓ ในทางปฏิบัติผมเชื่อว่าหากเราจะรณรงค์ในเรื่องนี้ผ่านเวที สาธารณะและให้ข้อมูลอย่างรอบด้านจริง ๆ โดยที่ไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้ในรายละเอียด ยากมากครับ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ผมจึงอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลครับ หากท่านยังจะดึงดันเดินหน้าการจัดทำประชามติ ด้วยกระบวนการแบบนี้ที่อาจจะสุ่มเสี่ยงว่าขัดต่อกฎหมาย และหากจะมีผู้ร้องไปร้องว่า กระบวนการจัดทำประชามติแบบนี้ให้ข้อมูลไม่รอบด้าน ไม่ได้ให้ข้อชี้แจงในเรื่องของ มาตรการในการป้องกันการเยียวยาความเสียหายตามกฎหมาย และทำให้การจัดทำ ประชามติเป็นโมฆะหรือสิ้นผลไปท่านยังจะเดินหน้าต่อจริงหรือครับ หรือจริง ๆ แล้วรัฐบาล มีกลไกอื่น อย่างเช่น การใช้กลไกในสภากรรมาธิการวิสามัญ ตัวแทนของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลนั่งเป็นประธานประชุมกันอยู่ทุกวัน กลไกแบบนี้หรือเปล่า ที่อาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการออกเสียงประชามติ รัฐบาลได้พิจารณาการใช้กลไกแบบนี้ ในการศึกษาอย่างรอบคอบก่อนที่จะส่งผลสรุปการศึกษาส่งให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจในการ ตัดสินใจไว้หรือไม่
ขอทวน ๓ คำถามในการถามครั้งแรก ข้อที่ ๑ หากท่านดึงดันหรือยืนยันว่า จะทำประชามติอย่างไรที่ไม่ชี้นำ ให้ข้อมูลอย่างรอบด้านและต้องจัดผ่านเวทีสาธารณะ ข้อที่ ๒ ตามกฎหมายประชามติก่อนวันเข้าคูหารัฐบาลต้องชี้แจงมาตรการในการป้องกัน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการยกเลิก MOU ทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกลไกที่ดีกว่า ในเรื่องของ MOU ๒๕๔๓ ในการปักปันเขตแดนทางบกและการป้องกันไม่ให้เอกชนฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายสัมปทานที่ให้ไปในส่วนของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และข้อที่ ๓ ย้ำอีก ๑ ครั้ง ได้พิจารณาในการใช้กลไกในสภาแทนการจัดทำประชามติหรือไม่ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ