ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ขอบคุณคณะกรรมาธิการพลังงานที่จัดทำรายงานวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อลดค่าไฟแพง โดยเน้นย้ำถึงโครงสร้างการผลิตที่ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเกินครึ่ง และสรุปสาระสำคัญ ๘ ประการที่จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ พร้อมเสนอมาตรการลดค่าไฟรวม ๘๙ สตางค์ต่อหน่วยผ่าน ๘ ประเด็น แต่เตือนถึงผลกระทบด้านงบประมาณและข้อกังวลเรื่องความยั่งยืนในการหาเงินชดเชยรายได้ภาครัฐ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภา รวมทั้งประชาชนผู้เสียภาษี และจ่ายค่าไฟฟ้าแพงทุกท่าน ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาชน คนจังหวัดปทุมธานี ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ การพลังงานที่ทำรายงานเล่มนี้ พร้อมทั้งคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาปัญหา แก้ไขปัญหา ค่าไฟแพง เพราะว่ารายงานเล่มนี้ผมอ่านแล้วครอบคลุมหลายประเด็นมาก ๆ เลย มีความละเอียดแล้วก็ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาค่าไฟแพง พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อสังเกต ที่ช่วยให้ประชาชนได้เข้าใจปัญหาค่าครองชีพตอนนี้ รวมถึงค่าครองชีพที่แพงจะสะท้อน ถึงปัญหาของต้นทุนที่แพงกับผู้ประกอบการไปด้วย ปัญหานี้ก็จะบั่นทอนความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย รายงานฉบับนี้ก็ได้เห็นถึงต้นตอของปัญหาแล้วว่าโครงสร้าง การผลิตของไฟยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงพอสมควร คือมากกว่าร้อยละ ๕๐ แล้วก็ท่านมีข้อเสนอ ๘ ประการที่รวมแล้วจะสามารถลดค่าไฟได้ ๘๙ สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งผมก็จะสรุปคร่าว ๆ ไว ๆ ในประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือท่านจะขอให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วย ประหยัดค่าไฟได้ ๓๒ สตางค์ต่อหน่วย แล้วก็เรื่องของ Adder ทบทวนเงื่อนไขการรับซื้อ ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือ Adder ก็จะลดค่าไฟได้ ๑๗ สตางค์ต่อหน่วย แล้วก็มีการนำรายได้ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมมาลดค่าเชื้อเพลิง จะช่วยลดได้อีก ๑๒ สตางค์ ต่อหน่วย แล้วก็มีการให้หน่วยงานรัฐรับผิดชอบในค่าไฟ หน่วยงานรัฐ ก็อย่างเช่น กรมทางหลวงหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจ่ายค่าไฟถนนให้ ก็จะลดไปได้ อีก ๑๐ สตางค์ต่อหน่วย แล้วก็ปรับลดอัตราเงินนำส่งคืนรัฐของไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่ง ก็ลดไปได้ อีก ๘ สตางค์ต่อหน่วยโดยประมาณ ทั้งหมดนี้ รวมแล้วก็จะช่วยลดค่าไฟให้ประชาชนได้ ๘๙ สตางค์ต่อหน่วย แต่ผมก็มีประเด็นที่เป็นข้อห่วงใย แม้ว่ามาตรการตั้ง ๘ ข้อนี้จะช่วยบริหารและมีประโยชน์กับข้อเสนอแนะให้กับทางรัฐบาล นำไปใช้ แต่ผมก็มีข้อห่วงใยมี ๔ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าผลกระทบทางด้านการคลัง และความยั่งยืนของมาตรการเหล่านี้ ซึ่งท่านบอกว่าถ้าเกิดยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็การนำเงินส่งภาครัฐให้ลดลง แล้วก็การใช้เงินค่าภาคหลวงเอามา Subsidize ตรงนี้ จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐรวม ๆ แล้ว ผมประเมินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายงานนี้ก็ระบุว่ารัฐบาลควรจะหาแหล่งรายได้อื่นมาชดเชย ซึ่งข้อกังวลก็คือภาครัฐ จะหาเงินที่ไหน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพื่อมาชดเชยตรงนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะถ้าเกิดรัฐทำได้ ก็น่าจะทำไปนานแล้วหรือถ้ารัฐทำได้จริงเขาจะเอาเงินตรงนี้มาชดเชย ค่าไฟหรือเปล่า อันนี้เป็นข้อกังวลของผม ก็เป็นข้อห่วงใย
ประเด็นที่ ๒ ความท้าทายในเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือว่า Adder เราก็เห็นแล้วว่า Adder มีการต่ออายุได้อัตโนมัติทุก ๕ ปี ไม่มีวันสิ้นสุด ก็จะเป็นภาระ ค่าไฟฟ้ากับประชาชนและปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการหารือกัน การหารือผมก็ไม่แน่ใจว่า ถึงขั้นตอนไหนแล้ว แล้วก็มีอุปสรรคข้อกฎหมายอย่างไรบ้างที่จะไปแก้สัญญาตรงนั้นและ กรอบระยะเวลาการหารือชัดเจนแค่ไหน จะยุติเมื่อไร แล้วถ้าหากว่าไม่สามารถแก้สัญญานี้ได้ ท่านจะมีแผนสำรองอย่างไร อันนี้ก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ถ้าเกิดเราแก้สัญญาไม่ได้ถูกไหมครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือความสมดุลระหว่างความมั่นคงแล้วก็ต้นทุนของพีดีพี อันนี้ก็อยู่ในข้อสังเกตแล้ว เพราะว่าจะมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์จากการใช้การผลิตไฟฟ้า สำรองมาเป็นการใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับที่ไม่เกิน ๐.๗ วันต่อปี อันนี้ข้อสังเกต ผมก็เห็นด้วยให้ทำควบคู่กันไปดีกว่าจะเลือกอันใดอันหนึ่ง เพื่อดูความสามารถในค่าความ พร้อมจ่ายที่ไม่มากเกินไป แล้วก็มีความมั่นคงทางพลังงานที่อยู่ในเกณฑ์ที่เราต้องยอมรับได้ ให้ดูควบคู่กันไป อันนี้เห็นด้วย
ประเด็นที่ ๔ เรื่องของการเปลี่ยนผ่านกระทรวงพลังงานนิวเคลียร์หรือว่า SMR ตรงนี้อยู่ในแผนพีดีพี ๒๐๒๔ ก็ได้พูดถึงเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดเล็กแบบมอดุลาร์ ขนาด ๖๐๐ เมกะวัตต์ ในช่วงปลายแผนปี ๒๕๘๐ อันนี้ถึงแม้จะเป็น แผนระยะยาว แต่เรื่องนี้เรียกว่าต้องมีการวางแผน มีการเตรียมรับมือเป็นนานนับ ๑๐ ปีอยู่ แล้วก็ความพร้อมของเรา โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๑๙ ด้าน เรามีความพร้อมแค่ไหน โดยเฉพาะการยอมรับของภาคประชาชน การพัฒนาบุคลากร แล้วก็การจัดการกับ กากกัมมันตรังสี ซึ่งเรื่องนี้ผมเพิ่งได้รับการร้องเรียนมาจากประชาชนในจังหวัดปทุมธานี และนครนายกว่าที่คลองห้าเรามีสถานกักเก็บกากกัมมันตรังสีอยู่ แต่ว่าไม่ได้มาตรฐาน และผมก็เรียกหน่วยงานเข้ามาชี้แจงแล้ว แล้วก็ยังมีข้อห่วงใยเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ตรงนี้เราจะจัดการอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นข้อห่วงใย
ส่วนข้อเสนอแนะมีนิดหน่อย ข้อแรก อยากจะให้เร่งการปฏิรูปโครงสร้าง กิจการไฟฟ้าอย่างจริงจัง อันนี้เห็นด้วยกับท่านทั้งคณะอนุกรรมาธิการ ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่อง ของ TOU หรือว่าหม้อแปลงที่เมื่อก่อน ช่วงใช้ไฟฟ้า Peak จะอยู่ระหว่างช่วงเช้า แล้วเราก็มี การใช้หม้อแปลง TOU ที่จะช่วยอุดหนุนให้คนมาใช้ไฟตอนกลางคืน เพื่อจะได้ Balance การใช้ไฟ แต่ปัจจุบันนี้คนใช้ไฟ Peak ไปอยู่ที่กลางคืนแล้ว มีการ Charge รถไฟฟ้ากลางคืน กันเยอะมาก แล้วก็มีอยู่ในรายงานของกระทรวงพลังงานอยู่แล้วว่าค่า Peak เหล่านี้ อยู่กลางคืน เราควรจะปรับเปลี่ยนหม้อแปลง TOU หรือเปล่าเพื่อให้สะท้อนถึงการใช้ไฟจริง ของประชาชน แล้วก็ลดความต้องการการใช้ไฟฟ้าในช่วงลดการสร้างโรงงานไฟฟ้าใหม่ โดยไม่จำเป็นในระยะยาว ข้อที่ ๓ เรื่องของพลังงานสีเขียว อันนี้ผมก็เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ การพัฒนา เศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว เรามีข้อห่วงใยในเรื่องของไฟฟ้าสีเขียวเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่ได้อยู่ในรายงานนี้แต่ผมอยากจะฝากถึงรัฐบาลปัจจุบัน แล้วก็รัฐบาลหน้าด้วยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เราไม่สามารถผลิตไฟฟ้าสีเขียวได้เพียงพอกับความต้องการของ ทุนข้ามชาติ แล้วเขาก็ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านของเราก็คือเวียดนาม ทุนใหม่ ก็ไปอยู่ที่เวียดนาม เพราะเราไม่สามารถตอบสนองเขาได้ เวียดนามทำได้ดีกว่าเราหลายเท่า ตอนนี้ มาถึงจุดสุดท้ายแล้ว ในขณะที่ประชาชนของเรายังนอนร้อนอบอ้าวกับพัดลม ไม่กล้า เปิดไฟใช้ ไม่กล้าเปิดใช้แอร์ ต้องดับไฟ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่รัฐกลับเปิดทางให้กับ นายทุนซึ่งทำให้ค่าไฟเราแพง อันนี้ความเป็นธรรมยังไม่เห็น ค่าไฟแพงนอกจากเป็นภาระ ต่อประชาชนแล้ว ก็ยังเป็นภาระกับต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการด้วย ทำให้ Bill ค่าไฟสูง เสียงเหล่านี้ เสียงสะท้อนของประชาชนดังมายาวนานแล้ว และผมก็เป็น สส. เขต ที่ได้รับเสียงสะท้อนเหล่านี้มาตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มเป็น สส. ผมถึงนั่งอยู่กับที่ไม่ได้ วันนี้ต้อง ลุกขึ้นมาพูด แล้วก็อยากให้ภาครัฐเห็นความสำคัญกับค่าไฟอย่างจริงจัง อันนี้ฝากไปถึง ภาครัฐ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมพูดในวันนี้ ขอบคุณมากครับ