วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นำเสนอรายงานผลการพิจารณาญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงต่อที่ประชุมสภา โดยชี้แจงความสำคัญของไฟฟ้าในฐานะสาธารณูปโภคพื้นฐานและเรียกร้องให้รัฐจัดให้มีไฟฟ้าที่มีคุณภาพเพียงพอและเป็นธรรม เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ชี้ว่าราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงกระทบประชาชนและภาคธุรกิจ จึงเสนอมาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อปรับลดอัตราราคาค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรม วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอการทบทวนเงื่อนไขสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ FiT สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กและขนาดเล็กมาก เนื่องจากสัญญาเดิมมีการต่ออายุอัตโนมัติทุก ๕ ปี ทำให้ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระกับประชาชน การปรับปรุงนี้จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ ๐.๑๗ บาทต่อหน่วย วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอมาตรการนำเงินรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียมมาลดต้นทุนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน โดยระบุแหล่งงบประมาณจากยอดเงินดังกล่าวแทนการอุดหนุนโดยตรง และเสนอให้ทบทวนมาตรการเมื่อสถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอให้หน่วยงานรัฐรับผิดชอบค่าไฟฟ้าสาธารณะโดยตรงเพื่อลดภาระประชาชน โดยเสนอให้กรมทางหลวงและองค์กรปกครองท้องถิ่นจัดหางบประมาณจ่ายแทนการรวมในค่าน้ำประปา และรัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานขนาดเล็กตามหลักสิทธิประโยชน์พื้นฐาน วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอมาตรการปรับลดเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าเหลือร้อยละ ๒๐ เพื่อลดค่าไฟและบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง พร้อมทั้งเสนอทบทวนสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเพิ่มสัญญา Long-Term Contract เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอมาตรการลดค่าไฟฟ้า ๘ ข้อ โดยเน้นการปรับลดเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน วรรณรัตน์ ชาญนุกูล วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลดค่าไฟฟ้า เสนอให้รัฐบาลชดเชยรายได้ที่ลดลง และเสนอแนะการปรับปรุงโครงสร้างราคาไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เสนอข้อเสนอแนะเพื่อลดค่าไฟฟ้าและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบพลังงาน โดยเสนอให้ทบทวนอายุการใช้งานสินทรัพย์เพื่อกำหนดค่าเสื่อมราคาใหม่ นำรายได้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ขอนำเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติแก้ไขปัญหา ค่าไฟฟ้าแพงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรดังต่อไปนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานที่เคารพครับ ไฟฟ้าเป็นกิจการสาธารณูปโภคที่สำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ซึ่งเป็น สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการจัดให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพเพียงพอ และเป็นธรรม เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ให้กับประเทศ ซึ่งนอกจากรัฐจะต้องมีจัดให้มีไฟฟ้าอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพแล้ว ในส่วนของราคาไฟฟ้าก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องดำเนินการให้ประชาชนและ ผู้ประกอบการสามารถมีไฟฟ้าใช้ด้วยราคาที่มีความเป็นธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่เป็นภาระต่อประชาชนและผู้ประกอบการ และสอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ผันผวนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลัก ที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลกระทบ โดยตรงต่ออัตราราคาค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจของ ภาคเอกชน ทั้งในระดับภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในการดำรงชีวิตประจำวันและภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่สูงขึ้น ดังนั้น ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการพิจารณาศึกษา เพื่อหามาตรการและแนวทางต่าง ๆ เพื่อปรับลดอัตราราคาค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน การพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงของคณะกรรมาธิการการพลังงาน ที่มีการรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ และเอกชนอย่างรอบด้าน และได้ศึกษาหามาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา ค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งประกอบไปด้วย ๘ มาตรการดังต่อไปนี้
๑. การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท นอกจากการชำระ ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต ดังนั้นจึงควรพิจารณา ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จากเดิมที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ ๗ เหลือร้อยละ ๐ โดยจากผลการพิจารณาศึกษา จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษี ดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณปีละ ๖๓,๙๖๙ ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้า ได้ ๐.๓๒๒๔ บาทต่อหน่วย ทั้งนี้มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท อาจจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ลดลง อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ ราคาพลังงานมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจจะพิจารณาทบทวนปรับอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ ต่อไปได้
๒. การทบทวนและการปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff หรือ FiT ในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า รายเล็ก SPP และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก VSPP ประเภท Non-Firm เพื่อให้การอุดหนุนการรับซื้อในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเหล่านี้ เมื่อครบกำหนดอายุสัญญา รับซื้อไฟฟ้า ก็ได้รับการต่อสัญญาในเงื่อนไขเดิมและได้รับการอุดหนุนและรับซื้อไฟฟ้า มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ผ่านจุดคุ้มทุนมาแล้ว มีความพร้อม และสามารถรับมือกับการแข่งขันได้ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุน ลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของเงื่อนไขสัญญาการรับซื้อ ไฟฟ้าในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือ Adder Feed in Tariff หรือ FiT ในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัญญาที่กำหนดให้ต่ออายุโดยอัตโนมัติทุก ๆ ๕ ปี เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และไม่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่งหากสามารถทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุน การรับซื้อไฟฟ้าต่าง ๆ นี้ได้ ก็จะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ ๐.๑๗ บาทต่อหน่วย
๓. การนำเงินรายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของ ค่าไฟฟ้ามาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประชาชน การนำเงินรายได้ ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของค่าไฟฟ้ามาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิต ไฟฟ้าให้แก่ประชาชน แทนการให้แก่รัฐโดยตรงด้วยวิธีการตั้งงบประมาณรายจ่ายอุดหนุน ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยระบุแหล่งที่มาของงบประมาณว่ามาจากยอดเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ทั้งในระบบ สัมปทานและระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ส่วนแบ่งกำไรของรัฐหรือที่เรียกว่า PSC ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒๔,๘๙๗ ล้านบาท โดยจากผลการพิจารณาศึกษาคาดว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ ๐.๑๒๕๕ บาทต่อหน่วย ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ราคาพลังงานจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับภาวะ ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจจะพิจารณาทบทวนในการนำเงิน รายได้ค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไรของรัฐในส่วนของภาคไฟฟ้ามาลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไปได้
๔. การกำหนดให้หน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหา งบประมาณมาจ่ายค่าไฟฟ้าเอง เพื่อลดภาระที่ประชาชนต้องแบกรับในปัจจุบัน เนื่องจากค่าไฟฟ้าสาธารณะจะถูกนำมาคิดรวมในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยมีอัตราสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรกำหนดให้หน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะ เป็นผู้รับผิดชอบจัดหางบประมาณมาจ่ายค่าไฟฟ้าเอง เป็นต้นว่ากรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อลดภาระที่ประชาชน ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าในส่วนนี้ทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องสนับสนุนงบประมาณ ให้หน่วยงานที่มีงบประมาณไม่เพียงพอ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก เป็นต้น เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะคิดเป็นเงินงบประมาณ ปีละ ๒๐,๔๘๒ ล้านบาท ดังนั้นจึงควรกำหนดนิยามให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทไฟฟ้าสาธารณะ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งเหมือนกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าไฟฟ้าดังกล่าวต่อไปโดยจากผลการศึกษาคาดว่าจะสามารถ ลดค่าไฟฟ้าได้ ๐.๑๐๓๒ บาทต่อหน่วย
๕. การปรับลดอัตราเงินนำส่งคืนรัฐของการไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่ง จากร้อยละ ๕๐ ลดลงเหลือร้อยละ ๒๐ เพื่อนำส่วนต่างมาปรับลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ซึ่งปัจจุบัน การนำส่งเงินบำรุงสุทธิคืนรัฐของการไฟฟ้ามีสัดส่วนร้อยละ ๔๐-๕๐ ของกำไรสุทธิทั้งหมด ซึ่งหากสามารถลดสัดส่วนการนำเงินให้อยู่ในอันดับร้อยละ ๒๐ ของกำไรสุทธิทั้งหมดแล้ว ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจนำส่งคืนรัฐไม่ต่ำกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยนำเงินส่วนต่างที่เกิดขึ้นดังกล่าว มาพิจารณาใช้บริหารต้นทุนเชื้อเพลิงหรือค่าซื้อไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ดังนั้น จึงควรพิจารณาปรับลดเงินนำส่งคลัง เพียงร้อยละ ๒๐ ของกำไรสุทธิ โดยนำเงินผลกำไรสุทธิที่เหลืออีกร้อยละ ๓๐ มาลดค่าไฟฟ้า ให้กับประชาชน ซึ่งผลการพิจารณาศึกษา รัฐอาจสูญเสียรายได้ปีละประมาณ ๑๖,๘๒๐ ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ ๐.๐๘๔๘ บาทต่อหน่วย ทั้งนี้การปรับลดอัตรา เงินนำส่งคืนรัฐดังกล่าว อาจจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ลดลง ดังนั้นหากสถานการณ์ราคาพลังงานมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับภาวะทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปก็อาจจะพิจารณาทบทวนปรับอัตราการนำส่งเงินคืนรัฐ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นเดียวกัน
๖. การทบทวนสัดส่วนการนำเข้า LNG แบบสัญญา Long-Term ต่อสัญญา แบบ Spot LNG ให้เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ โดยควรปรับปรุงการบริหาร จัดการเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ โดยเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ประเภทสัญญาระยะยาว Long-Term Contract ซึ่งมีราคาถูกกว่าการนำเข้า LNG ประเภท สัญญาระยะสั้นหรือ Spot LNG ผลการพิจารณาศึกษาพบว่าหากสามารถเพิ่มสัดส่วน การนำเข้า LNG แบบสัญญาระยะยาว จากเดิมที่อยู่ในระดับประมาณร้อยละ ๔๓-๔๗ ขึ้นมา เป็นระดับประมาณร้อยละ ๘๕ ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด ก็คาดว่าจะสามารถลดค่าไฟฟ้า ได้ ๐.๐๖๒๖ บาทต่อหน่วย
๗. การปรับลดเกณฑ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ใช้ในการคำนวณรายได้ ที่พึงได้รับของการไฟฟ้า ให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรจากร้อยละ ๓๐ ลดลงเหลือ ร้อยละ ๒๐ เนื่องจากเดิมรัฐจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๓๐ จึงเป็นที่มา ของการกำหนดเกณฑ์อัตราภาษีสำหรับการคำนวณผลตอบแทนและรายได้ที่พึงได้รับ ของการไฟฟ้าเป็นร้อยละ ๓๐ ดังนั้นจึงควรพิจารณาปรับเกณฑ์อัตราภาษีสำหรับการคำนวณ ผลตอบแทนและรายได้ที่พึงได้รับของการไฟฟ้าจากร้อยละ ๓๐ ลงมาเหลืออยู่ร้อยละ ๒๐ ให้มีความสอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ ในอัตราร้อยละ ๒๐ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ซึ่งผลการศึกษาพบว่าจะสามารถ ลดค่าไฟฟ้าได้ ๐.๐๑๗๔ บาทต่อหน่วย
๘. การจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร รัฐควรจะพิจารณา ปรับปรุงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อให้การนำเข้า LNG เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด ลดการนำเข้า ก๊าซธรรมชาติแบบเร่งด่วนหรือที่เรียกว่า Prompt Cargo ในลักษณะ Spot LNG ที่มีราคาสูง และสามารถให้สิทธิในการยืมหรือคืนระหว่าง Shipper แต่ละรายด้วยกันเองโดยไม่ต้องเสีย ภาษี ซึ่งในระยะยาวจะสามารถช่วยลดต้นทุนการนำเข้า LNG ที่เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ไฟฟ้าได้ และคาดว่าหากสามารถจัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากรจะสามารถ ลดค่าไฟฟ้าได้ ๐.๐๐๔๘ บาทต่อหน่วย ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตามมาตรการ ต่าง ๆ ทั้ง ๘ มาตรการดังกล่าวมาแล้วเป็นผลสำเร็จในภาพรวม จะสามารถลดค่าไฟฟ้า ให้ถูกลงได้ประมาณ ๐.๘๙๐๗ บาทต่อหน่วย และจากกรณีศึกษาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน มกราคมถึงเดือนเมษายน ๒๕๖๘ อยู่ที่ระดับ ๔.๑๕ บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะมีอัตราค่าไฟฟ้าเท่ากับ ๔.๔๔๐๕ บาทต่อหน่วยเท่านั้น จะสามารถลดลงมาได้ไม่น้อยกว่า ๐.๘๕๘๘ บาทต่อหน่วย โดยจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้า หลังหักตามมาตรการลดลงเหลือ ๓.๕๘๑๗ บาทต่อหน่วย ไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม อันจะเป็น การช่วยลดค่าครองชีพและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้คิดโดยภาพรวมว่าหากลดค่าไฟฟ้าลง ๐.๙ บาทต่อหน่วยหรือ ๙๐ สตางค์ต่อหน่วยโดยที่รัฐไม่สูญเสียรายได้ จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของ ประเทศ คิดเป็นมูลค่า ๔๘,๓๐๕ ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีลดรายจ่ายของภาครัฐ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงเท่ากับจำนวนการลดค่าไฟฟ้า ๐.๙๐ บาทต่อหน่วย หรือ ๙๐ สตางค์ต่อหน่วย โดยคงอัตราค่าไฟฟ้าไว้ที่อัตราเดิม จะส่งผลกระทบเชิงลบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศคิดเป็นมูลค่า ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น เมื่อนำผลกระทบเชิงบวก ลบด้วยผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะเห็นได้ว่ามาตรการลดค่าไฟฟ้าตามที่ คณะกรรมาธิการการพลังงานเสนอจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประมาณ ๓,๓๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลควรจะมีแนวทาง อย่างเป็นรูปธรรมในการเพิ่มการจัดเก็บรายได้จากแหล่งอื่นเพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่ ลดลงจากมาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้านี้ เพื่อให้มาตรการการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านการคลังของรัฐบาล
คณะกรรมาธิการการพลังงานมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ นอกจากมาตรการ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผลจากการพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการการพลังงานมีข้อสังเกต ให้คณะรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาและดำเนินการ เพื่อลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ดังต่อไปนี้
๑. การปรับปรุงโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม นับตั้งแต่
๑) ควรกำหนดให้การไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่ง มีการบูรณาการด้านการลงทุน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกัน เพื่อให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่า ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนและ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออัตราค่าไฟฟ้าในภาพรวม เป็นสำคัญ
๒) ควรจะพิจารณาทบทวนการกำหนดอัตราผลตอบแทนการลงทุน หรือ Return on Invested Capital หรือ ROIC ของระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้า ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อลดอัตรา ค่าไฟฟ้าให้ถูกลง
๓) ควรพิจารณาทบทวนกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริงและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
๔) ควรจะพิจารณาทบทวนระยะเวลาอายุการใช้งานของสินทรัพย์ ที่นำมาใช้ในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานจริง ๆ ซึ่งหากพิจารณาทบทวนแล้วพบว่าสายส่งไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลักเกณฑ์ ทางบัญชี จะทำให้ค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีปรับลดลง และส่งผลต่อการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ที่ลดลงได้
๕) ควรพิจารณานำรายได้จากการที่การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคได้รับจากการให้บริการพาดสายในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแก่ระบบโทรคมนาคม ของภาคเอกชน เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย
๖) ควรพิจารณายกเว้นอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตสำหรับ ค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ ๗ รวมมูลค่าสินค้าและบริการ
๗) ควรจะพิจารณาปรับลดอัตราการนำกำไรสุทธิส่งให้รัฐของทั้ง ๓ การไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่อัตราร้อยละ ๔๐-๕๐ ให้ลงมาอยู่ในระดับร้อยละ ๒๐ แล้วนำกำไรส่วนต่างที่ลดลงได้มาใช้ในการบริหารต้นทุนค่าเชื้อเพลิงหรือค่าซื้อไฟฟ้า
๘) พิจารณายกเว้น หรือลดค่าบริการรายเดือนของการไฟฟ้า นครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยให้การไฟฟ้าทั้ง ๒ แห่งดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าไฟฟ้าในส่วนนี้
๙) ควรพิจารณาปรับลดการเรียกเก็บค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า ซึ่งรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน โดยควรขยายอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเป็นการชดเชยขาดความพร้อมจ่ายและควรปรับลดระยะเวลาการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย สำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องอนุมัติโครงการก่อสร้างเพิ่มเติม เพื่อเสริม ความมั่นคงของระบบให้เหลือเพียง ๑๐ ปี หรือ ๑๕ ปี
๑๐) ควรพิจารณาทบทวนการกำหนดอัตราค่าบริการที่ครอบคลุม ถึงการกระจายภาระต้นทุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าไปยังกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขึ้นใช้เอง หรือจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าโดยตรงที่เรียกว่า Independent Power Supply หรือ IPS โดยอาจกำหนดให้การไฟฟ้าสามารถเรียกเก็บอัตราค่าบริการเสถียรภาพและความมั่นคง ของระบบไฟฟ้ากับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าดังกล่าวในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม และสอดคล้อง กับสถานการณ์ต่อไป
๒. ในเรื่องการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้าให้มี ประสิทธิภาพ
๑) ควรบริหารจัดการการนำเข้าก๊าซธรรมชาติระหว่างการทำสัญญา Long-Term การทำสัญญาซื้อขายแบบ Spot LNG โดยเพิ่มสัดส่วนการนำเข้า LNG แบบสัญญา Long-Term ให้เหมาะสม เนื่องจากหากมีการนำเข้า Spot LNG ในสัดส่วน ที่สูงขึ้นจะมีผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
๒) ควรพิจารณากำหนดให้คลังจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการที่สามารถนำ LNG ไปใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสามารถใช้สิทธิยืมคืน LNG ระหว่างของรายอื่นที่ยังมี LNG เหลืออยู่ใน Stock ของตนได้ โดยไม่ต้องมีการเสียภาษี แทนการที่จะต้องนำเข้า LNG แบบรายเที่ยวเรือโดยเร่งด่วนที่มีราคาแพง จึงจะช่วยลดต้นทุน การผลิตไฟฟ้าลงได้
๓) การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากยิ่งขึ้น โดย ๑. ควรมี การทบทวนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนราคา รับซื้อไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากในปัจจุบันต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลงกว่าในระยะเริ่มแรกมาก และพิจารณาทบทวน การทำสัญญาซื้อขายกับผู้ประกอบการผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า ด้วยการยกเลิกสัญญาเดิม แล้วเปลี่ยนมาเป็นสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT ที่มีการทบทวนราคา FiT เป็นรอบ ๆ คราวละ ๕ ปี ตามสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ๒. ควรส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และส่งเสริม ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าไฟฟ้าของประชาชน
๔) การบริหารจัดการการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการบริหารจัดการการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้มี ประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงต้นทุนที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ
๕) การจัดทำแผน ได้กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือ Power Development Plan หรือพีดีพีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดย ๑. ควรพิจารณา ปรับลดอัตราจีดีพีในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้มีความ เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าของ ประชาชนลดลงได้ในระยะยาว ๒. ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดเกณฑ์กำลัง ผลิตไฟฟ้าสำรองหรือ Reserve Margin ควบคู่กับเกณฑ์ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับหรือ ที่เรียกว่า Loss of Load Expectation : LOLE ในร่างแผนพีดีพี ๒๐๒๑ เพื่อลดผลกระทบ ต่อค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งกำหนดเกณฑ์ดัชนี LOLE อาจทำให้เกิดการลงทุน ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่มากขึ้น เนื่องจากยิ่งมีโรงไฟฟ้าในระบบมากขึ้นก็จะช่วยลดโอกาส เกิดไฟฟ้าดับได้ แต่อาจจะทำให้เกิดค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าสูงขึ้นเกินความจำเป็น ๓. ควร มีการเตรียมการรองรับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งตามร่างแผนพีดีพี ๒๐๒๔ ได้มีการบรรจุเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เรียกว่า SMR หรือ Small Modular Reactor ไว้ในช่วงปลายแผน คือปี ๒๕๘๐ โดยจะต้องสร้างการยอมรับของประชาชนให้มีความรู้ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากนี้จะต้องเตรียมความพร้อม ด้านกฎระเบียบและข้อบังคับในการกำกับดูแลการดำเนินการทางด้านนิวเคลียร์ให้ครบถ้วน
๖) ประการสุดท้าย การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีของประเทศไทยอย่าง เป็นธรรม ควรจะพิจารณาถึงผลกระทบจากการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีของประเทศไทย เช่นการ ที่ผู้ใช้ไฟฟ้ามีทางเลือกได้ออกจากระบบไปทำ Direct PPA อาจทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ในระบบลดลงและผู้ใช้ไฟฟ้าที่เหลืออยู่จะต้องรับภาระต้นทุนในระบบแทน อีกทั้งการกำหนด อัตราค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการขอใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องกำหนดให้สะท้อนต้นทุน ที่เกี่ยวข้องและไม่ต่ำกว่าต้นทุนของค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบต้องแบกรับภาระค่าบริการดังกล่าวแทน
ทั้งนี้การขับเคลื่อนมาตรการและข้อสังเกตดังกล่าวนี้ไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณา ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับเปลี่ยน ระบบการบริหารจัดการขึ้นมารองรับ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาตรการ ต่าง ๆ ที่กล่าวมาไปสู่การปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลต่อไปจึงกราบเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ