เจนกมล คำนวล เสนอหลักการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมโดยเน้นการจำกัดดุลพินิจในการแต่งตั้งข้าราชการผ่านหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเสนอโครงสร้างตำรวจใหม่โดยแบ่งเป็น ๓ ส่วนเพื่อถ่วงดุลอำนาจ และให้รับบุคคลวุฒิปริญญาตรีมาปฏิบัติหน้าที่โดยตรงเพื่อยกระดับและสร้างแรงจูงใจในการเลื่อนตำแหน่ง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม พลตำรวจตรี เจนกมล คำนวล รองจเรตำรวจ ในฐานะอนุกรรมาธิการ ในเบื้องต้น ก็ขอเรียนให้ท่านสมาชิกทราบว่าในชั้นที่ผมได้รับเชิญให้มาเป็นอนุกรรมาธิการก็ได้ตอบรับ ด้วยความปรารถนาดีต่อองค์กรตำรวจ ในขณะเดียวกันก็อยากเห็นตำรวจสามารถ ที่จะทำงานให้กับประชาชนในการปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหลักการใหญ่ ๆ ที่ผมได้นำเสนอไปในคณะอนุกรรมาธิการและ ได้รับการตอบสนองออกมาเป็นรายงานฉบับนี้ก็จะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ได้แสดงความห่วงใย ผมยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งก็ดี เรื่องของ การกระจายอำนาจก็ดี ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้ศึกษาแล้วก็มีผลสรุป เดี๋ยวผมจะนำเสนอให้ฟัง ในเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งที่หลายท่านได้กล่าวถึง สาเหตุให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งได้ก็เนื่องมาจากว่าเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจ ในการแต่งตั้งไม่ว่าจะโดยบุคคลหรือคณะบุคคลที่เรียกว่ากรรมการการแต่งตั้งก็ดี ก็ยังอยู่ในฐานะที่เป็นการใช้ดุลพินิจซึ่งค่อนข้างจะเปิดกว้างให้ใช้อิสระได้เต็มที่ เมื่อมีการใช้ดุลพินิจในระบบสังคมไทยก็จะมีการเข้าหาผู้ที่มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจ ในการแต่งตั้ง อันนี้ต้องยอมรับว่ามีข้อครหาในเรื่องนี้จริง ๆ มีการพัฒนาไปถึงขนาด มีข้อครหาหรือมีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในบางกรณีว่ามีการใช้เงิน เพื่อให้ได้รับตำแหน่ง การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็จะต้องจำกัดการใช้ดุลพินิจซึ่งกระทำได้โดยให้มีหลักเกณฑ์ หรือตัวชี้วัดที่ชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์และสมเหตุสมผลที่จะก่อให้เกิดทิศทาง ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพครับ ผมยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมว่าหลักเกณฑ์หรือตัวชี้วัด จะมีอะไรบ้าง ในหลักการบริหารงานบุคคลก็จะยึดถือในเรื่องของอาวุโส ความรู้และ ความสามารถประกอบกัน อาวุโสเราสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้ เช่น ท่านที่ได้รับ ตำแหน่งนั้น ๆ มานานเท่าไรก็จะได้คะแนนไปตามระยะเวลา ตามจำนวนปีที่ท่านดำรง ตำแหน่ง ถ้าท่านรับราชการมานานเท่าใดตั้งแต่เริ่มต้นก็จะได้รับคะแนนในส่วนนั้น ๆ เป็นส่วนที่ ๒ อันนี้เรื่องของอาวุโส ส่วนในเรื่องของความรู้ก็จะต้องมีการสอบเป็นประจำทุกปีหรือทุก ๓ ปี เป็นต้น เพื่อให้ตำรวจมีองค์ความรู้ในการทำงานอยู่ตลอดเวลา จะต้องศึกษาหาความรู้ ในการทำงานอยู่ตลอดเวลา อันนั้นเป็นส่วนของความรู้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทักษะ ท่านจะต้องรักษาสมรรถภาพทางร่างกายหรือมีทักษะที่จำเป็นต่อตำแหน่งนั้น ๆ เช่น ท่านอยู่สายงานปราบปรามท่านก็ต้องไปฝึกซ้อมยิงปืนให้มีความแม่นยำ มีทักษะในการเข้าจับกุม คนร้ายต่าง ๆ ก็จะต้องมีการทดสอบและมีการให้คะแนนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ในเรื่องของ ประวัติการรับราชการก็เป็นคะแนนอีกส่วนหนึ่ง ก็คงจะต้องพิจารณาจากประวัติการได้รับ การเลื่อน ๒ ขั้น ตั้งแต่เริ่มรับราชการ เป็นรองสารวัตร เป็นต้น มาจนถึงตำแหน่งในปัจจุบัน เช่น ท่านมีตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับ ตั้งแต่รองสารวัตร ร้อยตำรวจตรีขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ท่านได้ ๒ ขั้นกี่ครั้ง ก็ได้คะแนนตามจำนวนครั้งที่ท่านได้ก็เป็นคะแนนอีกส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของความประพฤติก็เป็นคะแนนอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา หมายความว่าถ้าท่านรับราชการมาเคยถูกดำเนินการทางวินัยจนถูกลงโทษทางวินัย ท่านจะต้องถูกตัดแต้มออกไป อันนี้เป็นส่วนของความประพฤติ ต่าง ๆ ที่ผมพูดมาเหล่านี้ เมื่อประกอบกันแล้ว นำคะแนนทุกส่วนมารวมกัน ใครได้คะแนนสูงสุดท่านได้เลื่อนตำแหน่ง สูงขึ้นตามคะแนนที่ท่านได้ ไม่มีใครจะช่วยท่านได้ในเรื่องตำแหน่ง ไม่ว่าจะฝากฝังหรือด้วย ระบบวิ่งเต้นต่าง ๆ เพราะว่าจะถูกกำหนดไว้โดยคะแนนจากองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้น อันนี้ก็ขอนำเรียนให้ท่านสมาชิกทราบในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง
ในส่วนเรื่องของการกระจายอำนาจ ในคณะศึกษาของเรานี้ก็ได้กำหนดไว้ว่า จะให้ตำรวจไม่ได้อยู่ในองค์กรร่มใหญ่ร่มเดียวแล้ว ก็จะแบ่งตำรวจออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน เพื่อให้เกิดหลักการที่เรียกว่าสนับสนุนและถ่วงดุลก็คือ ตำรวจฝ่ายปฏิบัติการพื้นที่ ตำรวจฝ่ายปฏิบัติการส่วนกลางและตำรวจฝ่ายตรวจสอบ เพราะฉะนั้น เมื่อทั้ง ๓ ส่วน แยกออกจากกันแล้วก็จะเกิดการปฏิบัติในหลักการที่สนับสนุนและถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการทำงานของตำรวจที่ถูกถ่วงดุล ตรวจสอบอย่างเข้มข้นก็สามารถที่จะทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถที่จะออกนอกลู่นอกทางได้ อันนี้ก็จะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับ เรื่องของโครงสร้าง
ในส่วนสุดท้ายในเรื่องของความรู้ อันนี้ต้องเรียกว่าเรายกระดับข้าราชการ ตำรวจอย่างแท้จริง ต่อไปจะเป็นการรับสมัครบุคคลที่มาเป็นตำรวจที่มีอำนาจหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายจริง ๆ ด้วยวุฒิปริญญาตรีแล้วมาเป็นตำรวจในระดับปฏิบัติการ สามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดของตำแหน่งได้เลยโดยไม่ขีดขั้น ว่าจะต้องเป็นชั้นประทวนไปอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปีอย่างเช่นปัจจุบัน ปัจจุบันตำรวจ ๑๐๐,๐๐๐ กว่านาย เป็นตำรวจชั้นประทวน แล้วก็เป็นตำรวจชั้นประทวนตลอดชีวิต ขาดแรงจูงใจในการทำหน้าที่ เพราะอะไรครับ เพราะเขาไม่สามารถที่จะเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ไปได้เลยในตลอดชีวิตราชการ จนกว่าจะสอบได้ก็ดีหรือจนกว่าจะอายุ ๕๓ ปีก็ดี ตรงนี้ด้วยระบบโครงสร้างใหม่ ระบบการรับบุคคลเข้ามาเป็นตำรวจในแนวทางใหม่นี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้นได้ ผมก็ขอสรุปให้ท่านสมาชิกได้รับทราบแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ