เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายเรื่องการปฏิรูปตำรวจโดยเน้นการกระจายอำนาจและขยายขอบเขตไปสู่หน่วยงานอัยการและศาล เพื่อแก้ปัญหาความยุติธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งหารือเรื่องการปรับทัศนคติให้ตำรวจอยู่ใกล้ชิดประชาชน ลดแนวคิดการทำงานตามนายและลดความเป็นทหารในองค์กร เพื่อส่งเสริมนิติธรรม และเสนอแนะการจัดสรรกำลังพลผ่านระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง พร้อมพัฒนาระบบออกใบสั่งออนไลน์แบบโปร่งใส
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในรายงานเกี่ยวกับ การปฏิรูปตำรวจซึ่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีมาอันหนึ่งแล้ว แล้วก็ได้พูดถึงเรื่องสวัสดิการ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าสวัสดิการตำรวจมีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่าจากการที่เป็น สส. เขต ได้สัมผัสกับสายตรวจเอยอะไรเอย ก็แน่นอนครับ เห็นปัญหาแล้วก็ได้รับข้อร้องเรียน จากประชาชนเยอะครับ แต่วันนี้เองผมก็เห็นท่านวิทยาได้อภิปรายเกี่ยวกับการกระจาย อำนาจแล้ว ผมก็ขออนุญาตอภิปรายต่อไปในเชิงนี้ เพื่อจะไปแก้ในต้นน้ำแห่งสายธาร ของความยุติธรรมของบ้านเราก็คือตำรวจ เรื่องนี้การปฏิรูปตำรวจจริง ๆ แล้วถ้าเรามอง มันก็ต้องมองไปให้สุดสาย ก็อยากฝากท่านประธานกรรมาธิการ ถ้ามีเวลาว่างสมัยหน้า ได้เข้ามาก็อาจจะต้องทำในเรื่องอื่นด้วย คือรวมไปเลยตำรวจเอย อัยการเอย รวมถึงศาลด้วย เพราะว่าสุดท้ายสายธารแห่งความยุติธรรมมันจะแก้แค่ต้นน้ำไม่ได้ เพราะว่าถ้าเรามองแค่นี้ มันก็จะเถียงกันวนไปวนมาว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไร จริง ๆ แล้วเราอาจจะมองว่า อัยการก็ต้องมีหน้าที่เดินเผชิญสืบด้วย เหมือนเราดู Series เกาหลีหรือไม่ ซึ่งอันนี้ได้ข่าวว่า ทางพรรคของกระผมเองก็ได้ยื่น พ.ร.บ. ไปแล้ว แล้วก็มีข้อถกเถียงกันในวงกว้าง ในวงการ อัยการเช่นกัน เขาเรียกว่าเป็น ๓ ป แล้วกันครับท่านประธาน
ป แรก ที่จะทำให้การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นได้จริง ป แรก ก็คือการปรับทัศนคติ Mindset ของตำรวจ ต้องยอมรับ ตำรวจอยู่ใกล้ชิดประชาชนไม่ต่างจากผู้แทนราษฎรเลย เหมือนผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปลงพื้นที่ ตำรวจก็ขี่มอเตอร์ไซค์สายตรวจไปลงพื้นที่เช่นกัน แล้วความเหมือนกันอย่างหนึ่ง ใน สน. เขตท้องที่ผมคลองสานอยู่ใกล้กันคือปากคลองสาน กับสมเด็จเจ้าพระยา เหมือนมี สส. อยู่คนเดียว ตำรวจเหมือนมีสายตรวจอยู่สายเดียว ผมก็งงว่าหายไปไหนหมดจิตวิญญาณของตำรวจที่หลาย ๆ คน ผมเคยได้ยินตำรวจผู้ใหญ่ พูดว่าเริ่มจากงานโรงพัก หายไปไหนหมด ส่วนใหญ่ก็มาตามนาย อะไรกันหมดนะครับ มาทำงานการเมือง อันนี้ไม่ได้พาดพิง พี่ ๆ ที่อยู่ด้านบนนะครับ อันนี้ Mindset ที่หายไปครับ Mindset อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะเลิก ก็คือเขาเรียกว่าเราต้อง Demilitarization เราต้องทำให้ตำรวจไม่เป็นทหารครับ อย่างในรายงานมีบอกว่าโรงเรียนเตรียมทหารที่เป็นสายทางที่จะไปเป็นโรงเรียนนายร้อย ตำรวจผมว่าอาจจะต้องเลิกครับ คือมันไม่มีประเทศไหนที่เอามาปะปนกันอย่างนี้ครับ เป็นลักษณะที่ว่าฝึกทหารให้อยู่ในตำรวจ มันก็จะมีความคิดที่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไปเสียหมด จริง ๆ แล้วตำรวจต้องมีความเป็นรัฐศาสตร์อย่างนักรัฐศาสตร์มากกว่าอีก และผสมกับความเป็นนักกฎหมายที่ให้ความยุติธรรมครับ
ป ที่ ๒ ปรับโครงสร้างหน่วยงาน อำนาจและกำลังพลครับ เรื่องนี้ก็เห็นด้วย อย่างท่านผู้อภิปรายก่อนหน้า ในเรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมเคยคุยกับตำรวจ หลายท่าน แน่นอนว่าอาชีพตำรวจหรือข้าราชการเป็นบันไดในการก้าวข้าม เขาเรียกว่า ชนชั้นทางสังคม หลายคนที่เป็นลูกชาวนาก็มาสอบตำรวจแล้วก็ได้เป็นข้าราชการ มีฐานะที่ดีขึ้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไปเป็นพยาบาล อย่างที่ผมได้เคยไปลงพื้นที่ที่ร้าน ป.กุ้งเผา ก็ได้คุย กับหลายท่าน ก็คิดว่าวันหนึ่งอยากกลับบ้าน เพราะค่าใช้จ่ายเขาน้อยลง เขาอยู่ใกล้พ่อแม่ มากขึ้น ผมเคยถามเขาหลายครั้งครับว่าถ้าตำรวจย้ายไป ถ้าคุณสอบที่จังหวัดคุณได้ แล้วคุณอยู่ที่จังหวัดคุณเลยจนเกษียณนี่คุณโอเคไหม เขาก็บอกโอเคนะครับ เรื่องอำนาจครับ อำนาจหลายอย่างคือต้องยอมรับว่าตำรวจค่อนข้างหวงอำนาจ ล่าสุดผมมีการพูดคุย ในกรรมาธิการการท่องเที่ยว เรื่องเกี่ยวกับที่จอดรถในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือ ของ กทม. เรามี พ.ร.บ. เกี่ยวกับการจัดการที่จอดรถของท้องถิ่น แต่ กทม. บอกใช้ไม่ได้ เพราะตำรวจบอกว่าต้องมาขอก่อนว่าตรงไหนจะให้จอดไม่จอด จะให้เก็บค่าที่จอดอย่างไร อันนี้ก็คือเป็นการหวงอำนาจทั้งที่กฎหมายก็ให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการที่จอดรถ เหมือนต่างประเทศที่เราต้องไปหยอดเหรียญจอดรถครับ
กำลังครับ เรื่องกำลังพลนี่สำคัญที่เป็นข้อถกเถียง ซื้อตำแหน่งเอยอะไรเอย ที่มาเอย อย่างดูข่าวเมื่อวาน ผู้กองแมว ไม่ใช่สุพิศาลนะครับ ผู้กองแมวที่เป็นข่าว ผมใช้นามสมมุตินะครับ อยู่ดี ๆ ย้ายไปย้ายมาอะไรก็ไม่รู้ครับ ก็งง ตำแหน่งนี่ผมว่านอกจาก เลื่อนกันโดยพลการหรือมีการซื้อขายตำแหน่งแล้ว ตำแหน่งบางตำแหน่งก็ไม่สำคัญครับ ยกตัวอย่างเขตผมด้วยความเคารพผู้กำกับในพื้นที่ครับ สน. ๒ สน. อยู่ด้วยกันเลยครับ อย่างนี้คืออย่างไรครับ คือถ้าเอา สน. หนึ่งออกแล้วเพิ่มพื้นที่การจัดการ แล้วลดตำแหน่ง ผู้กำกับอย่างนี้ได้ไหมครับ แน่นอนว่าตำรวจที่เป็นอยู่ก็คงโอดโอยว่าไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวฉัน จะขึ้นต่อไปอย่างไรใช่ไหม อุตส่าห์จบโรงเรียนนายร้อยมาแล้วมันก็มีสายทางที่ขึ้น อุตส่าห์ ตามนายมาตั้งนาน เดี๋ยวจะโดดมา สน. นี้ก็ไม่ได้ และแน่นอนที่สุด การประเมิน ใครทำงาน อย่างไรได้อย่างไร เคพีไอหรืออะไร อย่างไร ต้องประเมินอย่างไร แต่ก็ต้องระวังในจุดนี้ครับ ว่าไม่ให้ประเมินว่าคุณต้องจับคนได้กี่คน ไม่อย่างนั้นจะเกิดการจับแพะชนแกะขึ้นมาทันทีครับ
ป สุดท้ายอันนี้สำคัญครับ ผมว่าใช้งบประมาณไม่ได้เยอะและเพิ่มประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาได้มากที่สุด ปรับรูปแบบการทำงานครับ แน่นอนครับตอนนี้เราต้อง Goal Digital ใช่ไหมครับ ผมเองเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ครับ แน่นอนครับ มอเตอร์ไซค์ เป็นอาหารอันโอชะของตำรวจจราจรทั่วประเทศอยู่แล้ว ต้องโดนเรียกครับ แล้วก็แน่นอน เขาเล่นกับค่าปรับและค่าเสียเวลาของเรา การจ่ายค่าปรับต้องไปจ่ายที่ สน. เป็นหลัก ใช่ไหมครับ แต่ตอนนี้ก็เห็นมีระบบ e-Ticket มาแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย ถ้าเกิดเราทำให้ การออกใบสั่งจากมือถือของตำรวจได้แล้วเรา Scan จ่ายได้ มันมีอะไรที่มันโปร่งใส ไม่ใช่ มาเขียน ๆ อะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้เงินเข้าหลวงหรือเปล่า ถ้าเราโอนตรงไปเลย ณ หน้างาน มันก็อำนวยความสะดวกประชาชนที่เขาอาจจะทำผิดกฎหมาย แล้วก็เพิ่มความโปร่งใสด้วย
อันที่ ๒ ความโปร่งใส แน่นอนว่าหลาย ๆ อันความโปร่งใสมันน้อยมาก อย่างที่ท่านประธานพูดว่าบันทึกประจำวันมี ๒ เล่ม เล่มจริงกับเล่มหลอก ซึ่งผมก็ไม่เชื่อ อย่างท่านประธานพูดหรอกครับ ผมก็ให้เกียรติตำรวจอยู่แล้ว เพราะว่าไปทีไร สน. ปากคลองสาน ก็อำนวยความสะดวกผมอย่างเต็มที่ อย่างเรื่องแจ้งความ ทำไมเราไม่เหมือน Traffy Fondue ครับ เราอาจจะแจ้งความออนไลน์ก็ได้หรืออะไรก็ได้ แล้วก็มีระบบ Tracking ที่มาผ่านในมือถือเราให้เป็นดิจิทัลไปหมด อย่างนี้จะป้องกันในการที่ตำรวจดองคดี ไม่ยอมทำสำนวนต่อหรือใด ๆ ก็ตาม แล้วทุกคนก็จะมี Digital Copy ของสำนวน อันเดียวกันหมด ก็ง่ายต่อความโปร่งใสไม่มีการบิดพลิ้วสำนวนภายหลัง
อันต่อมา เราควรจะใช้เทคโนโลยี ผมว่าการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ถ้าเรามีโอกาสได้ไปต่างประเทศอย่างประเทศจีนผมไม่เคยเห็นตำรวจจีนเท่าไรนะ ไม่ได้ เดินไปเดินมาเหมือนตำรวจไทย ก็แน่นอนครับ ตำรวจมันอยู่ในกล้องหมดแล้ว แล้วตำรวจก็ อยู่ Center Command ใช่ไหมครับ ก็เป็นเอไอจับภาพของหายที่จีน คือเรา Track ได้หมด ว่ามันไปไหนมาไหน อันนี้ผมว่าก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดงานตำรวจในพื้นที่ที่เป็นงาน Physical หรือการเผชิญหน้าที่แบบไม่ได้เตรียมตัว ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งความเครียดของตำรวจ ที่เป็นในระดับปฏิบัติงาน ดังนั้นผมก็เสนอว่า ๓ ป นี้ ก็คือเป็นทางออกในการปฏิรูปที่ผมว่า ทำได้ภายใน ๒-๓ ปีแรก ถ้าเราจะเริ่มเรื่องนี้จริง ๆ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ