วิทยา แก้วภราดัย ขอบคุณคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ที่จัดทำรายงานเรื่องการปฏิรูประบบราชการตำรวจ โดยยกย่องว่าเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนพยายามแก้ไขแต่ยังมีความยากลำบาก วิทยากรยังวิจารณ์ปัญหาโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กระจุกตัวและขาดการกระจายอำนาจ จึงเสนอให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้แต่ละกรมที่มีกฎหมายอาญาสามารถตั้งพนักงานสอบสวนของตัวเองได้ เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพที่หลากหลายและลดความผูกพันกับอำนาจปืนและเงิน พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการศึกษาต่อเพื่อจัดทำแผนแม่บทปฏิรูปตำรวจอย่างสมบูรณ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการความมั่นคง แห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะท่านประธานที่ได้กล่าวรายงานต่อสภาเบื้องต้น ต้องขอบคุณ เพราะว่า ท่านทำรายงานเรื่องใหญ่มากครับ เรื่องการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่ หลายคนพยายามแตะแล้วก็มีปัญหามาตลอด ผมนี่เป็นลูกค้าสำนักงานตำรวจ เหมือนกับท่านกรรมาธิการหลายท่านที่เคยเป็นลูกค้ามา ทั้งเคยเป็นผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ที่ถูกสำนักงานตำรวจฟ้อง ตั้งแต่คดีหมิ่นประมาทจนถึงคดีความมั่นคง ถูกมาแล้ว ทุกคดีครับ แต่ผมก็ต้องแสดงความเห็นใจนะครับว่าอาชีพราชการ ๓-๔ อาชีพที่เป็นอาชีพ ที่ไม่ปกติเหมือนชาวบ้าน ชาวบ้านที่เป็นข้าราชการโดยส่วนใหญ่ครับ พลเรือนก็คือทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ ๘ โมงเช้าถึง ๔ โมงครึ่งเลิก จบ หลังจากนั้นก็ชีวิตส่วนตัว มีอาชีพทหารครับ บางครั้งว่างเหมือนเดินเล่นจนเราถามว่ามีไว้ทำไม แต่บางครั้งก็ออกไป แป๊บเดียวขาขาดกลับมา ไปทีเดียวไม่ทันได้ลาลูกเมียก็ไปตายในสนามรบและการเรียกกำลังพล ก็ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ที่นั่งข้างผมทหารเก่าครับ แต่ท่านกลับมาเป็นผู้แทนในสภา
อาชีพถัดมาอาชีพตำรวจ ตำรวจไม่มีเวลาทำงานปกติ เวรยามไม่แน่นอน เข้าเวร ควงเวร สลับเวรไป ๆ มา ๆ ไม่รู้กลางวันกลางคืน ชีวิตครอบครัวไม่สงบสุข ที่เบาลงไปหน่อย แต่หนักกว่าก็คือแพทย์ เข้าไม่เป็นเวลา กินข้าวไม่เป็นเวลา ถัดลงมาลูกน้องแพทย์คือ พยาบาล อาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพที่ทำงานด้วยเวลาไม่ปกติ แล้วต้องได้รับการดูแล เป็นกรณีพิเศษ ผมในช่วงหลังดูหนังฝรั่งเยอะและหนังตำรวจด้วย ติดตามการสืบสวน สอบสวนของตำรวจแล้ว ผมคิดว่าตำรวจเป็นองค์กรที่ค่อนข้างจะต้องปฏิรูปจริง ๆ ครับ ท่านศึกษามา ท่านประธานกรรมาธิการเกริ่นนำว่าท่านกังวลเรื่องระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย การกระจุกตัวในส่วนกลาง ท่านลืมไปเรื่องหนึ่งครับ ระบบอุปถัมภ์ ระบบเส้นสาย พี่เลี้ยงน้อง น้องเลี้ยงพี่ผมไม่กังวล ระบบการซื้อขายตำแหน่ง ผมเป็นคนที่ถูกสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติแจ้งความดำเนินคดีว่าไปวิจารณ์ว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง คราวนี้รายงาน ฉบับนี้ถ้าไม่พูดถึงเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจแล้วผมคิดว่าท่านยังไม่เข้าใจตำรวจจริง ๆ ตำรวจจริง ๆ เขากังวลเรื่องนี้ครับ
ประการที่ ๒ เรื่องการซื้อขายตำแหน่งแล้วก็เรื่องการกระจายอำนาจของ ตำรวจที่ท่านประธานบอกไว้ว่ากระจุกตัว ถูกต้องครับ ท่านทราบหรือไม่ครับว่าองค์กร พนักงานสอบสวนของตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติถือกฎหมายทั้งหมดอยู่ในมือกี่ฉบับ ผมคิดว่าท่านก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่แน่ ๆ กฎหมายไทยทุกฉบับที่มีโทษทางอาญา จะมีตำรวจกำกับดูแล ผมจบกฎหมายนะครับ แต่ถามว่าผมรู้กฎหมายทุกฉบับหรือไม่ ไม่มีทางหรอกครับ แต่เราบังคับให้พนักงานสอบสวนของประเทศไทย หน่วยงานนี้ ต้องรู้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาทุกฉบับ และชีวิตพนักงานสอบสวนที่ท่านบอกว่าน่าสงสาร ผมไม่เห็นด้วยกับท่านครับ ตราบใดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีชื่อว่ากองบัญชาการ สอบสวนกลาง แต่ไม่ได้สอบสวนอะไรเลย รับผิดชอบกองปราบ รับผิดชอบงานต่าง ๆ ทั่วประเทศทุกเรื่อง ตำรวจรถไฟก็เลิกไปแล้ว ป่าไม้ก็เลิก ไม่รู้ครับ แต่ว่าตำรวจพิเศษทั้งหมด ทางหลวงก็ขึ้นสอบสวนกลาง แต่ใช้ชื่อสอบสวนกลาง ท่านเคยเห็นพนักงานสอบสวน ที่ต๊อกแต๊กอยู่ต่างจังหวัด เคยมาเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลางหรือไม่ครับ รายงาน อยู่ตรงไหนว่าจะสร้างเส้นสายชีวิตให้เขาดีขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น เรื่องสำคัญ ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดก็คือ ๖ ด้านที่ท่านเขียนมาทั้งหมด ตั้งแต่ด้านโครงสร้าง การแบ่งส่วนราชการ ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องกระจายอำนาจตำรวจครับ ผมเป็น สส. ในสภา ในยุคที่เริ่มกระจายอำนาจการปกครอง เริ่มสร้าง อบต. ขึ้นมา วันนั้นเรากระจายอำนาจ กระจายงานบางส่วนออกจากกระทรวงที่มากที่สุดคือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย โดนผ่ามากที่สุด สุดท้ายกระทรวงมหาดไทยที่เดิมกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรม ตำรวจก็แยกกรมตำรวจออกไป แยกอัยการออกไป แยกกรมโน้นกรมนี้ออกไป แยกท้องถิ่น ออกไป แยก อบต. แยก อบจ. ออกไปทั้งหมด วันนี้กลายเป็นหน่วยงานที่ใหญ่เทอะทะ แต่ไม่ได้กระจายเลย คือ งานสำนักตำรวจแห่งชาติ ผมคิดว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างงาน ผู้เชี่ยวชาญทุกระดับในรายงานท่านที่เขียนไว้ถึงพนักงานสอบสวน จำเป็นหรือไม่ครับ ที่งานบางอย่างต้องให้กรม กองเขามีหน่วยงานสอบสวนเอง กรมการศาสนาก็ควรจะ มีพนักงานสอบสวนกฎหมายศาสนา กรมสรรพากรก็ควรจะมีฝ่ายกฎหมายหรือเป็น พนักงานสอบสวนสรรพากร กรมศุลกากรก็ควรมี กรมป่าไม้ก็ควรมี ทุกกรมที่มีกฎหมาย และความรับผิดชอบในทางอาญาควรมีฝ่ายสอบสวนของตัวเอง แล้วหาไม่ยากครับ ถ้าท่านกล้ารับโอนงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนที่อยู่ อำเภอไหน จังหวัดไหน ประสงค์ที่จะไปเป็นพนักงานสอบสวน อยู่ในสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือกรมการศาสนา หรือกรมสรรพากร หรือกรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากร ผมคิดว่าคนเหล่านี้เขามีความสามารถไปศึกษากฎหมายเฉพาะและ ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนที่ดีได้และวันหนึ่งเขาอาจเติบโตเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ดูสิครับ ป.ป.ส. DSI ใครละครับ ล้วนมาจากพันตรี พันโท ซึ่งไล่ตัวเองออกมาจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ คราวนี้ถ้าจะปฏิรูปตำรวจจริง ๆ ท่านก็กล้าเปิดเส้นทางในการกระจาย อำนาจของตำรวจออกไป แล้วก็สร้างเส้นทางชีวิตของตำรวจที่ไปเติบโตในหน่วยงานอื่นได้ แต่ถ้าไม่ยอมกระจายอำนาจ รายงานฉบับนี้ผมคิดว่าในความรู้สึกผม เบาหวิว ยังไม่รู้ ว่าปฏิรูปตำรวจตรงไหน ทำได้แค่สวัสดิการตำรวจ จะเพิ่มโน่น เพิ่มนี่เข้าไป แต่หลักจริง ๆ อำนาจในโลกนี้มี ๒ อย่าง ใครกำลังเหนือกว่าก็อำนาจเหนือกว่า สมัยก่อนถ้าโต โตแบบ ท่านประธาน หรือท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่าจะมีอำนาจ เพราะท่านใหญ่ ท่านสู้ใครได้ แต่โลกปัจจุบันอำนาจมาจาก ๒ สิ่งครับ ๑. อำนาจจากปากกระบอกปืน ๒. อำนาจจากเงิน ในระบบทุนนิยมนี้เรากำลังสู้กับ ๒ อำนาจนี้ครับ เราออกกฎหมายทุกอย่างไปให้พนักงาน ตำรวจที่ถือปืน เราส่งอำนาจให้เขา ขณะเดียวกันเราก็ส่งอำนาจการสอบสวนไปไว้ที่เดียวกัน ผมเริ่มคิดต่อไป ฝากท่านกรรมาธิการอย่าเพิ่งปิดสมุดเล่มนี้ เรื่องที่ท่านทำดีมากครับ ปฏิรูปตำรวจและตำรวจทั้งประเทศเขารอเรียกร้องกันอยู่ ฉะนั้นผมอยากให้กำลังใจศึกษา ต่อไปอีกนิดครับ รายงานควรจะสมบูรณ์ถึงขั้นเป็นแผนแม่บทสำหรับการปฏิรูปสำนักงาน ตำรวจจริง ๆ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นรายงานที่อ่านกันไปเล่น ๆ แล้วผมถามจริง ๆ แค่ข้อเดียว ท่านกรรมาธิการเชื่อไหมครับว่าการซื้อขายตำแหน่งตำรวจไม่มีแล้ว ถ้าไม่มี ก็จบครับ ผมจบอภิปรายแค่นี้แหละครับ