เลิศศักดิ์ เสนอแก้กฎหมายท้องถิ่น ลดอายุผู้สมัครเหลือ ๓๐ ปี ยกเลิกวาระ ๒ สมัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๘

เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล อภิปรายหลักการร่างกฎหมายท้องถิ่นโดยเสนอให้แก้ไขคุณสมบัติผู้สมัครจาก ๓๕ ปีเหลือ ๒๕ ปี ยกเลิกวาระ ๒ สมัย และแก้ปัญหาการลาออกก่อนครบวาระ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนยุคใหม่ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เสนอแนะการปรับลดอายุขั้นต่ำของผู้สมัครนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจาก ๓๕ ปีเป็น ๓๐ ปี โดยเน้นย้ำว่าผู้นำต้องมีความพร้อมด้านประสบการณ์ วุฒิภาวะ และวุฒิการศึกษา เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างผิดวัตถุประสงค์ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล อภิปรายประเด็นการจำกัดวาระดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น โดยชี้ว่าการกำหนดให้ดำรงได้ ๒ สมัยอาจขัดแย้งกับหลักการการพัฒนาต่อเนื่องและกีดกันคนรุ่นใหม่ จึงเสนอแนะให้แก้ไขเป็น ๓ วาระแทนเพื่อสร้างสมดุล

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนาชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายให้เหตุผล ต่อร่างพระราชบัญญัติเทศบาล อบต. อบจ. และร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีหลักการแล้วก็เหตุผลที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานดังนี้ ผมได้อ่านแล้วก็สรุปในหลักการร่างต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอต่อสภา ซึ่งผมเห็นว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกพวกเรากำลังจะพิจารณา กฎหมายที่สำคัญที่สุดกฎหมายหนึ่งที่เกี่ยวข้องแล้วก็มีความผูกพันใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน แล้วกำลังจะวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเป็นการ Guideline ให้สังคมไทย เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ให้มองถึงบริบทของสังคมไทย แล้วก็ระดับเรื่องของ การศึกษา เรื่องขององค์ประกอบอื่น ๆ อย่ามองในส่วนของแต่ละประเทศ ในต่างประเทศที่เขา มีบริบทของสังคมที่แตกต่างจากเรา ผมสรุปหลักการที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนออยู่หลัก ๆ ๓ เรื่อง

ประการแรก ต้องการที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลง ไปตามยุคตามสมัย ก็คืออยากให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาท้องถิ่น พูดง่าย ๆ ก็คือการขอแก้คุณสมบัติของผู้ที่จะมาสมัครเป็นผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือนายก อบจ. เทศบาล อบต. จาก ๓๕ ปี เหลือ ๒๕ ปี หรือบรรลุนิติภาวะตามร่างที่คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ขออภัยที่เอ่ยนามเพิ่งเสนอยื่นเข้ามา

ประการที่ ๒ ต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ในการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นโดยไม่จำกัดวาระของการดำรงตำแหน่ง ต้องการให้ผู้บริหาร ท้องถิ่นได้มีการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นมีความต่อเนื่อง ก็คือเลิกวาระ ที่กำหนดไว้ ๒ สมัยแล้วต้องหยุด

และประการที่ ๓ ที่เพิ่งยื่นญัตติเข้ามาเมื่อสักครู่นี้เองที่ผมได้อ่านก็คือ การแก้ปัญหาการลาออกของนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนครบวาระ ๔ ปี เพื่อชิง ความได้เปรียบทางการเมือง ๓ เรื่องหลัก ๆ ผมมีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับหลักการ แล้วก็ ยังเห็นว่าในหลักการที่นำเสนอมามีความแตกต่างและขัดแย้งกันในตัว

ประการแรก เรื่องของการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สมัครเป็นนายกผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จาก ๓๕ ปี ลดลงมา ผมเห็นด้วยควรต้องลดลงตามยุคตามสมัย แต่การจะกำหนดว่าอายุเท่าไรมีความเหมาะสมที่สุด ผมอยากให้ดูอย่างนี้ว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งถือว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ในพื้นที่นั้น ๆ แต่ละแห่งก็จะมีเทศบาล มี อบต. ของตัวเอง แต่ละ อบต. เทศบาล อบจ. เป็นองค์กรขนาดใหญ่ในพื้นที่นั้น มีพนักงาน จำนวนมาก มีงบประมาณหมุนเวียน ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท จนถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ การจะกำหนดให้มีผู้นำขององค์กรมาบริหารเงินระดับ ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท มาบริหารคนระดับ ๑๐๐ คน ๒๐๐ คน ๕๐๐ คน ๑,๐๐๐ คน ควรต้องมีความพร้อมพอสมควร ประสบการณ์การทำงาน วุฒิภาวะทางอารมณ์ ก็ควรจะต้อง นำมาพิจารณา ผมเห็นว่าอายุระดับ ๓๐ ปี ก็มีความเหมาะสม ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยกว่านั้น จะ ๒๕ ปี หรือบรรลุนิติภาวะอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น อยากเป็นผู้บริหาร มาเป็นระดับรองนายก ที่ปรึกษา เลขานุการก่อนก็ย่อมที่จะทำได้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้ทักษะการบริหารจัดการท้องถิ่น เข้าใจกฎหมายท้องถิ่น เข้าใจพนักงานท้องถิ่น หลังจากนั้นอายุถึงเกณฑ์ที่เหมาะสมก็สมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งนายก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ย่อมที่จะทำได้ แต่การที่จะให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะยังไม่เคย ผ่านประสบการณ์ ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอแล้วสมัครรับเลือกตั้งท่านอาจจะได้บุคคลที่เรียกว่า อายุน้อยร้อยล้าน อาจจะได้บุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องการพนันออนไลน์ มีเงิน มีทองแล้วใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ในการดำรงตำแหน่งก็ย่อมที่จะทำได้ แล้วจะเกิดประโยชน์หรือ เพราะฉะนั้นการวางรากฐานของคุณสมบัติของผู้ที่จะมาสมัครเป็น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะตำแหน่งนายกคือผู้นำองค์กร ควรต้อง กำหนดอายุที่เหมาะสม ส่วนในตำแหน่งฝ่ายบริหารอื่น รองนายก เลขานุการ ที่ปรึกษา ซึ่งกฎหมายมีกำหนดไว้ให้แล้วสามารถที่จะใช้บุคคลที่มีอายุบรรลุนิติภาวะแล้ว ๒๕ ปีก็ได้ สามารถมาเป็นได้ฝึกก่อนครับ

ประการต่อมา เรื่องของการจำกัดวาระของการดำรงตำแหน่ง จากเดิมกำหนด ไว้ ๒ สมัย สมัยละ ๔ ปี หลังจากนั้นต้องหยุด มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีการแก้จาก ๒ สมัย แล้วก็ไม่จำกัดวาระ พอมายุคของ คสช. ก็มาเปลี่ยนให้มี การจำกัดวาระเป็น ๒ สมัย วันนี้ท้องถิ่นหลายแห่งกำลังจะครบวาระ ๒ สมัย การออกกฎหมาย ฉบับนี้มันกำลังจะเป็น Conflict of Interest มันจะเอื้อ ผมกำลังคิดอย่างนี้ หลักการ มันขัดแย้งกันในตัว หลายท่านเสนอให้คนรุ่นใหม่เขามีโอกาสเข้ามาบริหารท้องถิ่น มันขัดแย้ง กับสิ่งที่เรากำลังจะแก้ เรากำลังบอกว่าให้ท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น มีการพัฒนาท้องถิ่นได้ ต่อเนื่องดำรงตำแหน่งต่อไปไม่ต้องจำกัด ๘๐-๙๐ ปี ก็เป็นนายกต่อเนื่องไปได้ เป็นมา ๔๐-๕๐ ปีก็เป็นไปเลย นั่นหมายความว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งมีทรัพยากรอยู่ในมือสามารถ วางรากฐานให้ตัวเองดำรงตำแหน่งต่อได้ กีดกันเอาเปรียบคนรุ่นใหม่ที่เขาจะเข้ามาสู่ ตำแหน่ง เข้ามาแข่งขัน นั่นหมายความว่ามันเกิดความขัดแย้งกันในหลักการของผู้เสนอ แก้ไขกฎหมาย ผมเห็นว่าอย่างนี้ ถ้าเราอยากจะให้การบริหารท้องถิ่นมีความต่อเนื่อง ๒ สมัย สมัยแรกเข้าไป ก็ต้องไปแก้ไขปัญหาสิ่งที่เป็นปัญหาสะสมมาก่อนหน้านี้ แก้ปัญหาเรื่องบุคคล วางพื้นฐาน องค์กรใหม่ พออีก ๔ ปี เริ่มพัฒนาได้ก็จะครบวาระแล้วมันจำเป็นต้องหยุด ถ้าอยากให้ มันต่อเนื่องผมเห็นอย่างนี้ อย่าไปกำหนดว่าไม่จำกัดเลย ถ้าให้มันพอดีก็วางไว้เลยว่า ๓ วาระ วาระละ ๔ ปี เป็น ๑๒ ปี ผมเห็นว่าเหมาะสม ท่านอย่าไปกำหนดแบบว่าไม่จำกัดวาระ มันจะเป็นจนวางรากฐานให้ตัวเองเป็นต่อไปเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดหรอกแบบนั้น ดังนั้น ผมเห็นว่ากำหนดให้มันเป็น ๓ วาระ ตอบโจทย์หลักการที่ท่านเสนอขอแก้ไขกฎหมาย พอดี เหมาะสม ดังนั้นผมก็ขอนำเสนอเหตุผลที่จะอภิปรายไปแล้วต่อท่านประธาน ๒-๓ ข้อ ดังที่กล่าวไปแล้ว ก็ขอให้ท่านกรรมาธิการที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาได้พิจารณา อย่างเหมาะสม ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อประโยชน์กับการเมืองท้องถิ่นในอนาคตข้างหน้า กราบขอบพระคุณครับ