สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๘

ชลธานี เชื้อน้อย หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล และสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล โดยเสนอให้ลดอายุของผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้มีความหลากหลายและความพร้อมในการนำเสนอตนเองให้กับประชาชน และให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ตรวจสอบการทำงานของผู้บริหาร

นายชลธานี เชื้อน้อย ลำปาง

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชลธานี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคประชาชน ขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ เทศบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ มีความเกี่ยวข้องกันในประเด็นที่แก้ไข ก็คืออายุ แล้วก็วาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร อปท. เหล่านี้ ซึ่งร่างทุกฉบับมีความเห็น สอดคล้องในการลดอายุผู้สมัครลง ซึ่งตัวผมเองก็เห็นด้วย แต่จะกำหนดที่เท่าไรถึงจะ เหมาะสม ซึ่งร่างของท่านอนุทินที่เป็นผู้เสนอก็กำหนดไว้ที่ ๒๕ ปี ร่างของท่านพริษฐ์ ก็กำหนดไว้ที่บรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งก็มีเหตุผลที่เป็น ตามหลักสากลและพอจะเป็นหลักคิดได้ก็ต้องไปถกกันในชั้นกรรมาธิการ การกำหนด คุณสมบัติที่ลดอายุลงจะทำให้เกิดความหลากหลายและเกิดการคืนถิ่น ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ มาเป็นพรรคก้าวไกลจนถึงพรรคประชาชน เรามักจะพูดในกลุ่มผู้สนับสนุนเสมอว่า การเปลี่ยนแปลง การพัฒนาประเทศ เริ่มที่ท้องถิ่นบ้านเรา เพราะฉะนั้นการเติมบุคลากร คุณภาพให้ท้องถิ่นจึงเป็นหลักคิดให้ พ.ร.บ. นี้ ประชาชนหลายท่านอาจจะตั้งแง่ว่า พวกนักการเมืองก็มองแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง พ่อเป็นนายก อบจ. แม่เป็น สส. ลูกเป็นนายกเทศบาล จะมองในแง่ลบทางเดียวก็ไม่ได้ครับท่านประธาน ปัจจุบัน การกำหนดอายุไว้ที่ ๓๕ ปี สำหรับผู้บริหารก็อาจจะคำนวณจากการที่ว่าเราต้องจบ ปริญญาตรี ช่วงอายุ ๒๒-๒๓ ปี ทำงานเก็บประสบการณ์สัก ๑๐ กว่าปี แต่อย่างน้อย ผู้บริหารก็ถูกล็อกด้วยคุณสมบัติการจบปริญญาตรี ซึ่ง ๒๐ ปี เป็นไปได้น้อยมากหากจะคิด ตามหลักบรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากจะเก็บหน่วยกิต ตอนเรียน ม. ปลาย การกำหนด ๓๕ ปี ก็ไม่ได้มีหลักคิดอะไรรับรองไว้ ทุกอย่างท่านประธาน เหมือนเหรียญ ๒ ด้าน ข้อดีของการกำหนดอายุที่ต่ำลงคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ขยายตัวกว้างขึ้น ย้อนกลับไปตัวผมที่มาทำการเมืองก็เพราะอยากจะเห็นบ้านเกิด เห็นจังหวัดลำปางของผมพัฒนาขึ้นตามที่คาดหวัง หลายคนเลือกที่จะเรียนรัฐศาสตร์ เรียนนิติศาสตร์ หรือเรียนการเมืองท้องถิ่นก็เพื่อเหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่หรือครับ เราในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติอย่าพยายามไปขีดกรอบความคิดให้ประชาชน แต่ต้องให้อิสระประชาชน ในการตัดสินใจ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ได้บังคับใช้แค่ ๓ ปี ๕ ปี แต่เราผ่าน พ.ร.บ. นี้ เพื่ออนาคต อายุที่ลดลงจะลดการกีดกัน เพิ่มความหลากหลาย เปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่มาทำการเมือง และสุดท้ายการได้รับเลือกตั้งหรือการดำรงตำแหน่งก็ได้มาจากความหวัง ความศรัทธา ของประชาชนนะครับ

ประเด็นที่ ๒ วาระการดำรงตำแหน่ง การกำหนด ๒ วาระ ๆ ละ ๔ ปี ถ้าไม่ครบ ๔ ปี ก็นับเป็น ๑ วาระ แล้วจะกลับมาลงรับสมัครใหม่ก็เมื่อพ้นวาระไปแล้ว ๔ ปี ผมก็ยังคงหาหลักคิดจากการกำหนดแบบนี้ว่าอ้างอิงจากหลักคิดอะไร ประเด็นนี้ก็เป็น ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่ หากผู้บริหารเหล่านั้น ต้องการจะสืบทอดอำนาจจริง ๆ ในช่วงที่เว้นวรรคเขาก็ส่ง Nominee ลงอยู่ดี สู้ให้ตัวจริง ลงสนามวัดกันไปเลยว่าการทำงานของใครจะเป็นที่ถูกใจของประชาชน การเปิดโอกาสให้คน หน้าใหม่เข้ามาทำการเมืองก็ต้องแข่งขันกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผมยังคงยืนยันว่าวันที่ ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งอำนาจอยู่ในมือของประชาชน เรากำหนดการพัฒนาท้องถิ่นได้ ด้วยมือเรา การเมืองท้องถิ่นเองก็มีพลวัตของมันเหมือนการเมืองระดับประเทศ ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ตรวจสอบการทำงาน หากไม่ทำตามนโยบายการได้รับเลือกกลับมา น้อยมาก เราอย่าเอาส่วนน้อยที่เสียมาตัดสินส่วนใหญ่ หากผู้บริหาร อปท. นั้น ๆ สามารถ ทำได้ดีก็ควรให้โอกาสเขากลับมาลงสมัครให้ประชาชนเลือกไปบริหาร อปท. นั้น ๆ ต่อ หากประชาชนยังวางใจ แต่หากจะกำหนดวาระจริง ๆ ก็อาจจะอ้างอิงจากการดำรงตำแหน่ง ของนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๘ ปี ซึ่งหลักคิดเหล่านี้ก็ต้องไปถกเถียงกันในชั้น กรรมาธิการ จึงเป็นเหตุผลที่ผมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ทุกฉบับที่เสนอเข้ามา และอยากให้ เพื่อนสมาชิกรับหลักการ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ไปถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการ ขอบคุณครับ ท่านประธาน