พริษฐ์ วัชรสินธุ นำเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้งท้องถิ่น 4 ฉบับ เพื่อแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสและขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยชี้ว่าประชาชนมีส่วนร่วมต่ำและการแข่งขันผู้สมัครน้อย พร้อมนำเสนอข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างกฎหมายเพื่อเปิดทางให้การเลือกตั้งท้องถิ่นจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง ๓ ระดับ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ประหยัดงบประมาณ และอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการสิทธิเลือกตั้ง พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายเรื่องประโยชน์ของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่พร้อมกัน เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เสมอภาค และชี้ให้เห็นปัญหาการลาออกของนายก อบจ. ก่อนครบวาระซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่พร้อมกัน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอแก้ไขกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อปรับวาระผู้บริหารให้ยืดหยุ่นเมื่อเกิดเหตุพ้นตำแหน่งก่อนครบกำหนด และเสนอแนวทางออกแบบกลไกการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นเข้าสู่วาระเดียวกัน พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอหลักการลดอายุขั้นต่ำผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นเหลือเท่ากับการใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเพิ่มความหลากหลายและโอกาสในการบริหารงาน โดยชี้ว่ากฎหมายปัจจุบันกำหนดอายุผู้บริหารท้องถิ่นไว้ที่ ๓๕ ปี ซึ่งสูงกว่าหลักสากลส่วนใหญ่ และยืนยันว่าการปรับลดดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่การบังคับให้ต้องเลือกผู้สมัครอายุน้อย พริษฐ์ วัชรสินธุ วิพากษ์วิจารณ์หลักการที่ ๓ ในร่างกฎหมายของพรรคประชาชนเกี่ยวกับการทบทวนเพดานวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น โดยชี้ว่าแม้เจตนาดีแต่อาจไม่สามารถป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจได้จริง และเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาออกแบบกลไกใหม่หรือปลดล็อกเพดานดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่แท้จริง พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอหลักการแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อเพิ่มความชัดเจนและสัดส่วนของข้อห้าม โดยปรับเรื่องการถือหุ้นสื่อ เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบประวัติการออกเสียงลงคะแนน และขอสนับสนุนรับหลักการทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกัน พร้อมเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนนำเสนอต่อสภาในวาระถัดไป
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ขออนุญาตนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ ทั้งหมด ๔ ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติ อบจ. อบต. เทศบาล แล้วก็ พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองที่ใกล้เคียงกัน ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีบทบาทที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำประปา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการจัดเก็บขยะก็ล้วนขึ้นอยู่กับนโยบาย แล้วก็การจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่น ปัจจุบันกลไกที่สำคัญที่สุดที่ประชาชนสามารถใช้ได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด นโยบายท้องถิ่นก็คือผ่านคูหาเลือกตั้งในการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่า กฎหมายและกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนได้มากเท่าที่ควร เราจะเห็นว่าประชาชนนั้น ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งท้องถิ่นในอัตราหรือสัดส่วนที่ต่ำกว่าการเลือกตั้งระดับชาติ เราจะเห็นว่าการแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครในการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นก็ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร และในการบริหารจัดการก็ยังมีหลายส่วนที่ยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องของความโปร่งใสและ เรื่องของประสิทธิภาพ ทางผมแล้วก็คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ซึ่งมีตัวแทนจาก ทุกพรรคก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อประเด็นดังกล่าว เราได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ปัญหาดังกล่าวแล้วก็จัดทำออกมาเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่ใน เล่มฉบับนี้ ซึ่งค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภามาประมาณ ๓-๔ เดือนแล้ว วันนี้ ทางผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนก็เลยหยิบเอาหลายข้อเสนอจากรายงาน ดังกล่าวมาแปลงเป็นร่างกฎหมาย เดี๋ยวให้สไลด์ขึ้นได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
จะแปลงออกมาเป็นร่างกฎหมาย แบ่งออกเป็น ๕ หมวดหมู่ รวมกันเป็น ๑๐ ร่าง แต่ว่าวันนี้เราจะมีการพิจารณากันแค่ ๔ ร่าง ที่ Highlight เป็นสีเขียวเท่านั้น อีก ๖ ร่าง อยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความเห็นจาก พี่น้องประชาชนโดยบนเว็บไซต์ของสภา ใน ๔ ร่างที่พิจารณาในวันนี้ที่เสนอโดยผม แล้วก็ เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนจะมีอยู่ ๔ เรื่องหลักด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ คือเป็นการแก้ไขเพื่อเปิดทางให้การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นสามารถ จัดขึ้นพร้อมกันได้ ซึ่งประเด็นนี้ความจริงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เป็น ประเด็นที่อาจจะมีความแตกต่างจากร่างอื่นที่ถูกนำเสนอมาก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย คำว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันนั้นความจริงแล้วในเชิงนิยามมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน
ระดับที่ ๑ คือการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันระหว่างแต่ละฝ่าย พูดง่าย ๆ คือ นายก อบจ. ของจังหวัดหนึ่งเลือกพร้อมกับ สจ. ของจังหวัดนั้น
ระดับที่ ๒ คือการเลือกตั้งพร้อมกันระหว่างแต่ละพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ อบจ. ในจังหวัด ก จะเลือกพร้อมกันกับ อบจ. ในจังหวัด ข
ส่วนระดับที่ ๓ คือการเลือกตั้งพร้อมกันระหว่างแต่ละประเภท อย่างเช่น อบจ. เทศบาล และ อบต. เป็นต้น เราจะออกแบบให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันในทั้ง ๓ ระดับเลย หรือระดับใด อันนี้เป็นเรื่องที่สภาและกรรมาธิการต้องพิจารณากันต่อไป แต่ผมเห็นว่า การพยายามจะทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดพร้อมกันมากขึ้นจะเป็นประโยชน์ในหลายประการ ด้วยกัน
ประการที่ ๑ จะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการออกมาใช้สิทธิ เลือกตั้ง เพราะออกมาเลือกตั้งในวันเดียวแต่สามารถเลือกได้หลายส่วน
ประการที่ ๒ จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการประหยัดงบประมาณที่ท้องถิ่น ต้องนำมาใช้ในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ท้องถิ่นนั้นมีงบประมาณเหลือมากขึ้นในการจัดทำ บริการสาธารณะในพื้นที่
ประการที่ ๓ จะเป็นประโยชน์ในมิติของการทำให้การบริหารจัดการหลาย ๆ เรื่องนั้นง่ายขึ้น อย่างเช่น การอำนวยความสะดวกเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือ การเลือกตั้งนอกเขต หรือการเลือกตั้งตามที่อยู่อาศัยจริง ซึ่งปัจจุบันนั้นยังไม่ได้เป็นสิทธิ ที่ประชาชนนั้นมีในการเลือกตั้งท้องถิ่น
และประการที่ ๔ ก็จะเป็นประโยชน์ในมิติของการส่งเสริมการแข่งขัน ที่เข้มข้นและเสมอภาค เพราะจะทำให้ผู้สมัครทุกคนนั้นสามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่าง ทัดเทียมกันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร แทนที่จะไปเปิดช่องให้นายกที่อยู่ในตำแหน่งนั้น สามารถใช้อำนาจในการลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ เพื่อช่วงชิงจังหวะได้เปรียบ ทางการเมืองที่ผู้สมัครคนอื่นนั้นอาจจะยังไม่ได้เตรียมความพร้อม ดังนั้นถ้าเรามองถึง ประโยชน์ตรงนี้คำถามที่ตามมาคือเราจะแก้ไขกฎหมายกันอย่างไร เพื่อทำให้การเลือกตั้ง ท้องถิ่นนั้นสามารถจัดพร้อมกันได้มากขึ้น ก็ต้องเริ่มต้นแบบนี้ก่อนนะครับท่านประธานว่า อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นอาจจะยังเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน คือการที่ ผู้บริหารนั้นพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการที่นายกท้องถิ่นนั้น ลาออกก่อนครบวาระเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น บ่อยมากท่านประธาน ถ้าเราไปดูสถิติรอบล่าสุด ถ้าเราเอาเฉพาะนายก อบจ. ที่มีการเลือก ใน ๗๖ จังหวัดพร้อมกัน ในปี ๒๕๖๓ เราจะค้นพบว่าผ่านไปแค่วาระเดียว มี ๒๗ คน หรือว่า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ที่ลาออกก่อนครบวาระ มี ๒ คน หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ที่หลุดจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเพราะคำสั่งศาล หรือว่าคำสั่ง กกต. และมีเพียงแค่ ๔๗ คน หรือคิดเป็น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ครบวาระ ๔ ปี พอมีนายกลาออกก่อนครบวาระมันจะทำให้การเลือกตั้ง ท้องถิ่นไม่พร้อมกันได้อย่างไร ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมุติเรามีการเลือกตั้งนายก อบจ. และ สจ. พร้อมกันในปี ๒๕๗๐ นั่นหมายความถ้าอยู่กันครบวาระก็จะมีการเลือกตั้ง นายก อบจ. และ สจ. อีกรอบหนึ่ง ในปี ๒๕๗๔ แต่สมมุติมีนายก อบจ. คนหนึ่ง ในจังหวัด ก เกิดผ่านไป ๒ ปีแล้วตัดสินใจลาออกก่อนครบวาระ ในปี ๒๕๗๒ นั่นหมายความว่า ตามกฎหมายปัจจุบันก็ต้องมีการเลือกตั้ง นายก อบจ. ใหม่ ในจังหวัดดังกล่าวทันที ในปี ๒๕๗๒ และหากคนใหม่อยู่ครบวาระก็จะอยู่ถึงปี ๒๕๗๖ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง นายก อบจ. ในจังหวัด ก ก็เลยจะเหลื่อมกันเป็นปี ๒๕๗๒ กับปี ๒๕๗๖ ซึ่งจะไม่ตรงกับ การเลือกตั้ง สจ. ในจังหวัด ก ที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๗๔ และไม่ตรงกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ในจังหวัดอื่น ๆ ที่จะเลือกตั้งในปี ๒๕๗๔ เช่นกัน อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากเรา ต้องการที่จะทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันเราก็จำเป็นต้องแก้กฎหมาย เพื่อป้องกันให้เกิดการลาออกก่อนครบวาระให้ได้น้อยที่สุด รวมถึงวางกลไกรองรับให้การ เลือกตั้งท้องถิ่นนั้นสามารถเกิดพร้อมกันได้ แม้ในกรณีที่ผู้บริหารนั้นพ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระ จะทำอย่างไรก็มี ๒ ประการด้วยกันครับท่านประธาน
ประการแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ คือการแก้กฎหมาย อบจ. อบต. เทศบาล หรือกฎหมายจัดตั้ง อปท. ก็ทำให้วาระ นายกท้องถิ่นนั้นไม่จำเป็นต้องนับ ๔ ปีใหม่ในทุกกรณี โดยเฉพาะในกรณีที่มีการพ้นจาก ตำแหน่งก่อนครบวาระ ยกตัวอย่างเช่น หากสมมุตินายก อบจ. คนหนึ่ง ถูกรับเลือกตั้งเข้ามา มีวาระ ๔ ปี ผ่านไป ๑ ปี เกิดเสียชีวิตขึ้นมาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เราอาจจะอยาก กำหนดว่าให้นายกคนใหม่ที่เข้ามานั้นไม่ได้นับวาระใหม่ ๔ ปี แต่อยู่เพียงแค่ ๓ ปีที่เหลือ เพื่อให้ไปจบพร้อมกับที่ตอนแรกวางแผนไว้ แต่ถ้าเราต้องการจะออกแบบกลไกแบบนี้ กฎหมายปัจจุบันไม่เปิดให้ทำสิ่งดังกล่าวได้ เพราะถ้าเกิดว่ากฎหมายปัจจุบันไปเขียน ล็อกเอาไว้ว่าวาระผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องเป็น ๔ ปีในทุกกรณี ก็ไม่สามารถทำให้เกิด การออกแบบที่ผมอธิบายไปได้ ดังนั้นในร่าง พ.ร.บ. อบจ. อบต. เทศบาล ที่อยู่หน้าเพื่อน สมาชิกทุกคนในวันนี้จะเห็นว่าผมมีการแก้ไขเล็กน้อย ให้เขียนว่าวาระของผู้บริหารท้องถิ่นนั้น ให้เป็น ๔ ปี เว้นแต่เหตุอื่นใดที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่พอไปเปิด ประตูผ่านการแก้กฎหมาย อปท. แล้ว สิ่งที่ ๒ ที่ตามมาซึ่งไม่ได้อยู่ในร่างวันนี้ อยู่ในร่าง ที่กำลังรับฟังความเห็นอยู่อีก ๑ เดือนน่าจะกลับเข้ามา ก็เป็นการถกเถียงกันว่าแล้วเราจะ ออกแบบกลไกอย่างไร หากสมมุตินายกพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระจะวางกลไกอย่างไร ที่ยังคงมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แต่ว่าทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นยังคงเกิดพร้อมกันได้ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ แค่ ๒ ตัวอย่าง ตัวอย่างที่ ๑ ที่สามารถทำได้ซึ่งอยู่ในร่างที่รับฟัง ความเห็นอยู่คือ การกำหนดให้นายกท้องถิ่นนั้นตอนที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งต้องมีการเสนอ ชื่อนายกสำรองในบัญชีไว้เลย เพื่อที่ว่าสมมุติได้รับการเลือกตั้งเข้าไปแล้วสมมุติเกิดอุบัติเหตุ ที่ทำให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระก็จะมีนายกสำรองขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ในวาระที่เหลือ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งอาจจะเป็นตัวอย่างที่ยกมาจากต่างประเทศเกี่ยวกับ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีลอนดอน แล้วก็สมัชชาลอนดอนคล้าย ๆ กับผู้บริหาร แล้วสมาชิก สภาลอนดอน ก็มีการกำหนดไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันแล้ววาระ ๔ ปี แต่หากสมมุติ นายกเทศมนตรีดันหลุดออกจากวาระก่อนก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ หากวาระที่เหลืออยู่ มีมากกว่า ๖ เดือน เพียงแต่ว่านายกเทศมนตรีคนใหม่ที่เข้ามาจะไม่ได้นับวาระใหม่ ๔ ปีเต็ม แต่ดำรงตำแหน่งเฉพาะในวาระที่เหลือเท่านั้น เพื่อให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกับสมาชิก สภาลอนดอนนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันได้ทุก ๆ ๔ ปี อันนี้ก็คือประการที่ ๑ ที่มีการแก้ไข
หลักการที่ ๒ ที่มีการแก้ไขในร่างที่ผมนำเสนอในวันนี้ คือการปรับลดอายุ ขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น เหตุผลก็ตรงไปตรงมาสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิก หลายคน คือการพยายามจะเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน ที่เข้มข้น แม้ผมเข้าใจดีว่าบ้านเมืองเรานั้นต้องถูกขับเคลื่อนโดยคนทุกรุ่นและผมก็เข้าใจ เช่นกันว่าการที่เรามีคนอายุน้อยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันได้เสมอไปว่าเขาจะมีแนวคิด ที่ทันสมัยกว่าคนที่อายุมาก แต่ในเมื่อโลกของเรามันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนแต่ละรุ่นก็อาจจะเติบโตมาด้วยประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีความคุ้นเคย มีความเชี่ยวชาญในประเด็นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่เราเปิดให้มีผู้สมัคร ในการมาลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นจากหลากหลายรุ่นก็จะทำให้เรามีโอกาสได้เอาแนวคิด ของคนหลายรุ่นนั้นมารวมกัน แล้วก็ผลักดันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน ในแต่ละพื้นที่ ถามว่าแล้วจะแก้อย่างไร ปัจจุบันกฎหมายนั้นมีการกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับ ผู้บริหารแล้วก็สมาชิกสภาท้องถิ่นไม่เท่ากัน สำหรับสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นอยู่ที่ ๒๕ ปี เหมือนกับ สส. แต่สำหรับผู้บริหารท้องถิ่นนั้นวางไว้ที่ ๓๕ ปีเท่ากับรัฐมนตรี หลายร่าง ที่เสนอในวันนี้ผมว่าเห็นตรงกันในเชิงทิศทางว่าควรจะมีการปรับลดลงมา โดยเฉพาะ ในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมาต้องไปถกกันต่อ คือจะลดลงมาเหลือเท่าไร ก็ต้องยอมรับว่าในประเด็นนี้ทางผมและเพื่อนสมาชิกในพรรคก็มี ความเห็นที่แตกต่างเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปขีดเส้นว่าอายุขั้นต่ำควรจะวางไว้ที่กี่ปี แต่ถ้าเราไปดูหลักสากลซึ่งผมใช้ในการพยายามมายกร่างที่นำเสนอต่อท่านประธานในวันนี้ หลักสากลของหลายประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกเขาวางกฎไว้เรียบง่าย คือว่าถ้าคุณมีอายุ มากพอที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือมีอายุมากพอที่จะโหวตได้ก็ถือว่าคุณมีอายุมากพอที่จะมี สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ถ้าเราไปดูอายุขั้นต่ำในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นในต่างประเทศ สหราชอาณาจักรวางไว้ ๑๘ ปี ออสเตรเลีย ๑๘ ปี เกาหลีใต้ ๑๘ ปี มีญี่ปุ่นที่วางไว้ที่ ๒๕ ปี ฉะนั้นการลดอายุขั้นต่ำในการรับสมัครเลือกตั้งให้เท่ากับอายุที่บรรลุนิติภาวะตามที่กำหนด ในร่างของพรรคประชาชนก็ไม่ถึงขั้นจะไปขัดกับหลักสากลที่หลายประเทศเขาทำกัน แต่มาถึงตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าหลายคนมีความกังวลจริง ๆ ว่าถ้าเราลดอายุขั้นต่ำลงมาเท่ากับ อายุบรรลุนิติภาวะแล้วคนอายุ ๒๐ ปี ๒๑ ปีนั้น จะมีประสบการณ์ทำงานมากเพียงพอ ที่จะสามารถบริหารท้องถิ่นได้ดีหรือไม่ ผมเคารพข้อกังวลนี้ แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อกำหนดนี้เลย ผมเพียงแต่ต้องการจะย้ำว่าแม้เราลดอายุขั้นต่ำในการลงสมัครรับเลือกตั้งลงมา แต่ร่างกฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าเราจะต้องมีคนอายุน้อยไปบริหารท้องถิ่น ท้ายสุดแล้วถ้าประชาชนคนไทย มีความกังวลว่าคนอายุน้อยนั้นอาจจะไม่สามารถบริหารท้องถิ่นได้ดีเท่าที่ควรก็ไม่ต้องเลือกเขา แล้วถ้าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศหรือส่วนใหญ่ในพื้นที่คิดแบบนั้นคนนั้นก็จะไม่ได้เข้ามา บริหารท้องถิ่นอยู่ดี ดังนั้นโดยสรุปการลดอายุขั้นต่ำไม่ได้จะทำให้คนที่อายุน้อยที่ประชาชน ไม่ไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่ได้ แต่การลดอายุขั้นต่ำนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนอายุน้อย ที่มีศักยภาพและที่ประชาชนนั้นให้ความไว้วางใจผ่านคูหาเลือกตั้ง
หลักการที่ ๓ ที่อยู่ในร่างของพรรคประชาชนในวันนี้คือการทบทวนเรื่องของ เพดานวาระการดำรงตำแหน่ง กฎหมายปัจจุบันเหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้ กำหนดไว้ว่า ให้ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน ๒ วาระ โดยเมื่อ ดำรงตำแหน่งครบ ๒ วาระแล้วก็ต้องไปเว้นวรรค ๔ ปีก่อนจะมีโอกาสกลับมาลงสมัคร รับเลือกตั้งได้อีกรอบหนึ่ง ความจริงประเด็นนี้ก็มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายภายใน พรรคเช่นกัน แล้วถ้าไปดูหลักสากลก็จะเห็นว่าหลายประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ก็วางแนวทางที่ไม่ค่อยจะเหมือนกัน บางประเทศในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นก็ไม่ได้กำหนด เพดานวาระเลย อย่างเช่น สหราชอาณาจักร แล้วก็ญี่ปุ่น แต่ก็จะมีบางต่างประเทศ ที่ก็มีการกำหนดเพดานวาระเอาไว้ อย่างเช่น ที่เกาหลีใต้ แล้วก็สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในมุมมองของผมเอง ผมคิดว่ากติกาที่วางไว้ตอนนี้มันก็มีเจตนาที่ดีในการส่งเสริมการแข่งขัน โดยการพยายามจะป้องกันการผูกขาดทางอำนาจไว้กับผู้บริหารคนใดคนหนึ่งมากเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าแม้มีเจตนาที่ดีแต่กติกาปัจจุบันก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาดังกล่าวได้จริง เพราะแม้เราไปกำหนดว่าคนที่ดำรงตำแหน่งครบ ๒ วาระจะต้องเว้นวรรค ๔ ปีก็จริง แต่แม้ต้องเว้นวรรค ๔ ปี สิ่งที่เราเดาไว้ได้เลยว่าผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลในพื้นที่ก็จะทำ เพื่อหลีกเลี่ยงกติกาดังกล่าวก็คือส่งคนในครอบครัวหรือในเครือข่ายตนเองมาลงสมัครแทน ในช่วง ๔ ปีที่ต้องเว้นวรรค มันก็จะกลายเป็นสมการที่ว่ามีคนจริงอยู่ ๔ ปี คนจริงอีก ๔ ปี มี Nominee อีก ๔ ปี แล้วก็กลับไปเป็นคนจริงอีก ๔ ปี ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่าเขียนแบบนี้ ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ ดังนั้นผมคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ถูกตั้งขึ้นมา หากร่างฉบับดังกล่าวผ่านวาระที่หนึ่งก็ต้องไปหารือกันว่าตกลงยังต้องการใช้กลไกนี้ เกี่ยวกับเพดานวาระเพื่อพยายามจะส่งเสริมการแข่งขันและป้องกันการผูกขาดหรือไม่ หากคณะกรรมาธิการมองว่ายังต้องการใช้อยู่ ผมคิดว่าก็ต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดว่า จะออกแบบอย่างไรให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากสมมุติกรรมาธิการมองว่ากลไก ดังกล่าวไม่จำเป็นแล้ว และสามารถใช้วิธีการอื่นในการส่งเสริมการแข่งขันระหว่างผู้สมัคร กันได้ อย่างเช่น ข้อเสนอในการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันอย่างที่ผมกล่าวไว้ก็อาจจะ สามารถพิจารณาทบทวนปลดล็อกเพดานดังกล่าวได้เช่นกัน
ส่วนหลักการที่ ๔ สุดท้าย ในชุดร่างกฎหมายฉบับนี้คือการพยายามจะเพิ่ม ความชัดเจนและความได้สัดส่วนของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม กติกาปัจจุบัน มีการกำหนดคุณสมบัติ แล้วก็ลักษณะต้องห้ามบางส่วนที่อาจจะสร้างความสับสน หรือว่า สร้างข้อจำกัดเกินจำเป็น ร่างในวันนี้ก็เลยมีการพิจารณาแก้ไขบางมาตราเพื่อพยายามจะทำ ให้ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างเช่น
ประการที่ ๑ เรามีการปรับลักษณะต้องห้ามเรื่องการถือหุ้นสื่อให้มี ความชัดเจนขึ้นว่ามุ่งหมายไปที่การห้ามผู้สมัครนั้นถือหุ้นสื่อในกรณีที่จะก่อให้เกิด ความได้เปรียบ เสียเปรียบของผู้สมัครในสนามเลือกตั้ง
ส่วนประการที่ ๒ เรามีการเพิ่มขั้นตอนเข้าไปว่าให้ กกต. นั้นตรวจ Check ประวัติการออกเสียงลงคะแนนของผู้สมัครทุกคนทันทีที่เขายื่นใบสมัครเข้ามา เพื่อจะป้องกัน ไม่ให้เกิดกรณีที่ผู้สมัครนั้นสมัครโดยไม่รู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติเพียงเพราะลืมไปว่าตนไม่ได้ ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ดังนั้นทิ้งท้ายครับท่านประธาน ก็ขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าอยากจะให้ทุกคนนั้นมาลงมติสนับสนุนรับหลักการ ร่างกฎหมายทั้งหมด ๔ ฉบับ ที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้นำเสนอในวันนี้ ย้ำอีกรอบว่า ชุดดังกล่าวเป็นเพียงชุดแรกในการปฏิรูปการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยจะมีชุดอื่น ๆ ตามมา ในเร็ว ๆ นี้ หวังว่าจะทันสมัยประชุมนี้ แล้วก็อยากจะย้ำว่าชุดนี้มีหลายประเด็นที่คาบเกี่ยวกับ ร่างอื่น ๆ แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือการเปิดทางไปสู่การจัดการการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมกัน แล้วก็สิ่งที่เราได้ทำไว้ในชุดกฎหมายที่ผมเสนอในวันนี้นั้นคือการเขียนหลักการ ที่ค่อนข้างกว้าง เพื่อทำให้หากมีประเด็นใดที่อาจจะยังเห็นต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องอายุ ไม่ว่าจะเรื่องเพดานวาระนั้น ก็สามารถให้คณะกรรมาธิการไปถกเถียงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ก่อนจะนำข้อสรุปดังกล่าวกลับมานำเสนอต่อที่ประชุมสภาในวาระที่สองและวาระที่สาม ตามมาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน