สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๘

จาตุรนต์ ฉายแสง พูดถึงปัญหาการยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กระทบต่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และเสนอให้รวมพิจารณารับหลักการไปด้วยกันเพื่อแก้ไขปัญหา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในประเด็น เดียวกันผมยังคิดว่าอาจจะต้องหารือกันให้ดี คือผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ยกเลิกคำสั่ง คสช. มา ๓ ครั้ง แต่ว่าทั้งหมดก็จะเป็นยกเลิกคำสั่งแล้วก็เขียนบทรองรับ เขียนบทเฉพาะกาลไม่ได้ไปแก้ตัวพระราชบัญญัติตัวแม่เลย ทีนี้เวลานี้เรามีปัญหาว่า คสช. เขาออกคำสั่งมาแล้วมันกระทบต่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ก็คือในเรื่องการสอบ ให้สอบที่ไหน สอบที่ส่วนกลางหรือสอบที่ภูมิภาค พอเขาออกคำสั่งนั้นมา ขณะนี้เรามีสมาชิกเสนอร่างยกเลิกคำสั่ง พอยกเลิกคำสั่ง ถ้าทำสำเร็จมันก็จะมีผลกลับมา เป็นใช้กฎกติกาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่มีไว้เดิม ก่อนปี ๒๕๖๐ คำสั่งเขาออกมาปี ๒๕๖๐ การยกเลิกคำสั่งอย่างนี้มันไม่สามารถไปแก้ไข ปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นให้มันดีขึ้นได้ มันก็จะกลับไป อย่างเดิม อย่างเดิมก็มีปัญหาเหมือนกันเขาก็เลยต้องการจะแก้ ทีนี้พอในการแก้เขาก็เสนอ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลขึ้นมา เขียนขึ้นมานี้ถ้าจะไปแก้ ถามว่าจะไปแก้แบบของเก่า ของเก่าก็ไม่มี เพราะของเก่าถูกคำสั่ง คสช. ยกเลิกไป เขาก็เลย เอาการยกเลิกคำสั่งเข้ามารวมอยู่ที่ว่าอยู่ในมาตรา ๓ เพราะถือว่าการยกเลิกคำสั่งแบบนี้ เนื่องจากคำสั่งแบบนี้มีศักดิ์เท่ากับกฎหมายเหมือนกัน คล้าย ๆ ก็เป็นเนื้อหาอย่างหนึ่ง ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นไปแล้ว เขาก็เลยเขียนเป็น มาตราหนึ่งคือมาตรา ๓ ว่าให้ยกเลิกคำสั่งคณะ คสช. การเขียนอย่างนี้มันก็มีปัญหา ท่านชลน่านเสนอก็มีประเด็นน่าคิด ขณะเดียวกันถ้าเราจับแยกกันเลยแล้วเราไปยกเลิก เราไปตัดมาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ถึงเวลาจะแก้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นนี้จะแก้ของเก่าอย่างไร เพราะของเก่าไม่มีแล้ว ของเก่าถูกยกเลิกไปโดยคำสั่ง คสช. และจะเขียนขึ้นใหม่อย่างไร พอยกเลิกคำสั่ง คสช. เป็นอีกฉบับหนึ่งที่แยกกันความก็กลับมา ความเดิมมันกลับมา คณะกรรมาธิการที่กำลังแก้ ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก็จะไม่สามารถไปแตะต้องมันได้ด้วยเพราะยังกลับมา ไม่ถึง เนื่องจากว่าจะกลับมาได้จริง ๆ ก็ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศ บังคับใช้ เพราะฉะนั้นถ้าแยกกันก็มีปัญหาแบบนี้ กับอีกแบบหนึ่งถ้ารวมกันไปเลย ก็หมายความว่ารับหลักการไปด้วยกัน ถือว่ารับหลักการทั้งการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และเนื่องจากรับหลักการในการยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ก็เติมเข้าไป ในหลักการฉบับหลักนี้เลยว่าและยกเลิกคำสั่ง คสช. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็บวกเข้าไปเลย การเพิ่มเติมหลักการในชั้นกรรมาธิการทำได้ ที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการมา เคยทำมาแล้วและสภาก็เห็นชอบมาแล้ว ก็คือถือว่ารับหลักการไปด้วยกัน ทั้งแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเป็นอย่างนี้กรรมาธิการจะเอาไปรวมกันเข้าแล้วใช้ร่างนี้ เป็นร่างหลักก็จะใช้คำว่าน่าจะทำได้ก็ใช้ได้ แต่ว่าทำมาแล้วทางกฤษฎีกาก็ชี้แจงว่าเนื่องจาก รับหลักการมา ทั้ง ๒ แบบ ทั้ง ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นเนื้อหาต่างกันเลย เนื้อหาไม่เหมือนกันเลย แต่เมื่อรับหลักการแล้วก็เอามารวมเข้าในร่างหลัก แล้วก็ไปเขียนในข้อสังเกตไว้ว่าได้มี การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการ แต่ไม่ใช่หมายความว่าเป็นการแก้ไขเกินหลักการที่รับไป จากสภา เพราะว่าสภารับหลักการไปทั้ง ๒ หลักการเพียงแต่เอาไปรวมกัน อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ถ้าจะใช้วิธีนี้ไม่ควรแยกกันลงมติแล้วไปตั้งกรรมาธิการแยกกัน มันจะไม่มาบรรจบกัน มันมาบรรจบกันไม่ได้ ถึงเวลาต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. มีผลเสียก่อน คณะนี้ถึงจะพิจารณาได้ คณะที่จะพิจารณาระเบียบบริหารงานบุคคลเขาถึงจะพิจารณาได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่มีตัวเก่าอยู่ ข้อความเก่าถูกคำสั่ง คสช. ยกเลิกไปแล้ว อันนี้ก็เป็น ปัญหาซึ่งต้องตัดสินใจ ในความเห็นผมคิดว่าการแยกกลับจะเป็นผลเสีย ถ้าจับมารวมเสีย โอกาสหาทางออกน่าจะดีกว่า รับหลักการร่วมกันไปเลย ทั้งหลักการที่ต่างกัน ๒ อันนี้ แต่ว่า เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องที่จะไปผสมผสานและร่วมกันแก้ปัญหาได้ ก็อยากเสนอว่า ให้รวมพิจารณารับหลักการไปด้วยกันแล้วใช้ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ขอบคุณครับ