อรพรรณ จันตาเรือง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขเพื่อให้กฎหมายควบคุมและเท่าเทียมกัน และไม่เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบและแก้ไขให้สมบูรณ์
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อรพรรณ จันตาเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๖ คนอำเภอเชียงดาว เวียงแหง พร้าว ไชยปราการ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันดีใจมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับ ความเสียหายหรือได้รับผลกระทบ จากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและ ทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... จากคำสั่ง คสช. เลขที่ ๖๔/๒๕๕๗ อันนำมาสู่การยึด จับกุมคดี แก่พี่น้องประชาชน เกิดความขัดแย้งจากหน่วยงานของรัฐกับพี่น้องประชาชน มีการทวงคืน ผืนป่า ๒๙,๐๐๐ คดีทั่วประเทศ ครอบคลุมกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ มีผู้ถูกกล่าวหามากกว่า ๓,๘๐๐ ราย ทั้งข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชาชนเหล่านี้มีที่ดินที่อยู่อาศัย ก่อนคำสั่ง คสช. แน่นอนค่ะ และกรมอุทยานยังยืนยันว่าเกือบ ๘๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่พบการกระทำความผิด แต่ชาวบ้าน กลับต้องติดคดี สูญเสียที่ดินทำกินและใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เขาจะต้องไปติดคุกวันไหน พืชทางการเกษตรที่เขาปลูกไว้เขาจะสามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ วันไหนบ้าง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ดีกับพี่น้องประชาชนค่ะ เพื่อต้องการ จะแก้ไขเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ดิฉันเห็นว่าในหลักการและเหตุผลทั้ง ๒ ฉบับนี้ ยังอ้างถึงว่าประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน และไม่มีที่อยู่อาศัยค่ะ แต่ทีนี้ดิฉันมีข้อกังวลใจก็คือการตีความแบบนี้จะทำให้สิทธิในการ นิรโทษกรรมครั้งนี้จะเฉพาะเจาะจงแค่ผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัยค่ะ หากเป็น เช่นนั้นจริง ๆ มันจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๗ ที่ระบุไว้ว่าบุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและมีสิทธิเสรีภาพที่จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่เท่าเทียมกัน ท่านประธานคะยกตัวอย่างค่ะขอ Slide ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในพื้นที่ของดิฉัน นี่แค่อำเภอเดียวค่ะ คืออำเภอเวียงแหง พื้นที่ในตัวอำเภอเวียงแหงเองอย่างแรกก็คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีจำนวน ๓๘,๐๐๐ กว่าไร่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ อุทยานผาแดง ๑๘๐,๐๐๐ ไร่ ป่าสงวนแห่งชาติ ๘๖,๐๐๐ ไร่ นอกเขตมี ๒๕,๐๐๐ ไร่ คิดเป็นแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในเขตป่า ท่านประธานลองพิจารณาร่วมไปกับดิฉันนะคะ แล้วพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอเวียงแหง อยู่ในเขตพื้นที่ไหนค่ะ ดิฉันเห็นว่าในพื้นที่อำเภอเวียงแหง ๙๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๙๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นปัญหาที่มาจากคำสั่งของ คสช. แน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความลำบากใจ ความอึดอัด ความอัดอั้นตันใจ ดิฉันจะไม่ขอพูดซ้ำเพราะดิฉันเห็นว่าเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ คนได้สะท้อนปัญหาให้กับทางท่านประธานรับฟังแล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันกังวลใจก็คือเรื่อง เกี่ยวกับพื้นที่ของดิฉัน พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งมีบ้าน บ้านที่พูดถึงก็คือที่อยู่อาศัย อาจจะ ไม่ได้มีพื้นที่เยอะค่ะ มีพื้นที่แค่ไม่กี่ตารางวาเอาไว้ปลูกผัก เอาไว้ปลูกของไว้กิน แต่พื้นที่ ที่ทำการเกษตรก็จะมีอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ทีนี้พี่น้องประชาชนได้ประสบปัญหาในเรื่องของคำสั่ง ของ คสช. เข้าไปทำการทวงคืนผืนป่า สิ่งนี้ล่ะคะจะถูกตีว่าถึงเขาไม่ได้ร่ำรวยแต่เขามี ที่อยู่อาศัย พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งจะประสบปัญหาแล้วจะถูกตีความว่าพี่น้องประชาชนนี้ มีที่อยู่อาศัย จะไม่เข้าตามหลักการของ พ.ร.บ. นี้ ดังนั้นหากจะนิรโทษกรรมและ ไม่ครอบคลุมถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ทางสังคม อาจจะถูกตีความว่าเป็นนายทุนได้เลยนะคะ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลตามมาตรา ๒๗ (๓) ดังนั้นดิฉันจึงขอเสนอ ให้กับกรรมาธิการที่เรากำลังจะตั้งขึ้นว่าขอให้มีการแก้ไขมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้มีการระบุว่าผู้มีสิทธิหมายความว่าบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบจาก นโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้กฎหมายนี้ควบคุมและเท่าเทียมกัน และไม่เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญด้วย ท่านประธานคะ เจตนารมณ์ของกฎหมายนี่คือ คืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบกับคำสั่ง คสช. แต่ถ้าหากเรา ยังปล่อยให้ตีความแบบนี้ จำกัดความแบบนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือกฎหมายจะกลับกลายเป็น สิ่งที่เลือกปฏิบัติค่ะ ดิฉันจึงขอเรียกร้องให้กับสภาผู้แทนราษฎรของเรานี้เห็นชอบกับ ๒ ร่างพระราชบัญญัตินี้และพร้อมแก้ไขข้อมูลทำให้สมบูรณ์เพื่อให้กฎหมายนี้มีความยุติธรรม แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะท่านประธาน