คำพอง อภิปรายร่าง พ.ร.บ. คืนความเป็นธรรมผู้ได้รับผลกระทบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

คำพอง เทพาคำ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการป่าไม้ โดยชี้ให้เห็นปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๐๐ และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทวงคืนผืนป่าที่นำไปสู่การดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ทำกินอย่างผิดกฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างกรณีครอบครัวคำแร่ที่ถูกจับกุมและถูกขับไล่ออกจากพื้นที่

นายคำพอง เทพาคำ แบบบัญชีรายชื่อ

เชิญท่านประธานสภาที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในสัดส่วน ภาคอีสานครับ สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ จะคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นับตั้งแต่การให้สัมปทานตัดไม้ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ที่ ๒๕๐๐ และในช่วงการเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกปี ๒๕๐๔ ประเทศไทย มีพื้นที่ป่าประมาณ ๑๗๑ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๕๓.๓ และจากข้อมูลของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร พบว่าในปี ๒๕๐๙ มีการอนุญาตให้ทำโครงการสัมปทานป่าไม้ระยะยาว ๓๐ ปี และในปี ๒๕๑๖ มีพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ๑๓๘ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๔๓.๔ ต่อมาในปี ๒๕๒๒ ครม. มีมติปิดการให้สัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นไม้สัก ๓๖ ป่า จากทั้งหมด ๔๓ ป่า ไม้กระยาเลย ๑๗๖ ป่าจาก ๒๙๒ ป่า คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการให้สัมปทาน ทั้งหมด ต่อมาในปี ๒๕๒๘ มีการออกมติ ครม. วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๘ กำหนดให้จะต้องมี พื้นที่ป่าทั่วประเทศร้อยละ ๔๐ โดยแบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และป่าเศรษฐกิจ ร้อยละ ๒๕ ในขณะที่พื้นที่ป่าทั้งประเทศในขณะนั้นมีพื้นที่ประมาณร้อยละ ๒๙ เท่านั้น โดยเป็นป่าสัมปทานร้อยละ ๒๕.๕ และป่าอนุรักษ์ร้อยละ ๓.๕ และในปี ๒๕๓๒ รัฐบาล ออกประกาศยกเลิกการให้สัมปทานป่าบกทั้งหมดหรือที่เรียกว่าปิดป่าหลังจากรัฐประหาร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และในวันที่มีการประกาศใช้นโยบายทวงคืนผืนป่า ปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าประมาณร้อยละ ๓๑ และล่าสุดปี ๒๕๖๗ ถึงปี ๒๕๖๘ พื้นที่ป่า ของไทยก็ยังอยู่ที่ร้อยละ ๓๑ ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าในพื้นที่สัมปทาน ไม่ใช่เฉพาะป่า หรือมีเฉพาะผืนป่า มันยังมีที่ทำกิน ไร่นาสาโท หมู่บ้าน ตำบล อาศัยอยู่มานานนับชั่วอายุคน สมัยนั้นอีสานบ้านผมรถยนต์ที่แล่นเข้าไปในหมู่บ้านอันห่างไกลครั้งแรกไม่ใช่รถโดยสารครับ แต่มันคือรถลากซุงหรือรถไม้ เสียงรถแก่ไม้วีนไม้ขึ้นรถดังกระหึ่มไปทั่วทั้งป่า ไม้ที่ถูกโค่นลง ล้มนอนลงกับดิน สูงท่วมหัวท่วมหางของพวกเรา เราไม่รู้หรอกว่ามันเกิด อะไรขึ้นกับดงบ้านของเรานะครับ แต่พอต้นไม้ใหญ่หายไปพร้อมกับรถแก่ไม้ ป้ายเหล็ก สังกะสีที่มาติดที่บนต้นไม้ขนาดเล็ก ๆ ของเรา ต้นกุง ต้นซาด ก็คือ ป่า สง วน แห่ง ซา ติ เราอ่านออกเสียงอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ และมันก็ไปเป็นเป้าให้กับลูกหนังสติ๊กของเด็ก ๆ จากนั้นไร่นาสาโท ป่าโคกของเราก็กลายเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเขตอุทยาน เป็นเขต อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า การทำไร่ไถนาเข้าป่าหาของป่าตามธรรมชาติกลายเป็นการกระทำ ความผิดกฎหมาย ต้องติดคุกติดตาราง หนักเข้าถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ จากปฏิบัติการ ทวงคืนผืนป่า และการที่เป็นคนขยันขันแข็งทำมาหากิน การทำไร่ไถนากลายเป็นผู้ต้องหา ขุดก่นแผ้วถางทำลายบุกรุก ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเปรียบเทียบคดีที่มีการดำเนินคดี และจับกุมประชาชนตั้งแต่ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๓ ที่มีเพิ่มขึ้นถึง ๔๖,๐๐๐ คดี โดยจะขอ ยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้นะครับ กรณี พ่อเด่น คำแร่ และแม่สุภาพ คำแร่ ซึ่งอาศัยและทำกิน ในพื้นที่บริเวณสวนป่าโคกยาว ทุ่งลุยลาย ชัยภูมิ มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ เป็นแกนนำนักต่อสู้ เพื่อสิทธิที่ทำกิน ทั้งคู่ตกเป็นจำเลยในคดีบุกรุกป่ามานานนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ทั้ง ๆ ที่มติ ครม. ในปี ๒๕๕๓ เห็นชอบแนวทางให้ชาวบ้านสามารถเข้าทำประโยชน์ในสวนป่าได้โดยไม่มี การข่มขู่คุกคาม จับกุมคุมขังและดำเนินคดี ในช่วงที่กำลังมีการแก้ไขปัญหา และเนื่องจาก พื้นที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบนพื้นที่ ๘๓๐ ไร่ แต่ทว่าในทาง ปฏิบัติกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โดยชาวบ้านในพื้นที่ยังคงประสบปัญหาและถูกละเมิด สิทธิ ถูกข่มขู่คุกคาม โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐกว่า ๑๐๐ นาย บุกเข้าไปควบคุมตัวชาวบ้านช่วงเช้ามืด ของวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม จำนวน ๑๐ คน โดยแยกสำนวนฟ้องออกเป็น ๔ คดี ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมใน กระบวนการยุติธรรม และขณะเดียวกันชาวบ้านชุมชนโคกยาว จำนวน ๓๐ ครัวเรือน ก็ต้อง เผชิญกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ทำกิน ภายใต้บรรยากาศการสุ่มเสี่ยงกับสถานการณ์ ทวงคืนผืนป่า หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองเข้าไปใน พื้นที่หลายครั้ง เช่น วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ เข้าไปปิดประกาศคำสั่ง คสช. ๖๔/๒๕๕๗ ให้อพยพรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน ๑๕ วัน และวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เจ้าหน้าที่ทหารสนธิกำลังเข้ามาไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ นาย โดยมีเป้าหมายคือต้องเอาชาวบ้าน ออกจากพื้นที่ให้ได้ หลายครั้งที่พ่อเด่นกับแม่สุภาพ ต้องเดินทางไปร่วมชุมนุมเรียกร้อง ในสิทธิทำกินร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อความเป็นธรรม หรือ P-move และเครือข่าย ปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน และเข้ายื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้รัฐบาลมีมาตรการแก้ไข ปัญหาระดับนโยบายจนมีมติชะลอการไล่รื้อจนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่าง ถูกต้อง กระทั่งพ่อเด่นได้สูญหายไปเมื่อเช้าวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๙ หลังจากเข้าไป เก็บผักหวาน หน่อไม้ บริเวณสวนป่าโคกยาว รอยต่อระหว่างป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จากนั้นพ่อเด่นก็ไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้านเพื่อที่จะนำของที่ หาได้จากป่ามาวางขายที่ตลาดทุ่งลุยลายในช่วงเย็นตามปกติและไม่ได้กลับมาอีกเลยจากนั้น แม่สุภาพผู้เฝ้ารอคอยการกลับมาของสามีกลับคืนสู่ผืนดินที่เรียกว่าบ้าน นอกจากจะต้อง เดินทางไปชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ทำกินของตนเองและชาวบ้านอีกหลายราย ยังต้อง เดินทางไปประสานงานกับหน่วยงานเพื่อถามหาความยุติธรรมให้กับสามีที่หายไปอย่างมี ปริศนา เพื่อที่จะนำตัวพ่อเด่นกลับคืนสู่บ้านที่เรียกว่าบ้าน ไม่ว่าจะนำกลับมาในสภาพใด ก็ตาม จนเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐ พบกางเกง รองเท้า และสิ่งของเครื่องใช้ในถุงย่าม รวม ๑๔ รายการ โดยแม่สุภาพยืนยันว่าเป็นของพ่อเด่น ถัดมาอีกวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๐ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงลงตรวจสอบพื้นที่และพบพยานสำคัญ วัตถุพยานสำคัญคือ หัวกะโหลกมนุษย์ ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ตามหาสามี แม่สุภาพ ก็ต้องเดินทางขึ้นศาลในข้อหาบุกรุกป่าตามหมายนัดหลายครั้ง ทั้งยังต้องต่อสู้กับโรคร้าย ที่รุมเร้าและผ่าตัดเนื้องอกในมดลูก จากนั้นแม่สุภาพ คำแร่ เดินทางไปศาลเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ศาลจังหวัดภูเวียงอ่านคำพิพากษา มีคำสั่งให้จำคุกแม่สุภาพ คำแร่ ๖ เดือน โดยไม่รอลงอาญา แม่สุภาพถูกจำคุกสิ้นอิสรภาพทันทีโดยไม่ได้กลับไปยังบ้านน้อย หลังนั้นทั้ง ๆ ที่มีหมารออยู่ ๒ ตัว หลังได้รับปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๑ แม่สุภาพตั้งมั่นพร้อมสืบสานเจตนารมณ์ของสามีที่จะดูแลปกป้อง สู้เพื่อที่ทำกิน สืบทอดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสามี ขณะที่ยังยืนหยัด ต่อสู้เรียกร้องที่ทำกินและความยุติธรรมให้กับสามี แม่สุภาพก็จากไปในวัย ๖๗ ปี ในปี ๒๕๖๔ วันที่แม่สุภาพจากไป สิ่งที่สมาชิกชุมชนโคกยาวร่วมติดตามสานต่อจนกระทั่ง ได้ข้อสรุปร่วมกับหน่วยงานของรัฐว่าจะกันพื้นที่ ๘๓๐ ไร่ ให้กับชุมชน โดยจำแนกเป็น พื้นที่ป่าชุมชน ๕๐๐ ไร่ พื้นที่ทำกิน ๓๓๐ ไร่ เป็นที่ทำกินและแปลงรวม เพื่อให้กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชส่งมอบพื้นที่ให้กรมป่าไม้ดำเนินการ แต่มาถึงปัจจุบัน ความล่าช้ายังไม่มีการส่งมอบแต่อย่างใด ท่านประธานที่เคารพครับ หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน แน่นอนคงไม่อาจเอาชีวิตของพ่อเด่นและแม่สุภาพ คำแร่ กลับคืนมาสู่ที่ทำกินที่เรียกว่าบ้าน ได้อีก แต่อย่างน้อยให้ได้คืนความเป็นธรรมให้กับพ่อเด่นและแม่สุภาพจากข้อหาบุกรุกป่า และคำพิพากษาให้ตายและจำคุกทั้งที่ไม่มีความผิดมาตั้งแต่ต้น คืนความเป็นธรรมให้กับ พี่น้องประชาชนที่กำลังส่งเสียงแต่ไม่มีใครได้ยิน ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ร่วมกันสร้าง ประวัติศาสตร์ คืนสิทธิและคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชน และนำไปสู่การ พิสูจน์สิทธิและออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนในที่ทำกินต่อไปยิ่งจะขอบพระคุณมากครับ ขอบคุณครับท่านประธาน