สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

รวี เล็กอุทัย หารือเรื่องสิทธิในที่ทำกินในที่ดินป่าไม้ และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องข้อพิพาทเรื่องสิทธิทำกินในที่ดินป่าไม้เป็นปัญหาคาราคาซัง ที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐไทย ซึ่งจุดเริ่มต้นของปัญหา ก็มาจากความบกพร่อง ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายของไทยในอดีตที่มีการประกาศเขตที่ดิน ของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการประกาศ เขตพื้นที่ของรัฐที่ทับซ้อนกับที่ทำกินของพี่น้องประชาชนครับ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ที่อยู่อาศัยมาก่อนแต่กลับต้องกลายเป็นผู้ที่กระทำผิดทางกฎหมายแทน ปัญหานี้ เป็นปัญหาใหญ่ เพราะนอกจากพี่น้องประชาชนจะต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของตัวเองแล้ว พวกเขายังกลายเป็นผู้กระทำผิดและเสี่ยงที่จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัวจากการ ประกาศเขตพื้นที่ทับซ้อนอย่างไม่เป็นธรรมในครั้งที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นความอยุติธรรม ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนที่เพียงต้องการมีบ้าน มีที่ทำกินเลี้ยงชีพของตนและครอบครัว โดยสุจริต แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคและความยากลำบากต่าง ๆ มากมายตามมา ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดอุตรดิตถ์ของผมครับ พี่น้องประชาชนในอำเภอลับแล อำเภอตรอน และอำเภอพิชัย ต่างต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิบนผืนดินของตนเองที่ถูกริบไปตั้งแต่รุ่น ปู่ย่าตายาย รวมถึงพี่น้องประชาชนในอำเภอท่าปลาซึ่งเป็นผู้เสียสละอย่างมากในการยอมยก พื้นที่ของตนเองให้แก่รัฐเพื่อก่อสร้างเขื่อน แต่จนถึงปัจจุบันนี้พวกเขาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับ เอกสารสิทธิในที่ดินของตนเองแต่อย่างใดเลย ท่านประธานครับ นอกจากเรื่องของการสูญเสีย สิทธิในที่ทำกินแล้ว พี่น้องประชาชนเหล่านี้ยังต้องสูญเสียโอกาสต่าง ๆ มากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการ สิทธิประโยชน์และโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ของภาครัฐ การสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพ และการสูญเสียโอกาสของชีวิตจากการถูกลงโทษหรือดำเนินคดีทางกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีความตั้งใจในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและคืน ความเป็นธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนผู้สุจริต โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เข้าไปอาศัยอยู่ใน ผืนที่ป่าก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการตั้ง คณะกรรมการจังหวัดในการพิจารณาคุณสมบัติผู้สมควรได้รับการยกเว้นโทษ และ คณะกรรมการกลางในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ. นี้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเป็นกังวลและขอตั้งเป็นข้อสังเกตที่อยากจะฝาก ให้กับทางกรรมาธิการพิจารณาต่อไปนั่นก็คืออำนาจหน้าที่และความเป็นกลางของ คณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดนี้ เนื่องจากในปัจจุบันถึงแม้เราจะมี สคทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่พิสูจน์สิทธิในที่ทำกินให้แก่พี่น้องประชาชน แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการใช้ชุดข้อมูลและแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่ไม่ได้เป็นมาตรฐาน เดียวกันระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการจัดทำชุดข้อมูลที่ชัดเจนอย่างเช่น นิยามของคำว่า ป่า ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ปี ๒๔๘๔ และข้อมูลจำนวนประชากรที่ควรได้รับสิทธิ ในที่ทำกิน รวมถึงแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่ควรจะต้องเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกันหรือ One Map จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรบรรลุผลสำเร็จให้ได้เสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาท และข้อโต้แย้งต่อการตัดสินของคณะกรรมการตามมา นอกจากนั้นอีกหนึ่งกลไกที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก็คือกลไกในการตรวจสอบ คุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตัดสินชี้ขาดเพื่อให้ เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และไม่ก่อให้เกิดการทุจริตหรือเอื้อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งควร ให้ความสำคัญและคืนความเป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนที่ทำมาหากินอย่างสุจริตและเป็นผู้ ที่อยู่อาศัยมาก่อนประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ละเว้นโทษแบบเหมารวมครับ หรือกลายเป็นช่องทางให้ผู้กระทำผิดบุกรุกทำลายป่าหรือผู้หวังผลประโยชน์โดยใช้ช่องว่าง ทางกฎหมายสามารถกลายเป็นผู้ที่ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายไปด้วย ดังนั้นโดยสรุปผมจึง เห็นด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นกฎหมายที่คืนความ เป็นธรรมและคืนโอกาสให้แก่พี่น้องประชาชนผู้สุจริตในอนาคตต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ