ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล เสนอให้สภาพิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ โดยชี้ว่าปัญหาเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่รัฐกำหนดเขตป่าทับซ้อนกับที่ทำกินของประชาชน และมองว่าการนิรโทษกรรมคือทางออกเดียวที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ อำเภอถลาง และ ตำบลกะทู้ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายและ ขอให้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือ ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... ที่เสนอโดย สส. เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล กับคณะ และร่างพระราชบัญญัติยกเว้น ความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตาม นโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. .... โดย นายซูการ์โน มะทา กับคณะ เป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ปัญหาที่ดินและป่าไม้ในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรมรายบุคคล ที่แก้ไขได้ด้วยกระบวนการยุติธรรมปกติ แต่เป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน หลายทศวรรษ ต้นตอของความขัดแย้งเกิดจากการที่รัฐกำหนดแนวเขตป่าทับซ้อนกับที่ดิน ทำกินที่ประชาชนได้ครอบครองมาก่อนตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำให้ชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตอย่าง สงบสุขต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดเพียงชั่วข้ามคืน การบริหารจัดการทรัพยากร ที่บิดเบี้ยวนี้ได้ทำลายชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้การ นิรโทษกรรมจึงเป็นกลไกเดียวที่จะสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จและถาวร
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจสังคมและจิตใจนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง จากภาคใต้ที่ผมได้รับเรื่องร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพความเจ็บปวด ที่ประชาชนต้องเผชิญครับ เช่น ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การประกาศ เขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ได้ทับซ้อนที่ดินทำกินของประชาชนกว่า ๒๐,๐๐๐ ราย ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนานกว่า ๓๐๐ ปี ส่งผลให้ชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิ เช่น ส.ค. ๑ น.ส. ๓ และโฉนด ต้องเผชิญกับการดำเนินคดี ถูกโค่นยางพารา และถูกละเมิดสิทธิโดยชอบธรรม ตามกฎหมาย หรือจะเป็นที่บ้านไร่บน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมากว่า ๑๐๐ ปี กลับต้องเผชิญกับปัญหาถูกดำเนินคดี เมื่อมีการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทับพื้นที่ แม้จะมีการสำรวจและมีมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ กลับยังคงปักป้ายตรวจยึดและกดดันให้ชาวบ้านยินยอมคืนพื้นที่ โดยมีการกล่าวอ้างว่า จะมีการผ่อนปรนให้ แต่กลับนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ บนบกเท่านั้นครับ แต่ยังขยายไปถึงทะเลด้วย กรณีของเครือข่ายประมงพื้นบ้าน เกาะมุก เกาะลิบง จังหวัดตรัง ชาวประมงต้องเผชิญกับการถูกจับกุม จากการใช้เครื่องมือประมง พื้นบ้านที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติเลย แต่กลับถูกกฎหมาย ที่ซับซ้อนและทับซ้อนกันเองในพื้นที่เดียว บีบให้กลายเป็นผู้กระทำความผิดในทุก ๆ วัน วิถีชีวิตของพวกเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกฎหมายหลายฉบับในผืนทะเลเดียวกัน ต้องปรับตัวและเผชิญความเสี่ยงกับแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงาน นอกจาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้วนโยบายเหล่านี้ยังก่อให้เกิดบาดแผลทางสังคมและจิตใจ อย่างลึกซึ้ง ชาวบ้านหลายแห่งต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่ จนเกิดความ หวาดกลัวและวิตกกังวล ความเครียดเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงและ ยังพบปัญหาการเซ็นเอกสารที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย ดังเช่นกรณีที่บ้านแม่หมี บ้านแม่ต๋ำ ในจังหวัดเชียงราย ที่ชาวบ้านถูกกดดันให้เซ็นเอกสารยอมรับสภาพ สร้างความไม่ไว้วางใจ และสร้างความแตกแยกภายในชุมชนอย่างร้ายแรง กลไกการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอครับท่านประธาน ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการ ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานจำนวนมาก แต่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เช่น มีการออกคำสั่งที่ผ่อนปรนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่นคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ที่ระบุว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่มาก่อน และมีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการดำเนินการใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการดำเนินการกลับเป็นไปในทิศทางที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังคงใช้คำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ในการปราบปรามและขับไล่ประชาชน อย่างรุนแรง การแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการปะผุที่แก้ปัญหาเป็นรายกรณี แต่ไม่สามารถจัดการกับต้นเหตุของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนได้ การพึ่งพานโยบาย เชิงบริหารที่ไม่มั่นคง เช่นมติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่ง คสช. ไม่สามารถให้หลักประกัน ที่แท้จริงให้กับประชาชนได้ เพราะคำสั่งเหล่านี้มีสถานะที่ไม่มั่นคงและสามารถถูกเพิกถอนได้ ตลอดเวลา นอกจากนี้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาแบบรายกรณีก็ยังไร้ประสิทธิภาพ ดังตัวอย่างการดำเนินการตามข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ ขปส. ในหลายกรณีที่ยังอยู่ในสถานะอยู่ระหว่างการดำเนินงานมานานหลายปีแล้วครับ สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกลไกการบริหารราชการที่ขาดอำนาจและเอกภาพในการแก้ไข ปัญหาที่ซับซ้อน เหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือทางออกที่เหมาะสม การนิรโทษกรรม ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้จึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะมอบหลักประกันที่แท้จริงให้กับประชาชน กลไกที่ชัดเจนและครอบคลุม ร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นการนิรโทษกรรมแบบบูรณาการ ที่ครอบคลุมการกระทำความผิดทั้งอาญา แพ่ง และปกครอง นอกจากนี้ยังสร้างกลไก การกลั่นกรองที่ชัดเจนและรัดกุมผ่านคณะกรรมการนิรโทษกรรมจังหวัด เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ได้รับสิทธินั้นคือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ไม่ใช่นายทุน การนิรโทษกรรม จึงเป็นเหมือนการกดปุ่ม Reset เพื่อลบความขัดแย้งในอดีตและเปิดโอกาสให้มีการจัดการ ทรัพยากรที่ยั่งยืนในอนาคต การบูรณาการกับแนวทางในการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนนั้น การนิรโทษกรรมไม่ใช่การทำลายป่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะประชาชนจากผู้บุกรุก ให้เป็นผู้พิทักษ์ป่าไม้ที่แท้จริง เพราะเมื่อชุมชนมีสิทธิมั่นคงในที่ดินของตนเอง พวกเขา จะกลายเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มแข็งที่สุด การศึกษาทางวิชาการและ แนวปฏิบัติในระดับนานาชาติก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดป่าปลอดคนนั้นเป็นแนวคิดที่ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง ดังนั้นการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อยาวนานและ ช่วยยุติความเดือดร้อนของทางกฎหมาย ทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนผู้ยากไร้ ที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากนโยบายที่ผิดพลาดมาในอดีต และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนบนพื้นฐานของความเคารพสิทธิ ความเท่าเทียม และการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ผมจึงขอเชิญชวนเพื่อน สส. ทุกคนช่วยผ่าน ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปด้วยกัน ขอบคุณครับ