วีรนันท์ อภิปรายร่างนิรโทษกรรม ชี้คำสั่ง คสช. กระทบประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เสนอโดย สส. ซูการ์โน มะทา และ สส. เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โดยชี้แจงเหตุผลว่าคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่ชาวบ้านถูกฟ้องบุกรุกทั้งที่อยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ และเรียกร้องให้ตรวจสอบสิทธิเดิมอย่างชัดเจน

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนประชาชนคนจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจาก การดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... ซึ่ง สส. ซูการ์โน มะทา และ สส. เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมต้อง อภิปรายวันนี้เพราะคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ผมขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานหรือทั้งประเทศ อย่างภาพรวมท่านเลาฟั้งก็ได้ชี้แจง ให้ทุกท่านได้เห็นแล้ว ก่อนหน้านี้แค่การประกาศป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ และเขตอุทยาน ทับที่ทำกินของชาวบ้านท่านก็ยังแก้ปัญหาไม่ครอบคลุมไม่ครบถ้วน แต่เมื่อมีคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมประชาชนบนสมมุติฐานที่ว่าประชาชนคือ ผู้บุกรุกป่าโดยไม่ได้ตรวจสอบสิทธิเดิมหรือที่มาที่ไปให้มันชัดแจ้งให้มันชัดเจน ผลคือประชาชน ที่อยู่อาศัยมาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกทันทีหลังมีการประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ แม้ต่อมาจะมีการออกคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๕๗ มาแก้เกี้ยวแต่ก็ไม่ทันแล้วครับ เพราะประชาชน เขาถูกจับและถูกดำเนินคดีไปแล้วทั้งที่หลายเคสหรือว่าหลายคนอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ ครับท่านประธาน เฉพาะข้อมูลสถิติในภาคอีสานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติที่รายงาน ว่าช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ ถึงสิงหาคม ๒๕๖๓ มีคดีบุกรุกป่า ๓๖๑ คดี มีประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบ ๑๔๒ คน คดีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมีการแจ้งความดำเนินคดี ๒๓๖ คดี มีประชาชน ได้รับผลกระทบ ๒๓๙ ราย รวมแล้ว ๕๙๗ คดี ๓๘๑ คน ในเวลาเพียง ๑๑ เดือนครับ นี่แค่ภาคอีสานครับ ถ้าทั้งประเทศก็ ๒๔,๕๘๖ คดี ตามที่ท่านเลาฟั้งได้แจ้งไปก่อนหน้านี้ครับ ทีนี้ผมจะยกตัวอย่าง ๔ พื้นที่ในภาคอีสานที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการ ประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า จากการติดตามก็บข้อมูลของคณะทำงานเครือข่ายที่ดิน ภาคอีสานครับ ที่แรก อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ มีชาวบ้านได้รับผลกระทบ อย่างน้อย ๑๘๘ คน กินเนื้อที่กว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ที่นี่ชาวบ้านอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ก่อนประกาศอุทยานในปี ๒๕๓๕ เมื่อปี ๒๕๔๑ มีมติ ครม. ให้ประชาชนที่อยู่มาก่อนสามารถ ทำกินต่อไปได้ แล้วก็มีการสำรวจสิทธิ ๓ ครั้ง คือปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๓ แต่ว่ายังมี ชาวบ้านจำนวนมากที่ยังตกสำรวจอยู่ครับท่านประธานครับ แต่เมื่อมีนโยบายทวงคืนผืนป่า คนที่ตกสำรวจเหล่านี้กลับถูกฟ้องว่าบุกรุกทั้งที่อยู่มาก่อน และหลายคนก็ยังรอการ พิสูจน์สิทธิครับ จากที่ประชาชนหนักอยู่แล้วเจอคำสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ หนักกว่าเดิมครับ

เคสที่ ๒ ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ บ้านเก้าบาตร ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนนี้ตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ปี ๒๕๑๐ ก่อนประกาศ เป็นป่าสงวนเช่นกันครับ ต่อมามีการให้เอกชนมาสัมปทานตัดไม้ แล้วก็มีประชาชนเข้ามา อยู่อาศัยด้วย ปี ๒๕๔๖ สัมปทานหมดอายุ ชาวบ้านได้มีการร้องเรียนไปยังกรรมการสิทธิ ผลสอบก็ออกมาชัดว่ากรมป่าไม้ละเมิดสิทธิประชาชนครับ แล้วมีข้อเสนอจากพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ให้โอนพื้นที่ให้ ส.ป.ก. ดูแลและจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชน ผลครับ ท่านประธานครับไม่ได้มีการดำเนินการจัดสรรแต่อย่างใด อีหรอบเดิมครับ พอคำสั่ง คสช. ออกมานะครับ มีการส่งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปบุกรุกไปขับไล่และ ฟ้องชาวบ้านบุกรุกเขตป่าสงวน ต่อมาบ้านท่าเว่อ ตำบลมะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีการแจ้งความดำเนินคดีเช่นกันครับ ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคา ด้านทิศเหนือครับ ชาวบ้านอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ปี ๒๕๓๕ พื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็น ป่าสงวน ชาวบ้านมีการเรียกร้องมีการร้องเรียน แล้วก็มีการผ่อนปรนมาเรื่อย ๆ ตามนโยบาย ของฝ่ายบริหารนะครับ แต่เมื่อมีการประกาศทวงคืนผืนป่า มีการดำเนินคดีกับประชาชน ข้อหาบุกรุกทั้งที่เขาอยู่มาก่อน เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ มีการเริ่มดำเนินคดีมาเรื่อย ๆ ครับ ปัจจุบันหลายคนยังอยู่ในชั้นสอบสวนครับท่านประธานครับ ชีวิตของพี่น้องประชาชน ชีวิตของชาวบ้านแขวนอยู่กับความไม่มั่นคงด้านคดีความครับ อันที่ ๔ บ้านน้ำพุ ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ปี ๒๕๕๘ เจ้าหน้าที่เข้ายึดพื้นที่กว่า ๓,๐๐๐ ไร่ ท่านประธานครับชาวบ้านไม่รู้ตัวเลยครับว่าถูกยึด มารู้ตัวอีกทีหนึ่งตอนผู้ใหญ่บ้านไปแจ้งว่า จะมีเจ้าหน้าที่มายึดพื้นที่ทำกินของพี่น้อง ซึ่งตรงนี้มีชาวบ้านอยู่ ๖๐ ครอบครัวครับ บางครอบครัวอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ มีการสืบภาพถ่ายทางอากาศก็ยืนยันว่ามีร่องรอย การทำกินมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ครับ ปี ๒๕๒๘ พื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ภูขี้เถ้า แล้วก็ป่าภูเรือ ซึ่งชาวบ้านก็มีเหมือนกับทุกที่ มีการร้องเรียน มีการ ร้องขอให้มีการตรวจสอบสิทธิ ตรวจสอบที่อยู่ทำกินแล้วก็อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิเช่นกัน จากที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนกลายเป็นที่ของรัฐแบบไม่ได้ให้โอกาสพี่น้องในการ พิสูจน์สิทธิ ในการแสดงตัวตน ในการแสดงความเป็นเจ้าของเลยครับท่านประธานครับ ทั้งหมดนี่คือตัวอย่างจากภาคอีสานเท่านั้น แต่ข้อจริงมันเกิดขึ้นทั้งประเทศครับ ประชาชน ที่อยู่อาศัยมาก่อนถูกนิยามว่าคือผู้บุกรุกครับท่านประธาน ถูกดำเนินคดีสูญเสียที่ดิน ขาดความมั่นคงในชีวิตนะครับ และที่สำคัญผลลัพธ์ของนโยบายไม่ได้ทวงคืนผืนป่าเลยครับ ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๗ พื้นที่ป่าไม้ของประเทศมีอยู่ ๓๑.๖๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๖ หลังจับกุมประชาชนมานับพันคดี นับหมื่นคดี ป่าไม้ก็ยังมีอยู่ ๓๑.๔๗ เปอร์เซ็นต์ ป่าไม้ไม่ได้เพิ่มครับ แต่สิ่งที่มันเพิ่มคือภาระทางคดีความของ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตป่าครับท่านประธานครับ สุดท้ายครับ หากร่างกฎหมาย ฉบับนี้ผ่าน จะไม่ใช่แค่การนิรโทษกรรม แต่คือการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่อยู่มา ก่อนการประกาศเขตป่า เป็นการปลดพันธนาการและปลดปล่อยพลังทางการผลิตของ ประเทศไทยครับท่านประธาน นี่คือโอกาสสำคัญนะครับ เรียนไปยังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เรามาช่วยกันทำประวัติศาสตร์ด้วยการเลือกยืนเคียงข้างประชาชนครับ ขอบพระคุณ ครับ