เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เสนอหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดยชี้ให้เห็นปัญหาที่ประชาชนถูกดำเนินคดีแทนนายทุนภายใต้โครงการทวงคืนผืนป่าหลังปี ๒๕๕๗ จึงเรียกร้องให้รัฐนิรโทษกรรม คืนสิทธิในที่ดิน และออกกฎหมายคุ้มครองผู้ทำกินโดยสุจริต เพื่อปิดประตูนายทุนและผู้บุกรุกใหม่ โดยจะนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนชายขอบ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน และผู้สุจริตเท่านั้น
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขออนุญาตนำเสนอหลักการและเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจาก การดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... โดยมีหลักการ และเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ โดยที่ มีราษฎรได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยการประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ รวมทั้งที่อยู่อาศัยที่ทำกินของราษฎรที่ลงไปทับที่ของราษฎร ทำให้มีคนจำนวนมากอยู่ในเขต ที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะอยู่ในที่ดินในเขตป่าไป ทำให้คนเหล่านี้กลายไปเป็นอาชญากร มีสถานะที่ฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายและนโยบายต่าง ๆ ในการจับกุมดำเนินคดีคนเหล่านี้จำนวนมาก โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๕๗ มีการออกคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ อันนำไปสู่การจับกุมตรวจยึดที่ดินและดำเนินคดีแก่ ประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นการสมควรที่จะนิรโทษกรรมและล้างมลทินให้แก่ประชาชน ดังกล่าว รวมทั้งคืนสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินโดยสุจริตก่อนการประกาศ เป็นที่ดินของรัฐ หรือผู้ที่ได้รับการผ่อนผันตามนโยบายของรัฐบาล จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่นิรโทษกรรมให้แก่คนจน คนชายขอบที่ถูกดำเนินคดีไปอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะช่วงการดำเนินการตามนโยบาย ทวงคืนผืนป่าของ คสช. แม้ว่าตัวนโยบายจะใช้คำว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุนผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่นะครับ ปัญหาป่าทับคน คนทับป่าเกิดขึ้นมาเป็น เวลานาน เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการทยอยประกาศเขตป่าช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ทำให้ ประชาชนจำนวนมากที่ถูกประกาศทับไปแล้วสูญเสียสิทธิและโอกาสในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิต จากตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่ามีชุมชนที่อยู่อาศัย ในเขตป่าทั้งหมดประมาณ ๒๓,๐๐๐ ชุมชน มีที่ดินที่ทับซ้อนกับเขตป่าอย่างน้อย ๑๖.๗ ล้านไร่ ตามที่เห็นปรากฏอยู่บนจอนี้ ท่านประธานครับ ความจริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยล้วนมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนที่อยู่ในเขตป่า ตามภาพที่เห็นอยู่นะครับ ในกรอบสีน้ำเงิน ช่วงก่อนปี ๒๕๔๐ ช่วงนี้รัฐบาลล้วนมีนโยบาย ที่จะปฏิรูปที่ดิน กระจายการถือครองที่ดิน แน่นอนครับไม่ใช่การออกเอกสารในลักษณะที่ เป็นกรรมสิทธิ์ แต่อยู่ในรูปของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนิคม ไม่ว่าจะเป็น ส.ป.ก. อย่างนี้นะครับ แต่ว่าพอหลังปี ๒๕๔๐ นโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไป จากการปฏิรูปที่ดินมาเป็นรูปแบบของ การอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าโดยใช้เงื่อนไขตามกฎหมายป่าไม้ โดยเฉพาะที่สำคัญ แล้วก็ผมอยากจะให้ยึดเป็นหมุดหมายก็คือตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ นับว่าเป็นนโยบายที่สำคัญที่ผ่อนผันให้ประชาชนที่อยู่ในเขตป่าถูกประกาศ ทับที่ผ่อนผันไม่ให้ถูกจับกุมดำเนินคดี แล้วกำหนดให้สำรวจการถือครอง แล้วก็ย้ำว่า มิให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม นี่เป็นมติ ครม. ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และหลังจากนั้นมา ก็ยังมีมติ ครม. อีกหลายฉบับเช่นเดียวกันที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ก็คือพยายามที่จะ รับรองสิทธิผ่อนผันไม่ให้ถูกจับกุมดำเนินคดี แล้วก็สำรวจการถือครองเพื่อป้องกันไม่ให้คน บุกรุกเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นมติ ครม. ว่าด้วยการคุ้มครองวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ชาวเล หรือ แม้กระทั่งคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ก็เช่นเดียวกัน และล่าสุดก็คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ซึ่งก็ล้วนเป็นมติ ครม. ที่ผ่อนผันให้คนที่ทำกินมาก่อนได้อยู่อาศัยไปก่อน ระหว่างที่รอการพิสูจน์สิทธิหรือรอให้มีการอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พอมาถึงปี ๒๕๕๗ คำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาที่เราพูดถึงตอนนี้ ก็คือทวงคืนผืนป่า แม้จะบอกว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุนผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ ปรากฏว่ามีแต่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ แล้วเพียงระยะเวลา ๒ สัปดาห์หลังจากมีการ ออกคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ นี้ มีภาคประชาชน สื่อมวลชนได้นำเสนอว่าการทวงคืนผืนป่า ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ คสช. จึงได้ออกคำสั่งอีกฉบับหนึ่งก็คือคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๕๗ ก็คือฉบับนี้ ซึ่งผมอยากจะให้จำฉบับนี้เอาไว้ แล้วก็จะกลายเป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญ ในการที่เราจะพิจารณานิรโทษกรรมด้วย คำสั่ง คสช. ฉบับนี้เน้นย้ำว่าการทวงคืนผืนป่า ตามนโยบายของ คสช. ต้องไม่กระทบต่อผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ที่ได้อยู่อาศัยในที่ดินอันนั้นก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยกเว้นผู้บุกรุกใหม่ ความหมายก็คือว่า ในการทวงคืนให้ทวงคืนเฉพาะจากนายทุนผู้มีอิทธิพลและผู้บุกรุกใหม่เท่านั้น ยกเว้นชาวบ้าน ต้องไม่กระทบ แต่ว่าในทางปฏิบัติการดำเนินการทวงคืนผืนป่าเขาใช้วิธีการแบบนี้ครับ กอ.รมน. ทหาร ป่าไม้ ใช้วิธีการสนธิกำลังลงไปจับกุมดำเนินคดีอย่างเป็นการทั่วไปโดย ไม่มีการกลั่นกรองเลย คนที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ก็เลยเป็นชาวบ้าน นอกจากนี้ก็ยังมีการ ปฏิบัติการข่าวสาร โดยทุกครั้งที่มีการจับกุมแม้จับกุมชาวบ้านจะมีการออกสื่อทุกระดับ ย้ำนะครับว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุนผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองท้องถิ่น แต่ความจริงก็คือ มีแต่ชาวบ้านที่ถูกจับกุมแล้วก็ไปพาดหัวข่าวว่าจับกุมนายทุน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่นายทุน แล้วผล เป็นอย่างไรหรือครับ นี่คือสถิติคดีทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔ นี่ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ ผมย้ำว่าไม่ใช่ทั้งหมด ในช่วงปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๒ ดำเนินคดีไปทั้งหมดประมาณ ๒๙,๐๐๐ คดี ยึดที่ดินไปประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตป่าสงวน แต่ที่สำคัญก็คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเปิดข้อมูลเองว่าในจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่ตรวจยึดไปทั้งหมดนั้น จริง ๆ แล้วมีเพียงประมาณ ๘๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่เป็นการบุกรุกใหม่ ก็หมายความว่าประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ยึดตามคำสั่ง คสช. ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ควรถูกยึดตั้งแต่ต้นนะครับ อันนี้ก็คือเฉพาะคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องหาในคดีบุกรุกป่า ผมอยากให้ดูในกล่องสีแดง จำนวน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๔ มีถึง ๔,๗๐๐ คน นี่เฉพาะที่ ปรากฏแล้วก็เป็นเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน ถ้านับคดีอื่น ๆ ด้วยอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงนี้มีไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ คน คนเหล่านี้เกินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา นี่ตัวอย่างที่ผมอยากจะให้ดูนะครับ เกิดขึ้นที่ จังหวัดลำปางยึดไปทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าไร่ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า ๕๐๐ หลังคาเรือน ที่ดินเป็นแบบนี้ครับ ที่ที่เขาทำกินกันมานานแล้ว นี่ตัดฟันสวนยาง ต้นยางนี้อายุไม่น่าจะ ต่ำกว่า ๑๐ ปีแล้ว นี่คือพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกดำเนินคดีนะครับ ปลูกข้าว นี่ก็เป็น ที่ภาคอีสานถูกดำเนินคดีไป ๑๔ คน ศาลสั่งจำคุกไป ๑๓ คน รอลงอาญา ๑ คน อันนี้ก็คือ ปฏิบัติการตัดสวนยางนะครับ ท่านเห็นภาพบนซ้ายมือไหมครับ ต้นยางต้นนี้ท่านคิดว่า มีอายุกี่ปี ไม่ใช่ผู้บุกรุกใหม่แน่ ๆ ครับ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้เราจึงมีความประสงค์ ที่จะคืนความเป็นธรรมให้แก่ราษฎรที่ได้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน แล้วก็ถูกดำเนินคดี อย่างไม่เป็นธรรม แล้วเขาเหล่านี้ก็ได้รับการคุ้มครองตามนโยบายเดิมอยู่แล้วครับ ในขณะเดียวกันพร้อมกันนี้ก็จะต้องล้างมลทินให้ นอกจากล้างมลทินให้แล้วในกรณีที่พิสูจน์ ได้ว่าเป็นที่ดินที่ไม่ได้บุกรุกใหม่ ไม่ใช่นายทุน ก็ปลดล็อกให้พวกเขาสามารถที่จะนำที่ดินเข้าสู่ กระบวนการรับรองคุ้มครองสิทธิปกติครับ คนที่สามารถพิสูจน์สิทธิตามประมวลกฎหมาย ที่ดินได้ก็เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงื่อนไข ที่จะได้รับการคุ้มครอง อย่างเช่นเข้าสู่กระบวนการ คทช. ก็ให้เขาเหล่านี้มีสิทธิที่จะเข้าสู่ กระบวนการ คทช. หากไม่นิรโทษกรรมพื้นที่เหล่านี้ถือว่าถูกตรวจยึดโดยผลของกฎหมาย เมื่อตรวจยึดโดยผลของกฎหมายจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการได้ เพราะฉะนั้นจึงมี ความจำเป็นที่จะต้องนิรโทษกรรม แล้วกลุ่มเป้าหมายมีใครบ้าง หลัก ๆ จะมีอยู่ ๓ กลุ่มนี้ กลุ่มที่ ๑ ก็คือผู้ที่ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่า กลุ่มที่ ๒ ได้ครอบครองทำกินหลังการประกาศเป็นพื้นที่ป่า แต่ได้รับผ่อนผันตามมติ ครม. กลุ่มที่ ๓ ก็คือผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ เราไม่นิรโทษกรรมเป็นการทั่วไป เจตนาเราต้องการที่จะนิรโทษกรรมเฉพาะคนที่มีความชอบธรรม คนที่มีกฎหมาย มีนโยบาย คุ้มครอง รัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับเขาอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เฉพาะคนกลุ่มนี้เท่านั้น ที่จะมีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม สำหรับคนที่พิสูจน์แล้วปรากฏว่าอยู่หลังการประกาศ คำสั่ง คสช. เมื่อปี ๒๕๕๗ คนที่เป็นนายทุน คนที่มีอิทธิพล คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการ นิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ สำหรับขั้นตอนและกระบวนการในการดำเนินการ เราเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง แล้วคณะกรรมการ เหล่านี้มีส่วนประกอบที่เป็นภาคส่วนราชการเกือบทั้งหมด คณะกรรมการนิรโทษกรรม ระดับจังหวัดจะทำหน้าที่หลักในการกลั่นกรองบุคคลที่มีคุณสมบัติซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการ จังหวัด มีทั้งทหาร ตำรวจ อัยการ เรือนจำเหล่านี้มาร่วมเป็นคณะกรรมการ ส่วนคณะกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดหรือเรียกสั้น ๆ ว่าคณะกรรมการในระดับชาติก็จะทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในกรณีที่มีการอุทธรณ์ขึ้นมา เมื่อกฎหมายผ่านไปแล้วกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมรายชื่อของผู้ได้รับผลกระทบ เข้ามาพิจารณา ในขณะเดียวกันหากใครที่หลุดรอดออกไปมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องได้ด้วยตัวเอง ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิที่จะขอยื่นคำร้องได้ด้วยตัวเอง เราจะกำหนดให้ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี เพื่อที่จะเป็นการเร่งรัดให้การดำเนินการนิรโทษกรรมเป็นไปได้อย่าง เร็วที่สุดครับ
และประการสุดท้ายที่ผมอยากจะเน้นย้ำในที่นี้ก็คือว่าเราจะปิดประตูนายทุน และผู้บุกรุกใหม่ เราต้องการที่จะทำให้มีความมั่นใจได้ว่าผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมก็คือ เป็นประชาชนคนชายขอบ คนที่ไม่มีที่ดินทำกิน คนที่สุจริตจริง ๆ เท่านั้น อย่างกรณี เขากระโดงอย่างนี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ครับ เพราะเป็น เรื่องของการออกเอกสารสิทธิที่ทับที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องของที่ดิน ตามกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้นะครับ กรณีนายทุนไทยเทา นายทุนจีนเทาที่ไปกว้านซื้อที่ดิน ไปปลูกทุเรียนแปลง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ไร่ ตามที่เป็นข่าว กลุ่มเหล่านี้ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน เพราะว่าตามคำสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ได้เน้นย้ำ ไปว่าจะคุ้มครองเฉพาะคนที่เป็นผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะเน้นย้ำแล้วก็จะทำให้เห็นว่ามันมีความจำเป็นที่เราต้องนิรโทษกรรมให้แก่ คนเหล่านี้ เพราะว่าทั้งจำนวนมันเยอะจริง ๆ ทั้งพื้นที่ที่ถูกตรวจยึดไปอย่างไม่เป็นธรรม ก็เยอะจริง ๆ นะครับ หลายคนอาจจะกังวลกรณีที่บอกว่าจะทำให้นายทุนหลุดรอดเข้าไป รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ด้วยหรือไม่ อันนี้ผมคิดว่าเราก็ต้องตระหนักเรื่องนี้ เช่นเดียวกัน แล้วก็ในการออกแบบกฎหมาย อันนี้จำเป็นที่จะต้องรัดกุมเพื่อที่จะเป็นการ สร้างหลักประกันว่าจะไม่มีนายทุน ไม่มีจีนเทาที่ไหนที่มารับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณมากครับ