ทวี เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คืนสิทธิที่ดินทำกินให้ประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘

ทวี สอดส่อง เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อคืนสิทธิในที่ดินทำกินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตที่ดินของรัฐทับที่ทำกินเดิม โดยระบุเหตุผลว่านโยบายรัฐทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีผิดกฎหมายและสูญเสียที่อยู่อาศัย จึงควรล้างมลทินและคืนสิทธิให้กลุ่มผู้ครอบครองที่ทำประโยชน์ก่อนประกาศเขต ทวี สอดส่อง เสนอรายละเอียดกลไกนิรโทษกรรมโดยแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์หลังวันประกาศที่ดินของรัฐเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ครอบครองไม่เกิน ๒๕ ไร่แต่ไม่รวมกรณีร่วมมือเจ้าหน้าที่ผิดกฎหมาย และกลุ่มพ้นโทษแล้ว โดยกำหนดขั้นตอนการตรวจสอบระดับจังหวัดและการส่งรายชื่อต่อศาล อัยการ หรือตำรวจ เพื่อพิจารณาออกหมายนิรโทษกรรม พร้อมระบุกรอบเวลาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ และการดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ทวี สอดส่อง เสนอรายละเอียดกลไกนิรโทษกรรมโดยแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์หลังวันประกาศที่ดินของรัฐเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ครอบครองไม่เกิน ๒๕ ไร่แต่ไม่รวมกรณีร่วมมือเจ้าหน้าที่ผิดกฎหมาย และกลุ่มพ้นโทษแล้ว โดยกำหนดขั้นตอนการตรวจสอบระดับจังหวัดและการส่งรายชื่อต่อศาล อัยการ หรือตำรวจ เพื่อพิจารณาออกหมายนิรโทษกรรม พร้อมระบุกรอบเวลาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ และการดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความ เสียหายและได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. .... ที่มีนายซูการ์โน มะทา เป็นผู้เสนอ ซึ่งผมก็ได้ร่วมลงนามอยู่ในขณะนั้น ความจริงร่างดังกล่าวนี้เป็นร่างที่ทางรัฐบาลเดิม ที่ปัจจุบันได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มประชาชนขับเคลื่อนเรื่องที่ดินและป่าไม้หรือ P-move เข้ามาเสนอไปในสมัยรัฐบาลเศรษฐา เสร็จแล้วก็ต้องการจะนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่อยู่ มาก่อนป่า คือเรียกว่าป่าทับคน ก็ได้มีการศึกษา มีการรับฟังความเห็น แล้วก็เสนอเข้าไปอยู่ ในคณะกรรมการต่าง ๆ พร้อมกับส่วนหนึ่งทาง สส. พรรคประชาชาติท่านซูการ์โน มะทา ก็ได้เข้าเป็นคณะด้วย ก็ได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วก็เสนอคู่ขึ้นมา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็มีหลักการว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมและล้าง มลทินแก่ประชาชนอันเนื่องมาจากได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการ ดำเนินการตามกฎหมายและนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เหตุผลก็คือโดยที่มี ประชาชนได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกฎหมายและ นโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน กรณีประกาศเขตพื้นที่ของรัฐทับที่ทำกินของประชาชน ทั้งที่ประชาชนอยู่มาก่อน ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นกลายเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไป อีกทั้งการประกาศเขตที่ดินของรัฐที่มีจำนวนเนื้อที่มากไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากร ที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินและที่อาศัย จึงได้เข้าไปอยู่ในที่ดินของรัฐ อันนำไปสู่ข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับประชาชนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนไร้ที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ไม่มีสิทธิในที่ดินในการเข้าทำประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไม่สามารถไปประกอบอาชีพอื่นได้ตามปกติธุระ จึงเป็นการสมควรจะนิรโทษกรรมแล้วล้างมลทินให้แก่ประชาชนดังกล่าวและคืนสิทธิในที่ดิน ทำกินให้แก่ผู้สุจริตที่อยู่มาก่อนประกาศที่ดินของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ความผิดที่เราจะนิรโทษกรรมครั้งนี้ก็จะนิรโทษกรรมให้กับบุคคล ที่อาจจะถูกกล่าวหาว่าปัจจุบันเป็นผู้บุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ทำลาย หรือกระทำด้วย ประการใด ๆ อันให้เกิดความเสียหายกับสภาพป่าหรือกฎหมาย ซึ่งมีทั้งหมด ๘ กฎหมาย

กฎหมายที่ ๑ คือประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๔ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๖ พ.ร.บ. ป่าสงวน พ.ศ. ๒๕๐๗ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วก็พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม ผู้ที่จะได้รับนิรโทษกรรมจะแบ่งออกเป็น

กลุ่มที่ ๑ กลุ่มผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนที่จะประกาศที่ดิน ของรัฐไปทับ อันนี้เขาเรียกว่าป่าไปทับคนที่อยู่มาก่อน

กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ได้รับการครอบครอง ที่เข้าไปครอบครองและทำ ประโยชน์หลังวันประกาศที่ดินของรัฐ แต่เป็นผู้ยากไร้และมีที่จำนวนไม่เกิน ๒๕ ไร่ แต่ทั้งนี้ จะไม่รวมถึงผู้ที่ครอบครองที่ดินเกินกว่าจำนวน ๒๕ ไร่ หรือผู้ที่ครอบครองที่ดินได้ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบและถูกดำเนินคดีเรื่องบุกรุก กลไกในการ ดำเนินการก็จะแบ่งเป็นกลไกระดับ ๑ ก็คือเราจะใช้ยุติธรรมจังหวัดหรือหน่วยงานในการ กลั่นกรอง ก็คือกลุ่มที่ ๑ กลุ่มบุคคลที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนกับบุคคลอยู่ในชั้นพนักงานอัยการ ชั้นพิจารณาคดีของศาล บุคคลที่อยู่ระหว่างคุมประพฤติ และบุคคลที่อยู่ระหว่างคุมขัง กลุ่มที่ ๒ บุคคลที่พ้นโทษแล้ว คณะกรรมการนิรโทษกรรมก็มีระดับจังหวัดมีหน้าที่ในการ ตรวจสอบบุคคลผู้ได้รับนิรโทษกรรม และส่งรายชื่อต่อศาลหรืออัยการ หรือตำรวจพื้นที่ เพื่อให้ศาลและอัยการหรือตำรวจพื้นที่จะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คือการ นิรโทษกรรมปลายทางจะไปที่ศาลนะครับ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดก็จะมีหน้าที่วินิจฉัย ชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการนิรโทษกรรมระดับจังหวัด และมีอำนาจขยายระยะเวลาในการดำเนินการนิรโทษกรรมระดับจังหวัดพอสมควร

กรอบในการดำเนินการ ข้อ ๑ เรากำหนดช่วงเวลาในการดำเนินการนิรโทษกรรม เริ่มต้นและสิ้นสุด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗ จนถึงพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ที่ใช้ปี ๒๔๙๗ ก็คือมีประกาศประมวลกฎหมายที่ดิน ข้อ ๒ กำหนด ระยะเวลายืดนิรโทษกรรมก็ภายใน ๑ ปี นับแต่กฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ ข้อ ๓ กำหนดการ ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ได้รับรายชื่อจากสำนักงานศาลยุติธรรมจังหวัด

ผลทางกฎหมายก็คือ (๑) ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้บุคคล ผู้ได้รับการกระทำนั้นพ้นจากความผิด ทั้งความผิดในทางอาญา ทางแพ่ง และทางการ ปกครองโดยสิ้นเชิง (๒) คืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับผู้สุจริตในการครอบครองและทำ ประโยชน์ตามที่ประกาศว่าเป็นที่ดินของรัฐตามกลุ่มที่ ๑ คือกรณีที่ป่าไปรุกคน (๓) ก็คือ จะล้างมลทินให้แก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กราบเรียนผมอยากจะฉายภาพให้เห็น วันนี้ที่ดินของประเทศไทยมีจำนวน ๓๒๐ ล้านไร่ ในจำนวน ๓๒๐ ล้านไร่นั้น ในสภาพความเป็นจริง ณ ปี ๒๕๖๘ เรามีพื้นที่ป่าอยู่แค่ ๑๐๒ ไร่ เรามีพื้นที่ที่ทำการเกษตรอยู่ ๑๔๙ ล้านไร่ และพื้นที่นอกการเกษตรอยู่ ๖๘ ล้านไร่ เรามีที่ ที่เขาเรียกว่าเป็นที่ดินเอกชนหรือที่เป็นโฉนดอยู่ ๑๒๗ ล้านไร่ ซึ่งปรากฏว่าที่ดินที่เป็นโฉนด มันจะเป็นการกระจุกตัว ซึ่งเราตรวจพบว่าคนที่มีพื้นที่มากที่สุดก็ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ต่อคน เนื่องจากว่าเราได้มีกฎหมายที่ดิน มองที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ คือที่ดินเป็นสินทรัพย์ ไม่ได้เป็น ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิต การที่ทำที่ดินเป็นสินทรัพย์คือทำให้คนมีการกักตุนที่ดินและจะมีการ กระจุกตัวขึ้น ประเด็นปัญหาก็คือว่าเรายังมีคนจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินทำกิน และที่ดินที่เป็นที่ ของรัฐจะมีหน่วยงานที่เข้าไปดูแลถึง ๘๔ หน่วยงาน จำนวน ๑๖ กระทรวง ซึ่งเราจะเห็นว่า แต่ละหน่วยงานก็จะมีกฎหมายของตัวเอง เราจึงพบว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับที่เรียกว่าป่าทับคน กับที่คนทับป่าซึ่งสภาพปัญหาค่อนข้างรุนแรง ขณะนี้มีตัวเลขที่สำรวจชัด ๆ ก็มีประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐-๑,๓๐๐,๐๐๐ คน เราจะพบว่าการแก้ปัญหาที่เรื้อรังในกรณีป่าทับคน คนทับป่า ในแต่ละปีเราต้องใช้เงินประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาททุกปี แล้วก็ใช้มาโดยตลอด แล้วปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้มีการแก้ไข ซึ่งขนาดของปัญหาดังกล่าวก็จะพบว่าในจำนวน ๑ ล้านคนเศษขึ้นไปก็จะอยู่ในป่าอนุรักษ์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย จะอยู่ในป่าสงวน แห่งชาติประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ราย จะอยู่ในที่ราชพัสดุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็รวมถึงที่ดิน ส.ป.ก. บางส่วนก็ไปทำ โดยมิชอบ ซึ่งเราก็จะมีปริมาณคดีที่เรียกว่าบุกรุกป่าอนุรักษ์ ในปัจจุบันมี ๑๓,๗๑๓ คดี แล้วก็มีคดีต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งซึ่งเราเริ่มต้นคำว่าป่า นิยามคำว่าป่า อย่างเดียว เฉพาะกรมป่าไม้ก็ยังสับสน คือตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ป่าตามมาตรา ๔ ของป่าไม้ ก็หมายถึงที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ทุกอย่างเป็นป่าหมดถ้าไม่มีกฎหมาย ตามกฎหมายที่ดิน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมี พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ เราก็นิยามว่า ป่าเหมือนกัน ป่าก็คือที่ดินรวมตลอดจนถึงภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและชายทะเลที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมาย นอกจากนั้นเราก็ไปมีนโยบายป่าไม้ แห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ เพื่อจะกำหนดป่าให้เป็นตามมาตรฐานสากลหรือ EUDR ที่ทำทุกวันนี้ ก็คือป่าหมายถึงพื้นที่ปกคลุมพืชพันธุ์ที่สามารถจำแนกได้โดยมีการปกคลุมอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า ๓.๑๒๕ ไร่ต่อ ๐.๕ เอเคอร์ ซึ่งอันนี้เป็นนิยามป่าอย่างเดียวก็ไม่ชัดเจน เราจึง พบว่าป่าตามความเป็นจริงที่ปรากฏในแผนที่เราก็จะมีถึง ๑๓๗ ล้านไร่ แต่พอในแต่ละปี เราได้เอาภาพถ่ายดาวเทียม คือป่าตามกฎหมาย ภาพถ่ายดาวเทียมที่เห็นขนาด ๘ เมตรนี้ว่า ป่าจริงเป็นเท่าไร ก็มีอยู่ ๑๐๐ ไร่ ซึ่งเราจะมีประมาณ ๓๕-๓๗ ล้านไร่ที่เป็นป่าทิพย์ คือไม่ใช่ป่า แต่ก็เป็นที่สำหรับประชาชนก็เหมือนเป็นอาชญากรอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น เราจึงถึงระยะเวลาที่เราจำเป็นแล้วครับ วันนี้ถือเป็นวิกฤติต้องเป็นโอกาส พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็นการคืนสิทธิคืนศักดิ์ศรีให้กับคนที่อยู่มาก่อนป่า ให้กับคนที่ไปป่าทับคน ซึ่งผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินที่เรามีมายาวนาน เราจะพบว่าสมัยปู่ของปู่ เป็นเจ้าของ พอมาเป็นปู่แล้วก็จะอยู่ในที่ดินของรัฐ อาจจะเป็นป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ที่ไปประกาศทับ พอมาเป็นพ่อก็อยู่ในป่า พอมาเป็นลูกก็เป็นอาชญากรที่อยู่ในที่ดินของรัฐ แล้วพอมาเป็นลูก หลาน เหลน ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องอยู่ในที่ดินของรัฐ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะอยู่บนความเป็นจริง ผมจึงคิดว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนี้ ถ้าเกิดมา เราสามารถใช้เวลาใน ๑ ปี แล้วสามารถจะทำให้ป่าเป็นป่าจริง ๆ แล้วคนที่อยู่ในป่าก็มี ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้น จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ส่วนรายละเอียดนั้น ผมคิดว่าพอตั้งกรรมาธิการ ผมได้เป็นประธาน เวลาเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มา ๖๐ กว่าหน่วย จะมีความสับสน เพราะที่ดินของตัวเองพอรวม ๆ กันแล้วมากกว่าประเทศไทย บางที ๕๐๐ ล้านไร่ ประเทศไทย ๓๒๐ ล้านไร่ เพราะเรามีเขตทับกันไปทับกันมา วันนี้จึงถึงเวลา ที่จะแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้านะครับ ขอขอบพระคุณมากครับ