อังคาร เพชรอาวุธ พูดถึงการแก้ไขมาตรา ๒๐ เพื่อให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน แม้ศาลจะยกฟ้องโดยเหตุสงสัย แต่จะต้องมีหลักเกณฑ์ในการกลั่นกรอง และไม่ให้อำนาจคณะกรรมการลดลง
ก็ยังคงเป็นประเด็นเดิมว่าในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ คืออะไร มาตรา ๒๐ คือหลักเกณฑ์ครับ มาตรา ๘ และมาตรา ๗ คืออำนาจ เพราะฉะนั้นแม้จะมีอำนาจ อนุมัติ แต่การอนุมัติต้องมีหลักเกณฑ์ อย่างเช่น ข้อที่ ๑ ต้องเป็น อัยการ เขียนอยู่ในมาตรา ๘ ไหมครับ (๑) มีอยู่ในมาตรา ๘ ไหมครับ (๒) ถูกควบคุมหรือขังก่อน หรือระหว่างการสอบสวน มีอยู่ในมาตรา ๘ ไหมครับ ท่านต้องดูตรงนี้ (๑) กับ (๒) ไม่มีอยู่ใน มาตรา ๘ ทำไมถึงเขียนได้ อันที่ ๓ เป็นกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า จากเดิมกฎหมายเดิม การพิจารณาผู้ที่จะได้รับค่าตอบแทนไม่มีคณะกรรมการเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันมีตัวบท เขียนอย่างนี้ ตัวบทของหมวดที่ ๕ มาตรา ๒๐ เดิม จำเลยมีสิทธินั้นต้องปรากฏหลักฐาน ชัดเจนว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดี หรือปรากฏ ตามคำพิพากษาถึงที่สุด ว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด ปัญหานี้เป็น ปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีศาลไหนเขียนชัดเจนขนาดนี้ เมื่อไม่มีศาลไหนเขียนชัดเจนขนาดนี้ ท่านครับเกิดอะไรขึ้นครับ ศาลยกฟ้องเพราะเหตุสงสัย ไม่มีคนได้รับเลยเพราะมาตรานี้ ผมถามว่ามาตราเดิมนี้ขัดแย้งกับมาตรา ๘ ไหมครับ มาตราเดิมเขียนถึงขนาดต้องปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนเลยครับ แต่มาตราใหม่ที่แก้ไขนี้ ลดทอนความแข็งกระด้างนี้ลงไปครับท่านครับ โดยตัดคำว่าพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงยุติ ออกไป เพื่อให้จำเลยมีสิทธิได้รับมากขึ้น ไม่ติดล็อกหรือ Deadlock ด้วยคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตามจำเลยมีสิทธิได้รับมากขึ้นจะต้องมีหลักเกณฑ์กลั่นกรอง จึงให้อำนาจ คณะกรรมการมากลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง เดิมตัวบทเขียนเลยครับข้อเท็จจริงต้องเป็นอย่างไร ถึงจะได้ ถ้าท่านมองว่า (๓) ขัดแย้งกับมาตรา ๘ ผมว่าข้อที่ ๓ นี้ก็ขัดแย้งถูกไหมครับ เพราะไปตัดอำนาจคณะกรรมการเลย เพราะฉะนั้นผมมองว่ามาตรา ๒๐ นี้เป็นเพียง หลักเกณฑ์และข้อจำกัดเท่านั้น นอกจากนี้ในมาตรา ๘ คณะกรรมการยังกระทำการอื่นใด ได้ด้วยนะครับ กฎหมายไม่ได้ Deadlock ตลอดเวลาว่าทำได้เท่านั้นเท่านี้ กระทำการอื่นด้วย ในกรณีมาตรา ๘ นะครับ ท่านก็ไปดูที่ (๔) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ กฎหมายกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ทีนี้มาตรา ๒๐ นี้ทำไมยังคงยืนยันร่างเดิม กรรมาธิการก็ยังคงยืนยันร่างเดิมว่าคำพิพากษาศาลให้ยกฟ้องแล้วก็จะต้องมีคณะกรรมการ ตรวจสอบ เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับ เพราะเหตุผลว่าคดีที่พนักงานอัยการฟ้องตั้งแต่ต้น ที่ผมบอกว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้อง เท็จจริงบิดเบี้ยว เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ผมไม่ได้มากล่าวร้ายใครทั้งนั้น แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่สมบูรณ์เกิดจากอัยการไม่ได้เข้าร่วม สอบสวนตั้งแต่ต้น ทำให้อัยการรับรู้ข้อเท็จจริงน้อย มันส่งผลตั้งแต่ชั้นสั่งคดีและส่งผลถึง ชั้นพิจารณา ชั้นพิจารณาในระบบกล่าวหาครับท่านครับ ในระบบกล่าวหานั้นโจทย์จะต้อง พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ถ้าปรากฏว่าข้อเท็จจริงมันไม่เพียงพอท่านครับ ข้อเท็จจริงมันบิดเบี้ยว ศาลก็จะยกฟ้อง ไม่ใช่ยกฟ้องเพราะจำเลยไม่มีความผิดครับ เพราะกฎหมายเขียนชัดเจนครับ ในกรณีสงสัยให้ศาลยกฟ้องครับ ศาลใช้มาตรานี้เป็นประโยชน์ตลอดเพราะสงสัยตลอด เหตุที่สงสัยเพราะข้อเท็จจริงมีข้อสงสัยครับ และเราไม่อาจแก้ข้อเท็จจริงนี้ได้แม้แต่พนักงาน อัยการที่เก่งที่สุด เพราะข้อเท็จจริงมันต้องเริ่มจากการรวบรวมมาครับ พอเราทำไป Present ไปศาลเราไม่ได้รวบรวมมาเอง เรา Present ในศาลอะไรเกิดขึ้นครับ ข้อเท็จจริงไม่สมบูรณ์ ศาลยกฟ้องครับ ๑๐๐ คดี โอกาสยกฟ้องมีถึง ๕๐ คดีครับ จากข้อเท็จจริงที่ไม่สมบูรณ์ ๕๐ คดี ก็มีข้อกังวลต่อไปว่า ๕๐ คดีนี้จะให้เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม กลับด้านกันเลยครับ เดิมไม่ให้เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่เขียนว่าบริสุทธิ์ แต่ร่างกฎหมายใหม่ออกไปให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ายกฟ้อง สวนทางกลับกันเลยครับโดยหาจุดกึ่งกลางไม่ได้เลยครับ ถ้ามีคณะกรรมการอยู่ อย่างน้อยที่สุดได้กลั่นกรองข้อเท็จจริงที่สมเหตุสมผลในการใช้เงิน ของรัฐไปเยียวยาบุคคลที่ถูกต้องจริง ๆ อันนี้ผมก็คิดว่ากรรมาธิการยังยืนยันหลักการเดิม แต่ความเห็นก็แล้วแต่สภาอย่างนี้ครับ แต่หลักการที่เรายืนยันมาจะได้ตอบสภาได้ว่าทำไม คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ถึงเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมาธิการครับ มีการ วิเคราะห์กันมาแล้วครับ ขอบคุณครับ