สุทิน คลังแสง หารือเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่าต้องผ่านเกณฑ์ทั้งกฎหมายและจริยธรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีการเลือกบุคคลที่มีคดีความหรือถูกสังคมติเตียนอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อศักดิ์ศรีของสภาและความเชื่อถือระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประธานสภาตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากมหาสารคามครับ ท่านประธานครับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีส่วนสำคัญต่อชีวิตคนไทยทุกชีวิต และมีส่วน สำคัญต่อหน้าตาความเชื่อถือของประเทศ ผมเองไม่ติดใจว่าใครจะได้เป็น ยิ่งถ้าเป็นคน ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แล้วผมพร้อมสนับสนุน แต่สิ่งซึ่งพวกเราทุกคน ๔๐๐-๕๐๐ ชีวิต ซึ่งเป็นผู้แทนด้วยกันต้องคำนึงอย่างมากก็คือว่าแม้เราอยากให้พวกเราได้เป็น แม้เรา ไม่ขัดข้อง แต่ประการแรกเราต้องคัดเอาคนที่สง่างามที่สุดของสภาเรา เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อเกียรติยศของสภา ไม่ให้สถาบันอื่นมาดูแคลนได้ว่าสภาแห่งนี้เลือกตัวแทนไปเป็น นายกรัฐมนตรีใช้ไม่ได้ แล้วนอกเหนือจากความสง่างามเกียรติยศของสภาแล้ว ต้องเป็น ที่ยอมรับของต่างชาติ เพราะความเชื่อถือของต่างชาติมีผลต่อชีวิตของคนไทย เพราะฉะนั้น ความสง่างามการยอมรับที่ผมว่านี่เอาอะไรมาวัด เราก็มีกฎหมายเขียนขึ้นมาเรียบร้อยก็คือ คุณสมบัติตามกฎหมาย ตามกฎหมายแล้วไม่พอช่วงหลังก็มาบัญญัติขึ้นอีกว่าเรื่องของโลก ติติงนี่สำคัญ แม้ไม่บัญญัติในข้อกฎหมายก็เลยบัญญัติจริยธรรมขึ้นมา เพราะฉะนั้นมาตรฐาน ๒ อย่างคือข้อกฎหมายต้องได้ และมาตรฐานจริยธรรมต้องถูก อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องคำนึง ให้มากในการเลือกใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วกระบวนการก็สำคัญ แม้จะได้บุคคลดีมี ความสง่างาม แต่กระบวนการมันเป็นการธำรงรักษาระบบรัฐสภาของเราไว้ ผมฟังท่าน จาตุรนต์ ฉายแสง พูด ฟังคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว พูด ไม่สบายใจอย่างยิ่งว่าการจะได้มาจาก นายกรัฐมนตรีครั้งนี้ต้องลงทุนด้วยการทำลายระบบรัฐสภาของเราอย่างมาก ทำให้มาตรฐาน สภาตกต่ำแล้วจะสร้างความยุ่งเหยิงต่อไปมาก ผมกลับมาที่เรื่องความชอบธรรมด้วย กฎหมายและจริยธรรม คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีนี่คุณสมบัติตามกฎหมายเขียนไว้ชัด ผมก็ ตรวจดูทั้ง ๒ ท่าน ทั้งท่านชัยเกษม ท่านอนุทินก็ดูไม่มีปัญหามาก โดยเฉพาะท่านชัยเกษม เรียบร้อยบริสุทธิ์ แต่ท่านอนุทินต้องเรียนตามตรงผมไม่สบายใจในคุณสมบัติข้อกฎหมายว่า จะมีปัญหาตามมาแน่นอนนะครับ ข้อกฎหมายข้อใดครับ ก็เป็นที่รู้แล้วก็รู้กันทั้งเมือง เรื่องคดีฮั้ว สว. ท่านเป็นคนที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี แล้วท่านไปรับข้อกล่าวหา แล้วขณะนี้คดีอยู่ในชั้นของ กรรมการเลือกตั้ง กำลังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายกระบวนการยุติธรรม อันนี้คือข้อ ๑ แล้วก็สำคัญยิ่งก็คือเรื่องของการร่วมกันทำ MOA ขึ้นมานี่มันหมิ่นเหม่ต่อรัฐธรรมนูญ ก็คือ ท่านกำลังทำผิด ท่านประธานครับ ที่เพื่อนพูดในหลาย ๆ คนเป็นห่วงว่าตัวแทนของเรา ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีข้อกฎหมายชอบไหม จริยธรรมชอบไหม ผมยกตัวอย่างให้ฟังอยู่ว่า ในทางศาสนานี่คนที่จะบวชและบวชแล้วนี่จะอยู่ในสมณเพศได้ไหม ต้องถูกจับสึกได้ไหม มันมีโทษอยู่ ๒ อย่าง อันหนึ่งเขาเรียกว่าโลกวัชชะ ถ้าโลกติติงแล้ว โลกติเตียนแล้วนี่ ไม่ควรบวช บวชอยู่แล้วต้องสึก อันที่ ๒ ก็คือปัณณัตติวัชชะก็คือข้อกฎหมายหรือวินัยสงฆ์ ต้องได้ ๒ คนที่เสนอชื่อวันนี้ ผมดูแล้วไม่ได้ลำเอียง ท่านชัยเกษมนี่ไม่มีทั้งโลกวัชชะ ปัณณัตติวัชชะ กฎหมายได้ จริยธรรมได้ แต่สำหรับท่านที่ ๒ คือท่านอนุทินผมมีข้อกังขา เรื่องคดีที่รัฐยังอยู่ แล้วข้อกังขานี่มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผมจะเรียนถามท่านประธาน ท่านประธานได้ใส่ใจนิดหนึ่งด้วยความหวังดีต่อท่าน ถ้าเกิดว่าท่านอนุทินได้รับการยอมรับ จากสภานี่ แล้วประธานสภาต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านทราบ ไหมว่าข้อตกลงและหนังสือเวียนที่สำนักพระราชวังได้ทำกับหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ แล้วเวียนให้ทราบกันทั่ว หรือแม้ไม่เวียนระดับเราต้องทราบ ความใดที่จะนำความขึ้น กราบบังคมทูล ถ้ามีปัญหาในข้อกฎหมายต้องเป็นที่ยุติในข้อกฎหมายเสียก่อน หมายความว่า ต้องยุติในทางกฎหมายถึงได้นำขึ้นทูลเกล้า ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องมิบังควรเพราะจะทำให้ เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท คดีฮั้ว สว. นี่มันยุติหรือยัง มันอยู่ในขั้นตอน ข้อกฎหมาย และท่านประธานกรรมาธิการนำขึ้นกราบบังคมทูลไหม นั่นความรับผิดชอบของ ประธานและความรับผิดชอบของสภาก็ต้องคิด ทุกคนที่อยู่ในนี้เราจะส่งชื่อคน เราจะมีมติ วันนี้เอาคนที่มีข้อยุติทางกฎหมายหรือยัง แล้วบังเอิญข้อกฎหมายนี้เป็นคดีที่โลกวัชชะ คือ โลกกำลังติเตียนอย่างใหญ่หลวง เรื่องอะไรบ้างครับที่โลกติเตียนอยู่ตอนนี้ คือรู้กันทั้งเมือง ใส่ใจกันทั้งเมือง ติเตียนกันทั้งเมืองก็คือฮั้ว สว. เขากระโดง เหล่านี้นี่ปฏิเสธไหมว่าเป็น โลกวัชชะ ทั้งปัณณัตติวัชชะและโลกวัชชะมีอยู่ในคน ๆ นี้ แล้วสภาเรานี่จะลงมติไหม ท่านประธานกล้านำขึ้นทูลเกล้าฯ ไหม ท่านต้องคิดให้หนัก ผมเองไม่ได้ขัดข้อง ท่านอนุทิน กับผมนี่รักกัน เคารพกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหลายโอกาส แต่ถ้าสำหรับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้วนี่มันไม่ใช่เรื่องของผมกับท่านเลย มันเป็นเรื่องของประชาชน เรื่องของ ประเทศชาติ เรื่องชีวิตปากท้องของคนทุกคน แล้วกระบวนการทั้งหลายที่ว่ามาแล้วยิ่ง ไม่สบายใจมาก ถ้าคนจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนี่ มีเรื่องเหมือนท่านอดิศร เพียงเกษ พูด จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะท่านอดิศรพูดหรอก วันนี้ก็รู้กันตามสื่อแล้ว ๑,๕๐๐ ล้าน ๒,๐๐๐ ล้าน พูดกันไป เท็จจริงยังไม่พิสูจน์แต่โลกวัชชะ ถ้าเป็นพระจับสึกนะครับ เพียงโลกติติง แล้วคน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถ้ามีเรื่องอย่างนี้มันจะสง่างามไหม สภาเรานี่เขายิ่งดูแคลน ยิ่งเสื่อม ลงคนยิ่งด้อยค่า แล้วเราจะมาใช้โอกาสนี้ด้อยค่าพวกเราเองหรือจะทำให้พวกเราสูงส่ง อันนี้ ผมต้องเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านก่อนจะลงคะแนน ผมคิดว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดผมห่วงมาก ก็คือการจะนำชื่อบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ ยังมีข้อปัญหาทางกฎหมาย แล้วไม่ยุติด้วย แล้วยังมีอีก หลายข้อที่ผมฟังเพื่อนพูดมา แล้ววันนี้เพื่อนสมาชิกได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้วเรื่องของการ ครอบงำ แล้วศาลรับแล้วด้วย เมื่อรับแล้วก็เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว อันนี้ก็จะต้องหาข้อยุติเหมือนกัน ถ้ายังไม่ ยุติจะเลือกไหมวันนี้ เลือก ไม่เลือกท่านประธานต้องคิดแล้ว แล้วเราจะลงให้ใครอันนี้ก็ต้อง คิด เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นห่วงก็ต้องกราบเรียน ผมเองก็คิดว่าตัวแทนในสภาพวกเรา แล้วก็มี ๒ คนให้เลือก กระผมฟังมาแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจที่ท่านอนุทิน ผมก็ต้องเลือก ท่านชัยเกษม เลือกแล้วสบายใจท่านประธานนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ พวกเราก็ไม่ต้องใจหาย ใจคว่ำ ก็เลยสรุปว่าเห็นด้วยสนับสนุนท่านชัยเกษม และไม่เห็นด้วยกับท่านอนุทิน ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ