ทรงยศ เสนอจัดที่นั่งสภาแบ่งกลุ่มรัฐบาล-ฝ่ายค้านแท้-ตรงกลาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๘

ทรงยศ รามสูต เสนอแนวทางการจัดที่นั่งสภาหลังเลือกตั้งโดยแบ่งกลุ่มเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านแท้ และกลุ่มตรงกลาง พร้อมเสนอให้แก้ไขข้อบังคับการประชุมเพื่อสร้างมาตรฐานการวินิจฉัยสถานะฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทรงยศ รามสูต ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยชื่นชมทั้งผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย แต่สนับสนุนอาจารย์ชัยเกษม เนื่องจากนโยบายยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย จะไม่ใช้เวลามากจะได้ประหยัดเวลาของฝ่ายท่านอาจารย์ชัยเกษม ในหมวด ของการเลือกนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นผมก็อยากจะหารือท่านประธานอันดับแรกคือสถานะ ภายหลังการเลือกตั้งก่อนว่าที่ที่อยู่ตรงนี้เป็นที่ของฝั่งรัฐบาลคือที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งจาก หน้าสื่อถ้าภายหลังการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแพ้ผมขอไปนั่งฝั่งโน้น เป็นฝ่ายค้านแท้ เพราะปัจจุบันนี้บ้านเมืองเรามี ๒ ฝ่าย ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยู่ตรงนี้ เวลาท่านประธาน จัดที่นั่งต้องพิจารณาคือกลุ่มที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรี สนับสนุนรัฐบาลและไม่รับตำแหน่ง อันนี้คือฝ่ายรัฐบาล กลุ่มที่ไปอยู่ฝั่งโน้น ฝ่ายค้านแท้คือกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุน นายกรัฐมนตรี และไม่มีตำแหน่ง แล้วก็มีกลุ่มตรงกลางก็คือกลุ่มที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรี กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลแต่ไม่รับตำแหน่ง ผมอยากให้กลุ่มตรงนี้นั่งตรงกลาง เพราะว่าเขาจะ ได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายที่เขาอุ้มชูสนับสนุนได้ หรือถ้าเขาอยากจะตรวจสอบเป็นฝ่ายค้าน ก็มาคุยกับฝั่งขวาฝ่ายค้านได้ ผมก็อยากให้ท่านประธานได้เริ่มวางแผน ซึ่งตรงนี้มันจะไป ส่งผลอะไรครับ มันจะไปส่งผลต่อข้อบังคับ ซึ่งผมจะหารือท่านประธานในข้อบังคับการ ประชุมสภา ข้อ ๑๒ กับข้อ ๑๕ ในเรื่องของคณะกรรมการประสานงานสภาร่วมของ ผู้แทนราษฎร ที่ว่าจะต้องมีท่านประธานหรือรองที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็ตัวแทนจาก ฝ่ายรัฐบาล ๕ ฝ่ายค้าน ๕ คราวนี้ในการวินิจฉัยว่าอันไหนเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านนี่มันต้อง มีมาตรฐาน เราจะคำนึงถึงว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มี สส. เป็นรัฐมนตรี อันนี้คือฝ่ายค้าน หรือว่าเราจะเอาเป็นพรรคการเมืองที่ยกมือสนับสนุนให้เขาเป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือรัฐบาล ท่านประธานต้องวางบรรทัดฐาน แต่ถ้าเราจะอิงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ ในเรื่องของการตั้งผู้นำฝ่ายค้านอันนั้นคือพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุด ที่ไม่มี สส. ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นประธานสภาหรือรองประธานสภา ซึ่งถ้าเป็นเงื่อนไข อย่างนี้ตั้งแต่ต้น ในเรื่องแรกที่ข้อบังคับเขาต้องการให้ Balance ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล พอ ๆ กัน เริ่มต้นผมพรรคเพื่อไทยและเพื่อน ๆ อาจจะเป็นฝ่ายค้านส่วนน้อยในฝ่ายค้านก็ได้ แค่นี้มันก็บิดเบี้ยวไปส่วนหนึ่งแล้ว อันนี้อยากฝากให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วย เพราะจะมีการ พิจารณาอีกหลายต่อหลายเรื่อง เหมือนอย่างที่ท่านจาตุรนต์ได้กล่าวไว้

คราวนี้มากล่าวในส่วนของการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีการนำเสนออยู่ ๒ ท่าน จริง ๆ ผมก็ชื่นชมทั้ง ๒ ท่าน มีข้อดีทั้งคู่ มีข้อเสียบ้าง ผมก็ต้องมาพิจารณาดูว่า คนไหนที่ผมชื่นชมมากที่สุด เพราะผมมีสิทธิเลือกได้คนเดียว ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเสนอ อาจารย์ชัยเกษม ผมชื่นชมท่านเป็นนักกฎหมาย เป็นอัยการ โดยเฉพาะนโยบายที่ท่าน เพิ่งประกาศเมื่อวานนี้เองว่าจะคืนอำนาจให้สู่ประชาชนด้วยการยุบสภาและจัดให้มีการ เลือกตั้ง เพราะตอนที่เกิดปัญหาขึ้นหลายฝ่ายอยากให้มีการเลือกตั้งโดยไว คืนอำนาจให้ ประชาชน ให้ประชาชนตัดสินใจ เพียงแต่ตอนนั้นที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างไร เราให้เกียรติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะฉะนั้นแนวนโยบายของ ท่านอาจารย์ชัยเกษมนี่ตรงใจ คืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน อีกคนหนึ่งท่านอนุทิน ขอโทษที่เอ่ยนาม ที่จริงผมก็ชื่นชมท่าน ท่านเป็นนักดนตรี นักเปียนโน เป่าแซกโซโฟน ผมชอบ เป็นแฟนคลับท่านอยู่ ชอบในนโยบายพูดแล้วทำของท่าน เพราะดูจากประสบการณ์ ที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชาก็ดี หรือนโยบายเรื่องท่านเชื่อโดยบริสุทธิ์ว่า พี่น้องชาวเขากระโดงเป็นเจ้าของที่แท้จริง ตอนที่คุมกระทรวงคมนาคม รถไฟก็ไม่ดำเนินการ พอตอนมาอยู่กระทรวงมหาดไทย ที่ดินก็ไม่ดำเนินการ เหมือนเช่นคดีฮั้ว สว. ที่ท่านจาตุรนต์เพิ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่ ผมก็เชื่อว่าท่านเชื่อโดย บริสุทธิ์ใจว่า สว. เข้ามาตามครรลอง แต่พี่น้องประชาชนจะเชื่อหรือไม่อันนี้จะต้อง พิจารณากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจยกมือสนับสนุนครั้งนี้ผมก็อยากจะฝาก เพื่อนสมาชิกในการพิจารณา ผมเคยเสนอในพรรคผมว่าจริง ๆ ถ้าอยากให้เลือกตั้งได้เร็ว เวลาเลือกตั้งรัฐธรรมนูญเขากำหนดเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ ๕ แล้วครับ เขาบอกว่าเวลาเลือก นายกรัฐมนตรีคราวที่แล้ว ๒ ครั้งแรกต้องมี สว. มาเอี่ยว แต่ครั้งนี้เขาบอกว่าต้องได้เสียงเกิน กึ่งหนึ่งของสภาคือ ๒๔๗ ซึ่งปรากฏว่าถ้าสมมุติไม่มีฝั่งใดที่ได้ถึง มีฝ่ายหนึ่งงดออกเสียง แค่นี้ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ถึงไม่สามารถตั้งได้ ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่รักษาการนายกรัฐมนตรีจะนำไปยื่น เพื่อขอกฤษฎีกายุบสภาได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจก็สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์ชัยเกษม เรายุบสภาได้ทันที แล้วก็คืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน แต่คราวนี้ประเด็นที่ว่าเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเคยเสนอในพรรคว่าจริง ๆ รัฐบาลรักษาการสามารถยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แล้วเป็นรัฐบาลรักษาการทำได้เร็วกว่า ๔ เดือน ๖ เดือนที่จะรอรัฐบาลมาแถลงนโยบายอีก ซึ่งถ้าเป็นประเด็นตามนี้เราจะแก้รัฐธรรมนูญได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วถ้าพรรคไหนทำท่าจะบิดเบี้ยว เหมือนในอดีตที่เคยมีประวัติมา ผมเชื่อว่าเราสามารถยุบสภาได้ทันที อันนี้คือเจตนาว่า คุณต้องการยุบสภาหรือไม่ แค่ไหน เพียงไร ตอนนี้วิปทำสัญญาแล้ว ก็ฝากให้พิจารณาว่า เราจะเลือกใคร แล้วก็ฝากพรรคการเมืองนะครับ ถ้าคุณสนับสนุนใครคุณต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ความชอบคุณเอาแต่ผิดคุณไม่รับผิดชอบ เหมือนอย่างเมื่อวานกรรมาธิการที่เขามา รายงานเรื่องงบประมาณมีข้อเสนอหลายเรื่องที่ดี แต่คุณไม่ยอมไปอยู่ในรัฐบาล ไม่ยอมส่งคน ของคุณไปดู แล้วคุณมานั่งดูข้างนอกมันไม่มีประโยชน์นะครับ ก็ฝากให้เพื่อนสมาชิกพิจารณา แต่ผมสนับสนุนท่านอาจารย์ชัยเกษมครับ ขอบคุณครับ