จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายไม่เห็นชอบให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าข้อตกลง ๕ ข้อระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและการตรวจสอบได้ จาตุรนต์ ฉายแสง วิพากษ์วิจารณ์บารมีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่อาจนำไปสู่การแทรกแซงองค์กรอิสระและกรณีฮั้ว สว. พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความขัดแย้งในข้อตกลง ๕ ข้อเดิมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน โดยเตือนว่าหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงภายใน ๔ เดือน ระบบประชาธิปไตยจะอ่อนแอ
ครับท่านประธานครับ เรื่องการแบ่งเวลาภายในก็เป็นเรื่องของแต่ละฝ่ายว่ากันไปนะครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายเห็นชอบ ไม่เห็นชอบกับผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เวลามีผู้ถูกเสนอชื่อ คนเดียวเราก็อภิปรายทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไร พอมามีเป็น ๒ คน มันก็อาจจะต้องอภิปรายได้ยืดยาว แต่ว่าผมมาพูดในส่วนของผู้สนับสนุนท่านอาจารย์ชัยเกษม นิติสิริ แต่ขณะเดียวกันผมก็ต้องอภิปรายถึงท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งก็แน่นอนว่าจะอภิปราย ในทางไม่เห็นด้วย ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอภิปรายว่าเหตุใดจึงไม่ควรเห็นชอบให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนท่านชัยเกษมจะเหมาะสมอย่างไร ผมพูดน่าจะไม่เกิน ๑ นาที และจะมีท่านอื่นพูดต่อไป ท่านประธานครับ ผมจะไม่ได้อภิปรายคุณสมบัติของ ท่านอนุทินในแบบว่าขัดรัฐธรรมนูญข้อไหน เป็นสัญชาติไทยหรือเปล่า ตอนนี้เป็นพนักงาน รัฐวิสาหกิจหรือเปล่า หรืออะไรอย่างนี้ ไม่ได้อภิปรายแบบนี้ แต่จะอภิปรายว่าท่าน มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมซึ่งบางท่านก็อาจจะบอกว่าก็เห็นก่อนหน้านี้เป็นรัฐมนตรีร่วม ครม. กับพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่เห็นว่าอะไร ตอนนี้ทำไมบอกว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม เหตุผลก็คือ ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงหลัง ๆ มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ และที่ประชาชนสนใจไปเกี่ยวข้อง กับท่าน หรือท่านไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้ท่านไม่เหมาะสม แต่เหตุการณ์ ที่สำคัญที่ผมจะขอพูดก่อน ก็คือเรื่องการตกลงข้อตกลง ๕ ข้อ ที่พรรคภูมิใจไทยได้ทำกับ พรรคประชาชนนี่ละครับ อันนี้ละครับเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ท่านไม่เหมาะสมที่จะเป็น นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ข้อตกลง ๕ ข้อนี้ผมจะไม่พูดทั้งหมดแต่ว่าประการสำคัญก็ คือว่าพรรคประชาชนจะไม่มีคนอยู่ใน ครม. จะยกมือให้ วันนี้ก็จะยกมือให้สนับสนุน ท่านอนุทิน แต่จะไม่มีใครอยู่ใน ครม. แล้วก็ยังห้ามพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ก็หมายความว่าต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแบบลูกไก่ อยู่ในกำมือของพรรคประชาชน ก็อาจจะลืมไปว่านาน ๆ ไปอาจจะมีเหตุการณ์เหมือน ในเพลงลูกทุ่งที่บอกว่าหนูเปล่าหนาเขามาเอง ก็หมายความว่ามันอาจจะมี สส. มาสนับสนุน จนเป็นเสียงข้างมากไปก็ได้ แต่อันนั้นก็เป็นเรื่องเหตุการณ์ข้างหน้า แต่ความตั้งใจของ พรรคประชาชนก็คือว่าให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและพรรคประชาชนเองจะไม่เข้าไปอยู่ใน ครม. เลยแม้แต่คนเดียว ปัญหาก็คือว่าบางท่านพูดไปเรื่องว่าอย่างนี้จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมไปถึงประเด็นนั้นไม่มีความเห็นต่อประเด็นนั้น แต่ผมมีความเห็นว่าการตกลงกันอย่างนี้ การจะเป็นรัฐบาลด้วยเงื่อนไขเหล่านี้เป็นการขัดต่อหลักการของระบบรัฐสภาในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และจะทำให้เกิดผลเสียตามมาต่อประเทศนี้อย่างร้ายแรง ผมจะได้อธิบายต่อไป ท่านประธานครับ หลักการของระบบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญเรานี้ เป็นอย่างไร ดูง่าย ๆ จากการที่เราจะเลือกบุคคลไปเป็นนายกรัฐมนตรีกันในวันนี้ ทำไมเขา ถึงต้องเอาจาก Candidate นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมือง เพราะเขาต้องการว่า ให้พรรคการเมืองรับผิดชอบ ให้พรรคการเมืองเอาคนที่เคยไปบอกกับประชาชนไว้นั่นละ มาเสนอ พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบ ทำไมเวลาลงคะแนนต้องลงคะแนนแล้วให้ได้ เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็เพราะว่าเขาต้องการให้ได้เสียงข้างมากจริง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรและ จะได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในการบริหารและในการออกกฎหมาย นี่คือเจตนารมณ์ของ ระบบรัฐสภาเป็นแบบนี้ นอกจากว่าให้ได้เสียงข้างมากแล้วทำไมเขากำหนดว่าในการลงมติ ให้เป็นการลงมติโดยเปิดเผย เปิดเผยเพื่อจะบอกว่าให้ประชาชนรับรู้ว่า สส. คนไหนเลือกใคร เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคไหนสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงกับที่เคยไปประกาศกับ ประชาชนไว้หรือเปล่า และที่สำคัญก็คือทั้ง สส. และพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้บุคคลเป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อบุคคลนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วทั้ง สส. และพรรคการเมืองจะต้องมี ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองได้ทำไป ก็คือจะต้องรับผิดชอบว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไปกำหนดนโยบายอย่างไร ไปทำอะไร ไปทำดี ทำเสีย ทำมิดีมิร้ายกับประเทศอย่างไร สส. และพรรคการเมืองที่ยกมือให้นั้นจะต้อง รับผิดชอบ นี่เป็นหลักการของการรับผิดชอบต่อประชาชน รับผิดชอบต่อฝ่ายบริหาร รับผิดชอบต่อสภา พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองทำไป ท่านประธานครับ จาก หลักการอย่างนี้มีปัญหาว่าพรรคประชาชนบอกว่าจะไม่มีคนอยู่ใน ครม. แม้แต่คนเดียว หมายความว่าท่านจะยกมือให้แล้วท่านก็จะไม่มีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากว่าคุณอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นอย่างนี้การตรวจสอบรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ท่านไม่รับผิดชอบต่อว่าเขาจะไปทำนโยบายอย่างไร เขาจะไปทำอะไร ท่านก็บอกว่าท่านจะ เป็นฝ่ายค้าน จะตรวจสอบโดยการเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ได้จริงหรือ ท่านเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านบอกว่าท่านเป็นฝ่ายค้าน แต่ท่าน อยู่ใน ๒ สถานะแบบนี้จะเป็นฝ่ายค้านที่น่าเชื่อถือได้อย่างไร อันดับแรกท่านไม่รับรู้แล้วว่า เขาเขียนนโยบายกันมาอย่างไร นโยบายนั้นอาจจะไม่ดี ๔ เดือนนี้อาจจะเกิดอะไรก็ไม่รู้ ท่านก็บอกว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้าน แต่สภาพของพรรคประชาชนจะอยู่ในสภาพที่ อิหลักอิเหลื่อมาก อิหลักอิเหลื่อตั้งแต่วันนี้แล้วครับ วันนี้พอคิดว่าคุณอนุทินจะได้เป็น นายกรัฐมนตรี ท่านก็พูดเรียกร้อง หัวหน้าพรรคท่านผู้นำฝ่ายค้านแท้ ๆ เรียกร้องให้สมาชิก ในสภานี้อยู่ในที่ประชุมเพื่อพิจารณากฎหมาย เมื่อวานนี้ เมื่อวานซืนนี้พรรคท่านยังพูด อยู่หยก ๆ ว่าองค์ประชุมเป็นเรื่องของรัฐบาล ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ถ้าท่านอนุทินได้ เป็นนายกรัฐมนตรีองค์ประชุมไม่ครบสภาล่ม มีกฎหมายสำคัญเข้ามาสภาล่ม ทำอย่างไร พรรคประชาชนก็จะบอกว่าพรรคประชาชนจะเป็นองค์ประชุมให้ เป็นองค์ประชุมให้เพื่อสภา เดินหน้าต่อไปได้ ก็คือให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้ และเป็นองค์ประชุมให้เพื่อกฎหมายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลซึ่งอาจจะมีกี่ฉบับก็ไม่ทราบได้พิจารณาและได้ผ่านไป พฤติกรรมนั้นคือพฤติกรรม ของการเป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ทีนี้การทำหน้าที่ฝ่ายค้านจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถ้าท่านอยู่ในสภาพที่ต้องประคับประคองรัฐบาลอย่างที่ผมได้กล่าวไปนี้ และมันจะต้อง เกิดขึ้นแน่นอน เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่มี ประสิทธิภาพ ผมยกตัวอย่างว่าถ้าต่อไปมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะแบ่งเวลากันอย่างไร ในฝ่ายค้าน และจะสรุปอย่างไร ใครจะสรุป เวลาสรุปถ้าพรรคประชาชนขอเป็นผู้อภิปราย สรุป ถ้าถึงตอนนั้นสมมุติว่าพวกผมไปเป็นฝ่ายค้านแล้ว แล้วพวกผมพรรคเพื่อไทยจะยอมให้ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นผู้สรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อย่างไรในเมื่อท่านเป็นผู้เลือก รัฐบาลนี้มา และเป็นผู้ที่คอยประคับประคองรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ พรรคประชาชนจึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาลได้ จะมีอะไร เกิดขึ้นพรรคประชาชนจะไม่อยู่ในสถานะที่จะทัดทานได้ รัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็น แกนนำที่คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจะออกนโยบายอะไรมาพรรคประชาชนจะไม่สามารถ คัดค้านทัดทานได้ ทีนี้มันก็มาเกี่ยวกับเรื่องสำคัญที่ว่าเหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนสนใจ ๒ เหตุการณ์ มาเกี่ยวกับคุณอนุทิน แล้วมันจะไปเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับการที่ว่ารัฐบาลที่พรรคประชาชนสนับสนุนจะได้ ทำอะไรตามที่พรรคประชาชนคาดหวังและไปบอกกับประชาชนทั่วประเทศได้จริงหรือไม่ ก็คือว่าจะทำประชามตินำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. มันจะเป็นจริงหรือเปล่า ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปอย่างนี้ครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าพูดโดยสั้น ๆ คือ คุณอนุทินขาดคุณสมบัติเนื่องจากท่านเป็นผู้มีบารมีมากไป มีบารมีหรือว่าถ้าน้อง ๆ คนรุ่น ใหม่ฟังอยู่ก็จะบอกว่าเป็น Influencer ที่มีอานุภาพมาก ขนาดที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนคาดการณ์ว่าท่านอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งไปที่ DSI ขอเลื่อนการร้องทุกข์ออกไปไม่มีกำหนด ตามข่าวข้อมูลที่ผมได้ก็คือด้วยเหตุผลว่ารอรัฐมนตรี คนใหม่เสียก่อน แล้วนี่ถ้าเป็นอย่างนี้ภาพพจน์พรรคการเมืองที่เสียหายอยู่แล้ว ตกต่ำอยู่แล้ว มันจะยิ่งตกต่ำต่อไป อันนี้เป็นปัญหาของประเทศ เป็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ที่ ๒ ก็คือท่านอนุทินไม่ใช่มีบารมีด้วยตัวเองเท่านั้น ใครอยู่ใน พรรคท่านเป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีจะมีบารมีมาก มีบารมีย้อนหลังไปด้วย เคยแต่งตั้ง ใครเป็นข้าราชการระดับ ๑๐ ไว้ คนนั้นไปสมัครองค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สามารถเอาชนะนักกฎหมายชั้นนำ นักรัฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ ทั้ง ๆ ที่บางคนที่เข้า ไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือศาลตุลาการ มีความเชี่ยวชาญในการก่อสร้าง บารมีแบบนี้ น่าเป็นห่วงครับ บารมีแบบนี้ถ้าท่านใช้มาก ๆ มันก็จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พรรคของท่าน ไปพัวพันกับกรณีที่เรียกว่าฮั้ว สว. กรณีฮั้ว สว. ซึ่งมี สว. จำนวนมากกำลังถูกดำเนินคดี หรือถูกพิจารณาอยู่ทั้งโดยทางการแจ้งความดำเนินคดีและทั้งในทาง กกต. เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าบารมีของท่านจะไม่มากไปถึงถึงขนาดที่จะทำให้คนผิดลอยนวลจากกรณีฮั้ว สว. มันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คนในพรรคของท่านก็โดนด้วย สว. ก็โดนด้วย ถ้าโยงกันอย่างนี้ แล้วเกิดมีบารมีขึ้นมาจนกระทั่งถึงกับใคร ๆ ก็ต้องการให้ สว. พ้นมา พ้นมาเพื่ออะไร เพื่อมา แต่งตั้งคนที่รัฐมนตรีของพรรคท่านตั้งเป็นข้าราชการระดับ ๑๐ ได้เป็น สว. และ สว. ก็ทยอย ตั้งกรรมการองค์กรอิสระกันแบบนี้ครับ อีก ๑ ปีกรรมการองค์กรอิสระจะเป็นสายเดียว กันหมด หรือถ้าใช้ศัพท์อีกแบบก็คือจะเป็นสีเดียวกันหมด ท่านประธานจะให้บ้านเมืองเป็น อย่างนี้หรือครับ ถ้าคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีมีความเสี่ยงอย่างมากที่บ้านเมืองจะพัฒนา ไปอย่างนี้ ทีนี้ก็มาเกี่ยวกับข้อตกลง ๕ ข้อ เดิมพรรคประชาชนยืนยันเสียงแข็งบอกว่า ให้นายกรัฐมนตรียุบสภาทันที รักษาการนายกรัฐมนตรีก็ยุบสภาเลย ปรากฏว่าต่อมา เปลี่ยนเป็นขอเวลา ๔ เดือน ๔ เดือนเพื่ออะไรครับ ๔ เดือนเพื่อจะได้ทำประชามติ เพื่อให้นำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดย สสร. เป็นผู้มาดำเนินการ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกทั้งหลายรวมทั้งท่านประธานด้วยก็คงจะจำกันได้ว่ามีการ พิจารณากฎหมายประชามติในสภานี้ พรรคการเมืองที่เห็นไม่ตรงต้องการให้กฎหมาย ประชามติมีผลไปในทางขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไปตรงกับ สว. ครับ พรรคนั้นก็คือพรรคของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว สว. ถ้าหากว่าได้อำนาจมาเต็มที่ซึ่ง อาจจะเกิดจากบารมีของวิเศษอะไรก็ตาม จะเดินไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ท่าน แสดงมาตลอดในทางที่ท่านไม่ได้ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ประชามติที่ท่านจะลงกันก็ไม่แน่เลย ว่าจะมีผลทางกฎหมายหรือทางรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับศาลจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ว่าถ้าลงมติ ประชามติไปแล้วสมมุติว่าผ่าน ลงมติในรัฐสภา สว. ไม่โหวตให้ สว. ที่ลอยนวลมาได้ไม่โหวต ให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือระบบครับ ระบบที่ต่อไปนี้องค์กร อิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไปข้างหน้าจะถูกครอบงำโดยอำนาจพิเศษ โดยอำนาจของ ผู้มีบารมี อันนี้ก็กลายเป็นเรื่องจะเป็นเรื่องตรงข้ามกับสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอต่อ ประชาชน ท่านประธานครับ ตอนที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่าการข้ามขั้วจะ นำไปสู่ความอ่อนแอของประชาธิปไตยก็เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทยอย่าว่าเป็น หัวหน้าของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์เลย ไปขอเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์เขาก็คงไม่รับแล้ว ตอนนี้ก็ต้องมาปรับตัวกัน พรรคเพื่อไทยก็กลับมาบอกว่าจะเข้ามาในสภา ถ้าเกิดเป็นฝ่าย ค้านก็จะมาเจอกับพรรคประชาชน จะได้ร่วมมือกับพรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ด้วยกัน แต่มาพบว่าพรรคประชาชนเกิดข้ามขั้วไปอีก อันนี้เรื่องใหญ่มากนะครับ พรรค ประชาชนที่พูดกับประชาชนมาบอกว่ามีลุงไม่มีเรา ต้องประชาธิปไตย นี่จะแก้เรื่องเกณฑ์ ทหารก็ต้องเตรียมตอนนี้แล้ว พอถึงเวลาได้รัฐบาลมาเขาจะแก้เรื่องเกณฑ์ทหารกับท่านหรือ เปล่าก็ไม่รู้ แต่นั่นกลายเป็นเรื่องปลีกย่อย เรื่องใหญ่มันมากลายเป็นว่าถ้าอย่างนี้ ๔ เดือน ต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ๔ เดือนต่อไปนี้การตรวจสอบรัฐบาลยังไม่เข้มแข็ง นโยบายจะ ออกมาผิดทิศผิดทางอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ต้องมาติดตามกันด้วยพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชน ที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ร่วมมืออยู่และทำให้การค้านการตรวจสอบรัฐบาลอ่อนแอ จะเกิดการไม่ เป็นไปตามข้อตกลง ไม่มีผลตามข้อตกลง ๕ ข้อของท่าน ผลที่ตามมาอาจจะเกิดการ แทรกแซงจนกระทั่งทำให้ระบบนี้กลายเป็นระบบที่ถูกครอบงำ ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่าง มั่นคงต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เกิดขึ้น ๔ เดือนต่อไปนี้จึงเป็นระยะเวลาที่พรรค ประชาชนจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายอนุรักษ์ ผมพูดไปนี้ไม่ได้ต้องการให้ท่าน ทั้งหลายเปลี่ยนใจอะไร ใครคิดอย่างไรก็คงคิดอย่างนั้น แต่พรรคประชาชนมวลชนของพรรค ประชาชนจะรู้สึกอย่างไรครับ ถ้าหากพรรคของท่านได้กลายเป็นพรรคที่ข้ามขั้ว มาสนับสนุน พรรคที่เป็นแกนนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเต็มตัว ก็กลับมาถึงท่านชัยเกษม ขอพูดไม่ถึง ๑ นาทีครับ ทำไมเลือกท่านชัยเกษมจึงดีกว่า ๔ เดือนข้างหน้าจะไม่เกิดเรื่องที่ผมได้พูดไป ทั้งหมด ถ้าให้ท่านชัยเกษมเป็นนายกรัฐมนตรีปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมดไม่เกิดขึ้น เพราะว่าถ้า เลือกท่านชัยเกษมไปเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ต้องตั้ง ครม. อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ก่อนจะ ทำหน้าที่จะทำอะไรได้ก็แถลงนโยบาย ในนโยบายที่จะแถลงนั้นก็จะคล้ายกันกับที่ท่าน อานันท์ ปันยารชุน เคยทำเมื่อปี ๒๕๓๕ คือขึ้นต้นมาก็บอกว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แล้วท่านก็แถลงนโยบายไปอีกหลายข้อ สุดท้ายท่านยุบสภาเร็วที่สุดในตอนนั้น ๒๐ วัน เพราะว่าสมัยนั้นต้องไปตกลงกับฝ่ายที่จัดการ เลือกตั้งเสียก่อน ท่านอานันท์ ปันยารชุน ยุบภายใน ๒๐ วัน ท่านชัยเกษมจะยุบสภา ได้เร็วกว่านั้น และความเสียหายที่จะเกิดกับระบอบประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้นเหมือนกับ ที่จะเกิดขึ้นหากให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ