สฤษดิ์ บุตรเนียร สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มความมีศักดิ์ศรี ความมั่นคง และจุดแข็งรองรับให้กับ อสม.
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า อสม. ครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในครั้งนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ. นี้เป็นของพรรคภูมิใจไทย นำโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งนำเสนอเป็น ๑ ใน ๗ ฉบับ ซึ่งเสนอต่อสภาในวันนี้ ในจุดลึกเบื้องต้นคือตั้งแต่ผ่านมานี้การที่เรามีนโยบายเพียงแต่ว่าสมัยที่จะให้ประโยชน์กับ อสม. นั้นมันไม่แน่นอนครับ แต่ถ้าเป็น พ.ร.บ. แล้วนี้มันจะมีความมั่นคง เป็นกรอบ เพื่อรองรับสถานภาพสิทธิประโยชน์ของ อสม. ให้มั่นคง ให้ได้รับระบบสวัสดิการและ การบริการสาธารณสุขที่มั่นคงยิ่งขึ้น ตามที่ท่านคุณหมออลงกตได้นำเสนอ พ.ร.บ. ไปเบื้องต้นแล้วนั้น จากความเป็นมาในรอบตั้งแต่ ๔๐ ปี มันได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทำงานไม่ได้รับค่าตอบแทน จนกระทั่งมีการได้รับค่าตอบแทนในปี ๒๕๕๒ เป็นครั้งแรก และพัฒนามาเรื่อย ๆ จนปี ๒๕๖๑ เป็น ๑,๐๐๐ บาท และในช่วงที่ทำให้ อสม. เปล่งประกายรัศมีขึ้นมาในช่วงของวิกฤติทางด้านโควิด-๑๙ ในสมัยของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านรองนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนะครับ เห็นถึงความสามารถที่โดดเด่นในเรื่องของ อสม. ที่ได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ ต่อสู้กันกับ ภัยโควิดได้อย่างที่เห็นคุณค่าอย่างมากทีเดียว จนได้รับการปรับในเรื่องเบี้ยเลี้ยงพิเศษต่อภัย ๕๐๐ บาท จนเป็น ๒,๐๐๐ บาท แต่ด้วยความที่ไม่แน่นอนเนื่องจากว่าในกฎระเบียบ ของกระทรวงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับภาระหรือวาระขอเป็นนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด ผมเชื่อว่า การที่จะเป็นพระราชบัญญัติในครั้งนี้จะเพิ่มความมีศักดิ์ศรี เพิ่มความมั่นคงและจะเป็น จุดแข็งรองรับให้กับ อสม. เกิดความภาคภูมิใจ ฉะนั้นในพระราชบัญญัติฉบับที่เรากำลังนำเข้าสู่ในสภานี้มีผู้อภิปรายสนับสนุนมากกว่า ๓๐ คนผมเห็นเหลือเกินว่าเป็นที่ยอมรับเลยว่าพระราชบัญญัติสาธารณสุข หรือ อสม. เป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วถึง เป็นการรองรับสภาพที่เป็นกฎหมายที่จะให้ความมั่นคง กับ อสม. และมีจุดเด่นตามที่เราได้พูดกันแล้ว โดยเฉพาะของพระราชบัญญัติของพรรคภูมิใจ ไทยมีจุดเด่นในเรื่องของอายุที่เราพูดกัน ในมาตรา ๑๗ เราบอกอายุที่ไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี บริบูรณ์ และมาตรา ๔๒ เราพูดอีกเพื่อสนองตอบว่าใครที่เป็น อสม. อยู่แล้วก็ยังคงเป็นต่อไป จนกระทั่งหมดสภาพหรือหมดไม่สามารถจะทำได้ แสดงให้เห็นถึงความมีวิสัยทัศน์ของ พรรคภูมิใจไทยที่ยอมรับในศักยภาพและอายุตามที่ สส. พรรคภูมิใจไทยได้มีความเห็น สอดคล้องในเรื่องของอายุ เคารพในความสามารถ และเชื่อเหลือเกินว่าในเรื่องการดูแล การบริการเรายังทำได้กันจนกระทั่งอายุ ๗๐-๘๐ ปีเป็นต้นไป ดังนั้นสิทธิประโยชน์เรื่อง ค่าป่วยการก็เช่นเดียวกัน อสม. ได้ ๒,๐๐๐ บาท ผมยังคิดว่าวันนี้เราเป็นสังคมผู้สูงอายุ อย่างสุดยอดแล้ว ดังนั้นเราเชื่อว่า อสม. วันนี้มีคนหนุ่มสาว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไปเปิด การอบรมของจิตอาสา ๒๐๐-๓๐๐ คน เห็นชัดเลยว่าเริ่มมีคนหนุ่มคนสาวเข้ามาแล้ว มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี วันนี้อยากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ช่วยกัน พิจารณาว่าทำอย่างไรครับ เราจะดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้พิการ อย่างในเขต พื้นที่เลือกตั้งผมในปราจีนบุรีมีผู้พิการ ๑๖,๐๐๐ คน เฉพาะอำเภอกบินทร์บุรีอำเภอเดียว มีผู้พิการ ๓,๐๐๐ คน เราจะทำอย่างไรที่จะใช้ศักยภาพโดยใช้ค่าป่วยการเป็นเครื่องตอบแทน เพื่อดึงดูความสามารถของคนหนุ่มสาวที่จะเข้ามา อีกอันหนึ่งคือเรื่องของการพัฒนาบุคลากร โดยใช้ความรู้ความสามารถเทคโนโลยีในการพัฒนาคนและดึงดูดเข้ามา อีกอันหนึ่งที่ท่านกรวีร์ ได้พูดไปในเรื่องของฌาปนกิจก็เกิดขึ้นในช่วงโควิดที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ผลักดัน แล้วไม่ใช่แค่นี้ในช่วงโควิดเราก็เริ่มต้นด้วยการประกันชีวิตให้กับ อสม. คนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตรงนี้เป็นการจุดประกายให้ อสม. กระตือรือร้นเห็นสำคัญเหล่านี้ สิ่งต่าง ๆ ที่เรา ได้มอบหมายโดยเป็นสิทธิประโยชน์นี่ไม่ว่าจะเชิดชูเกียรติสำหรับ อสม. ที่ปฏิบัติมีคุณค่า อย่างดีเยี่ยมและพระราชทานเครื่องราชย์หรือในเรื่องของการศึกษา ดังนั้นพระราชบัญญัติ การศึกษาทั้ง ๗ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้ ผมก็กราบขอ เชิญชวนท่าน สส. ทุกท่านในสภา ช่วยกันผ่านเอากฎหมายฉบับนี้เพื่อเข้าสู่วาระของคณะกรรมาธิการวิสามัญและนำกลับมา โดยด่วนเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติต่อไปครับ ขอกราบขอบคุณมากครับ