กรวีร์ ปริศนานันทกุล อภิปรายร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยสนับสนุนกฎหมายที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และระบุ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้คณะกรรมาธิการพิจารณา กรวีร์ ปริศนานันทกุล เสนอโครงสร้างคณะกรรมการ อสม. ระดับประเทศและจังหวัดเพื่อกระจายอำนาจ แต่ไม่เห็นด้วยกับระบบระดับเขตที่กำหนดในร่างคณะรัฐมนตรี กรวีร์ ปริศนานันทกุล ชี้แจงประเด็นการจำกัดอายุอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในร่างกฎหมาย โดยเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์จากอายุเป็นคุณสมบัติและความสามารถเพื่อประโยชน์ต่อการทำงาน กรวีร์ ปริศนานันทกุล เสนอการยกระดับสถานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิประโยชน์ ค่าตอบแทน สวัสดิการ และฌาปนกิจสงเคราะห์อย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนจากจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขอได้มีส่วนร่วม ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือว่า อสม. ที่หลายพรรคการเมืองได้ให้ความสนใจ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ช่วยกันในการเสนอสู่ การพิจารณาของสภาในวันนี้ ประเด็นหลักที่อยากจะขอสนับสนุนนั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แล้วก็แล้วก็เพื่อนสมาชิกของผม พรรคภูมิใจไทยที่นั่งรวมกันอยู่ตรงนี้ครับ ทุกคนคงไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ถ้าจะบอกว่า อสม. นั้นคือลมหายใจของระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน และได้พิสูจน์ จากวิกฤติต่าง ๆ ที่ผ่านมาในอดีตหลายครั้งหลายคราว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้เห็นเพื่อน สมาชิกไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลทุกคนนั้นเห็นตรงกันทั้งหมดในเรื่องของการสนับสนุน การทำหน้าที่ของพี่น้องชาว อสม. และการนำเสนอกฎหมายที่จะมาดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้กับ พี่น้องชาว อสม. นั้นจึงได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างจะดีจากเพื่อนสมาชิกทั้งสภา ผมเองมี ๓ ประเด็นที่อยากจะเสนอผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการที่กำลังจะตั้งในชั้นการ พิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญ
ประเด็นแรกครับ ประเด็นเรื่องของโครงสร้างของคณะกรรมการที่ผม เห็นด้วยที่ควรจะมีคณะกรรมการขึ้นมาในระดับประเทศ เพื่อที่จะให้คณะกรรมการ ระดับประเทศเป็นคณะกรรมการที่จะขับเคลื่อน แล้วก็กำหนดนโยบายหลักให้กับพี่น้อง ชาว อสม. กำหนดมาตรฐาน กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้กับพี่น้องชาว อสม. ทั่วทั้งประเทศ แล้วก็เห็นด้วยครับที่จะมีคณะกรรมการในระดับจังหวัดเพื่อที่จะกระจายอำนาจตรงนี้ไปให้ การมีส่วนร่วมของพี่น้อง อสม. ให้กับท้องถิ่น ให้กับคนที่อยู่ในแต่ละจังหวัดของเขาเองนั้น ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของ อสม. การทำงานของแต่ละจังหวัด ซึ่งเราต้อง ยอมรับว่าในแต่ละจังหวัดนั้นมันมีความแตกต่าง มีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ แปลกใจครับ ผมดูจากในร่างของคณะรัฐมนตรีครับ กลับมีกำหนดโครงสร้างของ คณะกรรมการในระดับเขตขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ระดับประเทศ ระดับเขต แล้วค่อยมาระดับ จังหวัดครับ กลายเป็นว่าระดับจังหวัดแทนที่เราจะให้อำนาจ เราจะให้อิสระของระดับจังหวัด เขาได้ไปขับเคลื่อนความแตกต่าง แล้วก็ไปสนับสนุนการทำงานในแต่ละจังหวัด เรากลับมีระบบ ของเขตเพื่อที่จะไปครอบคลุม ไปกำกับการดูแลของ อสม. ในแต่ละจังหวัดอีกชั้นหนึ่งด้วย อันนี้เป็นประการแรก
ประการที่ ๒ เรื่องของคุณสมบัติและการยกระดับสมรรถนะของพี่น้อง ชาว อสม. ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพูดกันมาและกังวลกันมาก คือเรื่องของการจำกัดอายุของ อสม. ตั้งแต่ ๑๘ ปี จนถึงไม่เกิน ๖๐ ปี คำถามที่สำคัญก็คือทำไมถึงต้องจำกัดไม่เกิน ๖๐ ปี ผมเข้าใจในเจตนาที่ดีของทางกระทรวงสาธารณสุขครับที่บอกว่าคงอยากจะเห็น อสม. ที่มีศักยภาพในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ เราเห็นตรงกันล่ะครับ แต่สิ่งที่ เราเห็นต่างกันในร่างของพรรคภูมิใจไทยกับร่างของคณะรัฐมนตรีก็คือของพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้กำหนดเพดานครับ แต่เราอยากจะเห็นการกำหนดคุณสมบัติของ อสม. ด้วยความสามารถของเขา ทำไมเรา ไม่กำหนดความสามารถของเขาว่าใครสมควรที่จะทำหน้าที่ อสม. ด้วยความสามารถ ด้วยความทุ่มเทของเขา แทนที่จำกัดด้วยอายุครับ ก็ไม่ใช่ อสม. คนที่อายุ ๖๐ กว่านี่ละครับ ที่พาประเทศไทยของพวกเราผ่านโควิดมาได้ ไม่ใช่ อสม. ที่เกิน ๖๐ อยู่ทุกวันหรือครับที่ดูแล สุขภาพอนามัยของคนในชุมชนให้กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้น คำถามก็คือว่าทำไมเราจึงต้องไปจำกัดกะเกณฑ์เพดานเอาไว้ให้กับคนที่ ๖๐ ปีด้วย แทนที่เรา จะไปกำหนดเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์นะครับ ก็คือกำหนดเรื่องของการทำงาน เรื่องของศักยภาพในการทำงานให้กับพี่น้องชาว อสม. ครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของสิทธิประโยชน์ที่จะให้กับพี่น้องชาว อสม. ครับ ผมอยากเห็นการยกระดับการดูแลแล้วก็ให้ค่าตอบแทนต่าง ๆ ให้กับพี่น้องชาว อสม. ซึ่งเราเห็นด้วยครับ ถ้าเราระบุเอาไว้ให้เป็นกฎหมายนั้นมันจะแตกต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันอย่างมากครับ สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเรามีเรื่องของการให้ค่าตอบแทน แต่มันเป็นเชิงนโยบายครับ อสม. ต้องลุ้นครับว่ารัฐบาลที่เข้ามาใหม่ นายกรัฐมนตรีที่ เข้ามาใหม่นั้นจะให้ค่าตอบแทน อสม. เป็นเท่าไร จากแต่เดิม ๖๐๐ บาท ขยับขึ้นมา ๑,๐๐๐ บาท ขยับขึ้นมาเป็น ๒,๐๐๐ บาท ในสมัยที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงของโควิด แล้วก็ต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน แต่ถ้าการเขียนกฎหมายลงไปในลักษณะแบบนี้จะให้หลักประกันกับ อสม. ได้ และนอกจากนั้นผมอยากจะเห็นการให้สวัสดิการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความภาคภูมิใจ ผ่านเครื่องแบบ บัตรแสดงตน การเชิดชูเกียรติ และเครื่องไม้เครื่องมือที่จะให้กับ อสม. เขา และท้ายที่สุดครับเรื่องของฌาปนกิจสงเคราะห์ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกท่านใดพูดครับ ก็เป็นท่านอนุทินนี่ละครับ ท่าน สส. วัชรพงศ์ สมัยที่เป็นเลขาครับ ก็ได้ผลักดันจนสามารถที่จะ ทำให้วันนี้เรามีฌาปนกิจสงเคราะห์ของ อสม. ทั้งประเทศ อยากจะเห็นฌาปนกิจสงเคราะห์นี้ เข้มแข็งเติบโต และถ้าเป็นไปได้อยากจะให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อที่จะ ช่วยเหลือเพิ่มเติมให้กับสมาชิกของ อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วก็จากไปด้วย ท้ายที่สุด ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับในเรื่องของการขับเคลื่อนแล้วก็ผลักดัน พ.ร.บ. อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านของประเทศไทย ขอบคุณท่านประธานครับ