ชลธานี เชื้อน้อย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. 2** นี้ โดยให้เหตุผลว่าข้อเสนอของร่างพระราชบัญญัตินี้มีความจำเป็นและสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะการดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่คืนถิ่น และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดด้านสุขภาพเชิงสร้างสรรค์
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชลธานี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๓ พรรคประชาชน ขออภิปราย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. .... ที่เสนอโดยพรรคประชาชน โดยร่างฉบับนี้เน้นการวางอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย ผ่านการพัฒนาสมรรถนะของ อสม. ตามมาตรา ๓๐ ซึ่งมีความสำคัญมากในการพัฒนา อสม. ขั้นพื้นฐาน ยกระดับ อสม. เป็นขั้นเชี่ยวชาญภายใต้นิยามแนวหน้าสุขภาพ หลายท่าน อาจจะเกิดคำถามว่าเหตุใดเราจึงต้องมีการพัฒนาสมรรถนะของ อสม. แบ่งเป็น ๒ ขั้น ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่นในพื้นที่ของจังหวัดลำปางซึ่งผมเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัด ลำปางเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประมาณการถึง ๑๐ ปี โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และในจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูงถึง ๔๔.๗๕ เปอร์เซ็นต์ มีกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดบ้านมากกว่า ๖,๕๐๐ คน ติดเตียงมากถึง ๘๐๓ คน ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุ ในต่างจังหวัดนั้น อย่างพื้นที่จังหวัดลำปาง ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่ต้องการกลับไป รักษาต่อที่บ้านเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัว แล้วก็ลูกหลานของตนเอง ดังนั้นในข้อเสนอ ของพรรคประชาชน ที่ต้องการผลักดันให้มี อสม. ขั้นเชี่ยวชาญหรือในร่างกฎหมายที่หมายถึง แนวหน้าสุขภาพนั้นจึงมีความสำคัญเพราะมีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง ขั้นสูง เพื่อช่วยเสริมทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะการฟื้นฟูสุขภาพ การดูแลสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุ แล้วก็ผู้ป่วยระยะยาว ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ข้อเสนอ ในประเด็นนี้ยังเปิดโอกาสที่จะดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่คืนถิ่น เป็นการสร้างบรรยากาศใหม่ในการ ดึงลูกหลานที่อยากอยู่ใกล้บ้านดูแลครอบครัวหรือคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานที่มีโอกาส เริ่มต้นทำงานด้านดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เป็นการริเริ่มในส่วนนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดด้านสุขภาพเชิงสร้างสรรค์ แล้วก็พัฒนาระบบ Wellness Tourism ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับ ระบบสาธารณสุขยังสร้างรายได้ และเศรษฐกิจใหม่ให้กับท้องถิ่นไปพร้อมกัน ซึ่งบทบาทของแนวเขตสุขภาพจะตอบโจทย์ อย่างมากในประเด็นนี้ อสม. รุ่นใหม่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างมาก ในขณะที่รัฐบาลต้องการพัฒนาศักยภาพของ อสม. รุ่นใหญ่ควบคู่กันไป จากตัวเลขสัดส่วน ของ อสม. อายุ ๑๘-๒๙ ปี มีจำนวนแค่ ๑๔,๐๐๐ กว่าคน ขณะที่ อสม. ที่อายุมากกว่า ๒๙ ปีนั้นมีมากถึงหลักล้านคน คงถึงเวลาแล้วที่เราจะมองว่าเป็นความท้าทายที่จะทำให้ การทำงานของ อสม. ต้องยกระดับมากขึ้นในการทำงาน ในการเชื่อมโยงทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ อย่างกลมกลืน และต้องมีการดูแลสวัสดิการของ อสม. อย่างคุ้มค่าและเป็นธรรม เมื่อมี การพัฒนาทักษะความสามารถเหมือนเป็นการติดปีกขีดความสามารถที่ยกระดับการทำงาน ของ อสม. และเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัจจุบันกระแส ด้านสุขภาพกำลังเป็นที่กล่าวถึงในทั่วทุกมุมโลก เกิดการดึงดูดการท่องเที่ยว สิ่งที่สำคัญที่สุด อีกอย่างหนึ่ง อสม. ยังสะท้อนแนวคิดประชาชนดูแลประชาชนซึ่งเป็นหัวใจของสุขภาพ ชุมชน ทำให้เกิดรากฐานของระบบสาธารณสุขในระดับชุมชนที่เข้มแข็ง เมื่อ อสม. ได้รับ การพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างเต็มศักยภาพเป็นกำลังหลักในพื้นที่ จะสามารถ ทำให้กลายเป็นชุมชนหรือ Community Health อย่างสมบูรณ์ โดยสามารถเชื่อมโยง ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพคนในชุมชน การสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกชุมชน ที่ผ่านมา บทบาทของ อสม. อาจจะดูซับซ้อน มีคำถามถึงความคุ้มค่า ถูกตั้งคำถามถึงระบบที่เป็นอยู่ บางครั้งถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองด้วยซ้ำ แต่ผมและพรรคประชาชนที่มีโอกาส ได้เสนอและสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยืนยันถึงความสำคัญ ความจำเป็นและโอกาสที่ จะเกิดขึ้นหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มีการประกาศใช้ จะเปิดโอกาสให้ อสม. มีแนวทางสำคัญ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและเติบโตในสายงาน มีสวัสดิการตอบแทนที่เป็นธรรม และที่สำคัญ ที่สุดเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในขั้นปฐมภูมิที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดจนกลายเป็น ส่วนหนึ่งของครอบครัวของใครหลายคนในที่สุด ที่ผมกล่าวมานั้นเป็นการเชิดชูคุณค่าของ อสม. ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตใจอาสาห่วงแหนสุขภาพของประชาชน และเป็นแนวทางที่พรรค ประชาชนนำเสนอและผลักดันมาโดยตลอดครับ ขอบคุณครับ