ภูริวรรธก์ เสนอร่าง พ.ร.บ. อสม. ยกระดับดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงที่บ้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กันยายน ๒๕๖๘

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ นำเสนอปัญหาผู้ป่วยระยะยาวที่ตกหล่นในระบบดูแลรักษา โดยเสนอให้ใช้ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านเพื่อลดภาระโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอร่าง พ.ร.บ. อสม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงและประคับประคอง โดยเน้นการยกระดับบทบาทจากงานพื้นฐานสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ภูริวรรธก์ ใจสำราญ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. อาสาสมัครสาธารณสุข โดยชี้แจงบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย เสนอแนะการเพิ่มหลักสูตรอบรมทักษะจิตสังคม การจัดการความเครียด และระบบสหวิชาชีพเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ พร้อมยกตัวอย่างปัญหาการบริหารศูนย์อนามัยชุมชนที่ควรได้รับการปรับปรุงแนวคิด

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน ลาดพร้าว จรเข้บัว พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ เดือนที่ผ่านมา ผมรู้จักครอบครัวอยู่ ๓ ครอบครัว ซึ่งคนสำคัญของพวกเขาเป็นสามีที่อยู่ร่วมกันมาทั้งชีวิต เป็นแม่คนที่มีความสำคัญเพียงคนเดียวของชีวิต เป็นลูกชายที่เป็นหัวแรงของครอบครัว คนเหล่านี้ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่ในขั้นวิกฤติ แล้วก็อยู่ใน ICU ตลอดเวลา พวกเขาเหล่านี้หากส่งเสียงได้เขาก็อยากจะบอกครอบครัวเขาว่าเขาอยากจะกลับบ้าน ผมคุย กับครอบครัวเขา ครอบครัวอยากพาคนป่วยกลับบ้าน แต่ว่าหากด้วยความรักนั้นก็เกรงกลัว ว่าพากลับไปบ้านแล้วอาการของพวกเขาหนักขึ้นจะรับมืออย่างไร พอพวกเขากลับไป อยู่บ้านแล้วจะดูแลพวกเขาได้มากขนาดไหน บางคนอยู่คนเดียว บางคนมีการงานที่จะ ต้องทำ แล้วใครจะมาช่วยพวกเขา สุดท้าย ๓ ครอบครัวนั้นก็ได้สูญเสียชีวิตที่พวกเขารักไป บางคนเพิ่งเสีย อย่างเช่นลูกชายที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวเพิ่งเสียชีวิตไป เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง หากเรามีระบบการดูแลที่บ้านที่ดีในชุมชนที่ดีพวกเขาก็จะ กลับบ้าน แล้วก็ใช้วาระสุดท้ายกับที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผู้ป่วย พึ่งพิงระยะยาว แล้วก็ผู้ป่วยประคับประคองเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในปี ๒๕๖๘ นั้นมีผู้ป่วยอยู่ ประมาณ ๖๘๖,๐๐๐ คน แต่ว่าได้รับสิทธิในการดูแลตาม สปสช. เพียง ๕๙๗,๐๐๐ คน แน่นอนครับมีผู้ที่ตกหล่นจากระบบ ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ระบบสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้ป่วยประเภทนี้ก็จะสูงขึ้นแปรผันกับจำนวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลในชุมชน ที่ไม่เพียงพอ หลายที่ อสส. อสม. ก็เข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยพึ่งพิง แล้วก็ ผู้ประคับประคอง ๑ เรื่องที่ต้องยอมรับศักยภาพโดดเด่นของ อสส. หรือ อสม. นั้นไม่ได้อยู่ที่ ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ แต่อยู่ที่เป็นคนในชุมชนซึ่งมันสามารถสร้างความได้เปรียบถึง ๓ ทาง ความใกล้ชิด ความเข้าถึงง่าย ความสัมพันธ์และความไว้วางใจ การเป็นหูเป็นตาให้กับ ทีมแพทย์ ขอสไลด์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

กรณีผู้ป่วยพึ่งพิง แล้วก็ ประคับประคองจะดูแลยากขึ้นมานิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นอาการป่วยที่ระดับรุนแรงต่าง ๆ ความถี่ในการเยี่ยม เหล่านี้เป็นเรื่องความชำนาญเฉพาะทางเพราะว่าจะต้องดูแลกัน เฉพาะด้าน แต่ว่าการช่วยเหลือแบบกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การเช็ดตัวก็ดี การพลิกตัวไม่ให้เกิด แผลกดทับก็ดี หรือการเป็นเพื่อน การให้กำลังใจ การพาไปหาแพทย์ หรือแม้กระทั่ง การเชื่อมเรื่องศาสนาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ อสส. อสม. นั้นสามารถทำได้ แต่อย่างไรที่ผ่านมา การทำหน้าที่แทนบุคลากรวิชาชีพของ อสส. หรือ อสม. นั้นก็ยอมรับว่ามีปัญหาอยู่ ผู้ป่วย พึ่งพิงระยะยาวและผู้ป่วยดูแลแบบประคับประคองนั้นต้องใช้ความรู้ที่มากขึ้น เมื่อเจอ สถานการณ์จริงนั้น อสม. หรือ อสส. อาจจะทำงานไม่ได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้ ทำให้ญาติผู้ป่วย อาจจะไม่ไว้วางใจ Pain Point ตรงนี้นั้นทำให้เราต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของ อสม. ตรงนี้นั้นทำให้เราต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของ อสม. แล้วก็บุคลากรที่สามารถลงไป ทำงานให้กับผู้ป่วยพึ่งพิงและผู้ป่วยประคับประคองได้อย่างจริง ร่าง พ.ร.บ. อสม. สุขภาพ ของพรรคประชาชนนั้นเรามองที่จะยกระดับใน ๓ ด้าน

ด้านแรก เป็นการเข้าใจหลักการทำงานได้จริงครับ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ ของเรานั้นแยกบทบาทหน้าที่ของ อสส. อสม. และแนวหน้าสุขภาพอย่างชัดเจน กำหนดสมรรถภาพของ อสม. ขั้นพื้นฐานเอาไว้ อสม. ที่เคยทำมาแล้วนั้นก็สามารถทำงาน ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่แนวหน้าสุขภาพนั้นเป็นขั้นที่สูงกว่าแต่ก็มีคณะกรรมการ ควบคุมคุณภาพและมาตรการกำกับดูแล อะไรล่ะเป็นสิ่งที่จะต้องเพิ่มเข้ามาในทักษะเหล่านั้น จริง ๆ แล้วเรามีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่ออกแบบหลักสูตรแล้วก็ออกแบบ Course ในการที่ทำให้ลงไปปฏิบัติได้จริง ผมเอา Course เหล่านี้ลงไปถาม อสส. และ อสม. ในหมู่บ้านมานะครับ ในชุมชนหลายชุมชน อสม. นั้นอาจจะยังไม่เคยได้รับการอบรม Course เหล่านี้เลย อย่างเช่นกฎหมายอย่างนี้ครับ ก็ไม่เคยได้รับการอบรม ซึ่ง Course เหล่านี้ถามว่าเมื่อเอาลงไปแล้วมันก็จะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเน้นก็คือเรื่องของการดูแลจิตสังคม จิตวิทยา จิตวิญญาณแล้วก็ภาวะโศกเศร้า สูญเสีย ในขณะเดียวกัน อสม. และ อสส. นั้นก็ต้องดูแล จิตใจของตัวเองด้วย รู้จักวิธีจัดการกับความเครียด ความเศร้าจากการทำงานเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะหมดไฟ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ นอกเหนือจากนั้นแล้วการทำงาน อย่างเป็นระบบ การดูแลพึ่งพิง ประคับประคองนั้นทำงานเพียง อสส. อย่างเดียวไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นจะต้องประกอบไปด้วยแนวหน้าสาธารณสุขที่มีทักษะที่แตกต่างกันไป มีสหวิชาชีพที่เข้ามาดูแล มีโรงพยาบาลท้องถิ่นที่เป็นหน่วยงานในการจัดหาอุปกรณ์ กระจาย อุปกรณ์ที่สำคัญให้กับ อสม. ทำงานได้อย่างทั่วถึง สรุปแล้วร่าง พ.ร.บ. นี้มีศักยภาพในการ เป็นจุดเปลี่ยนของระบบสาธารณสุขชุมชนครับ เพราะว่าเป็นการยอมรับคุณค่าของ อสม. อย่างเป็นทางการ ท่านประธานครับ ศูนย์อนามัยชุมชนในทุกวันนี้บางที่ปิดลง พวกเขานั่งเวร ตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางที่เสียค่าไฟ เสียค่าน้ำ ค่าเช่าไม่เกิดอะไรขึ้น บางทีก็ไล่ปิดไปครับ แต่จริง ๆ แล้วเราต้องเปลี่ยน Mindset อนามัยชุมชนมีเอาไว้ป้องกันการเกิดโรค ในขณะเดียวกันก็ Follow กรณีที่ผู้ป่วยกลับมาที่ชุมชนและดูแลต่อเนื่องได้ แนวคิดแบบนี้ ถ้าหากเปลี่ยนแล้วเราจะทำให้การดูแลประคับประคอง การดูแลพึ่งพิงของชุมชนนั้น แข็งแรงมากขึ้น แล้วก็สามารถทำให้ระบบสาธารณสุขชุมชนมีพื้นฐานที่ดี ผมจึงขอสนับสนุน ในการใช้ร่าง พ.ร.บ. อสม. แล้วก็แนวหน้าสุขภาพของพรรคประชาชน ขอบคุณมากครับ