ธัญธร ธนินวัฒนาธร อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. อสม. โดยเน้นความสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขพื้นฐาน สร้างขวัญกำลังใจให้ อสม. และ อสส. เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พร้อมเสนอบทบาทในการดูแลระยะกลางและการฟื้นฟูผู้ป่วยที่บ้าน
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในเขตบางแคและภาษีเจริญ จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขพื้นฐานของไทย สร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ครับ กว่า ๑ ล้านคนทั่วประเทศที่อุทิศตนเป็นแนวหน้าดูแลสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนมา อย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ ที่ผ่านมา พรรคประชาชนของเรา ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริงมาโดยตลอด การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ยังสอดคล้องกับ นโยบายที่เราต้องการสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็งและยั่งยืนขึ้น เป็นการวางระบบ สุขภาพของชาติให้พร้อมรับกับความท้าทายใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่การที่เราจะเข้า สู่สังคมสูงวัยหรือการมาถึงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้นหรือ NCDs ในร่างกฎหมาย ก็ได้กำหนดบทบาทของ อสม. ไว้อย่างครอบคลุมครับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาลขั้นต้นและการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย รวมถึงบทบาทผู้นำการ เปลี่ยนแปลงสุขภาพและเป็นผู้ประสานระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการ บริบทปัญหาสุขภาพ ของประเทศเราที่เปลี่ยนไปมากนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมสูงวัยที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือการ เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผู้ป่วยหลังการรักษาจากโรงพยาบาลก็ยังต้องการ การดูแลรักษาต่อเนื่องที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ระบบการดูแลแบบ Intermediate Care ครับ แผนระยะกลางและระยะฟื้นฟูจึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญนั่นก็คือการดูแลผู้ป่วยหลังจากพ้น ระยะวิกฤติโรงพยาบาลออกมาแล้ว แต่ยังต้องฟื้นฟูต่อที่บ้านหรือในชุมชน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ อาจจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหรือผู้ป่วยจากโรค หลอดเลือดสมองหัวใจเป็นต้น อสม. และ อสส. ก็จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยเติมเต็ม ช่องว่างของการดูแลระยะกลาง หรือ IMC นี้ครับ เพราะอยู่ใกล้ชิดชุมชน คุ้นเคยกับพื้นที่ รู้จักบ้านผู้ป่วยและสามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด รวมถึง บุคลากรทางสาธารณสุขอื่น ๆ ได้ เพื่อช่วยมาติดตามการเยี่ยมบ้านของผู้ป่วยหลังจาก ออกจากโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ ทำหน้าที่คอยเป็นหูเป็นตาให้กับระบบสาธารณสุข ในการติดตามประเมินอาการผู้ป่วย คอยประสานระหว่างผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสมจนแข็งแรงขึ้น เช่น การประเมินอาการเบื้องต้น วัดความ ดันชีพจร ตรวจดูแผล ดูการทานยา และกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย หากพบความผิดปกติ ก็สามารถแจ้งได้ทันที ด้วยบทบาทนี้จึงช่วยให้ผู้ป่วยไม่หลุดจากการติดตามดูแล ลดการ กลับไปนอนโรงพยาบาลซ้ำและบรรเทาความหนักของระบบสาธารณสุขในระยะยาวครับ ในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานครเรา เราก็มีอาสาสมัครกรุงเทพมหานครหรือเรียกว่า อสส. กว่า ๑๓,๐๐๐ คน ปฏิบัติงานอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ หลายชุมชนก็เป็นย่านแออัดที่อาจจะ เข้าถึงระบบสุขภาพได้ยาก อสส. เหล่านี้ก็เปรียบเปรยได้กับเป็นเส้นเลือดฝอยของระบบ สุขภาพเมืองที่เชื่อมโยงกับศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลซึ่งเปรียบเสมือนกับ เส้นเลือดใหญ่ให้เข้าถึงประชาชนในทุกตรอกซอกซอย หากเส้นเลือดฝอยแข็งแรงระบบ สุขภาพโดยรวมก็จะแข็งแรงมากขึ้นตามไปด้วยครับ สิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำก็คือ การยกระดับ อสม. และ อสส. เหล่านี้ให้เป็นแนวหน้าสุขภาพ ให้มีความภาคภูมิใจและ สนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระบบดูแลระยะกลางที่ประสานระหว่างบ้าน และโรงพยาบาลครับ นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคประชาชนเราให้ความสำคัญกับ การกระจายบริการสุขภาพที่มีคุณภาพถึงชุมชน เราเชื่อว่าระบบสุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากฐาน รากที่เข้มแข็ง หมายถึงสถานีอนามัยหรือศูนย์บริการสาธารณสุขที่มีศักยภาพ มีทรัพยากร และมีกำลังคนเพียงพอ การทำงานประสานงานกับประชาชนในพื้นที่ก็ทำได้อย่างแนบแน่น ผมเห็นว่าการลงทุนในระบบสาธารณสุขสุขภาพเชิงป้องกันจะส่งเสริมบทบาทประชาชน ในการดูแลสุขภาพตนเองผ่านกลไกแนวหน้าสุขภาพนี้ และจะให้ผลยั่งยืนลดค่าใช้จ่ายกับ การรักษาพยาบาลในระยะยาว ช่วยสร้างเกราะป้องกันโรคให้กับประชาชน ลดจำนวนผู้ป่วย และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะจบการอภิปราย ผมขอสรุปว่าร่างพระราชบัญญัติ อสม. และแนวหน้าสุขภาพฉบับนี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญ ในการยกระดับบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานของประเทศไทยเรา เรากำลังจะมอบหลักประกัน และแรงจูงใจที่เหมาะสมให้กับผู้ที่เป็นด่านหน้าสุขภาพของประชาชน การมีกฎหมายรองรับ จะทำให้การบริหารจัดการเป็นระบบและต่อเนื่อง ต่อยอดพัฒนาในระยะยาวก็ทำได้ง่ายขึ้น เราจะมีบุคลากรทางสุขภาพภาคประชาชนที่ทำงานคู่ขนานกับบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ