พรรณสิริ กุลนาถศิริ เสนอการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยขอให้ใช้โดยเร็ว พร้อมเสนองานด้านอายุในการขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าทำงานและถ่ายทอดองค์ความรู้ นอกจากนี้ยังเสนองานด้านการขยายสิทธิประโยชน์ของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านและการขับเคลื่อนการให้บริการสุขภาพที่ดี
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคเพื่อไทย ในวาระการ เสนอร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในครั้งนี้ ดิฉันมีความชื่นชม แล้วก็หวังว่าจะได้เกิดพระราชบัญญัตินี้อย่างสมบูรณ์แบบและได้มีการใช้โดยเร็ว นับตั้งแต่ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๕๔ ก็ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนให้กับ อสม. เลยค่ะ สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่าง รวมทั้งเพื่อนสมาชิกอีก ๗ ฉบับ ในการนี้ดิฉัน ขอวิพากษ์ไปที่ฉบับของคณะท่านรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้เสนอ เนื่องด้วยฉบับนี้ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้ง การพิจารณ์แล้วผ่าน Google Form และเว็บไซต์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้วจาก ประชาชนราว ๔๐๐,๐๐๐ คน จึงเป็นฉบับที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ โดยในฉบับนี้นั้นประกอบไปด้วย ๕ หมวด และบทเฉพาะกาล รวมทั้งสิ้น ๖๕ มาตรา ดิฉันมีความคิดเห็นใน ๒-๓ ประเด็น ดังนี้
ในประเด็นแรก เรื่องของอายุในการขึ้นทะเบียนเป็น อสม. จากหมวด ๔ ส่วนที่ ๑ การคัดเลือกและการขึ้นทะเบียน ได้ระบุในมาตรา ๒๘ (๑) ว่าบุคคลผู้มีสิทธิได้รับ การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนนั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี และไม่เกิน ๖๐ ปี ดังนั้นจาก เจตนารมณ์ในระยะยาวที่จะเปิดรับ อสม. ใหม่เพื่อสร้างบุคลากรในระบบสุขภาพ อย่างต่อเนื่องนับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ โดยกำหนดกรอบอายุไว้ที่ไม่เกิน ๖๐ ปี ดิฉันขอชวนคิดว่าถ้าเพิ่มเป็น ๖๕ ปี ก็น่าจะส่งผลดีอีกหลายประการ ๖๐ ปี ถือว่าเกษียณ หลังเกษียณจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิต มีวุฒิภาวะเป็นที่เคารพนับถือในชุมชน เป็นการ เปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้เข้าทำหน้าที่และถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะและ ขีดความสามารถได้ทางหนึ่ง และบุคคลกลุ่มนี้ที่สืบเนื่องเชื่อมโยงกับสังคมไทยที่เป็นสังคม ผู้สูงอายุคือมีผู้มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป ตอนนี้ก็มากกว่าร้อยละ ๒๐ แล้วค่ะ ประมาณ ๑๓ ล้านคน และเข้าสู่ Super Age Society คือ ๖๕ ปีขึ้นไปของคนไทยเราร้อยละ ๑๔ ราว ๙ ล้านคน ดังนั้นการเปิดกรอบให้ผู้ที่จะมาขึ้นทะเบียนเป็น อสม. อายุ ๖๕ ปี ก็น่าจะ เป็นผลดีค่ะ ส่วนการหมดสมาชิกอายุเท่าไรก็ได้ค่ะ ให้ขึ้นอยู่กับสมรรถนะแล้วก็ศักยภาพ ของ อสม. ท่านนั้น
ในประเด็นที่ ๒ ดิฉันขอแสดงความเห็นในเรื่องของคุณสมบัติตามที่ระบุ ในมาตรา ๒๘ (๙) และ (๑๐) อสม. นั้นจะถูกห้ามไม่ให้เป็นข้าราชการทางการเมือง ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือเป็นกรรมการบริหาร พรรคการเมือง ดิฉันมีข้อสังเกตว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ที่รู้โครงสร้างเป็นอย่างดีในพื้นที่ ในท้องถิ่น การบริหารเชิงบูรณาการจะทำให้เกิดผลที่ทวีคูณต่อไปอย่างเป็นประโยชน์ เป็นอย่างยิ่ง สามารถบูรณาการได้ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ ดิฉันคิดว่ามีผลดี แต่ก็มีข้อสังเกตว่าในเรื่องของการขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ การใช้ตำแหน่งหน้าที่ และการสร้างเครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ตรงนี้อาจจะต้องเป็นข้อที่ควรระวัง อย่างไรก็ตามดิฉันมั่นใจว่าในการเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีการคัดเลือกอย่างดีแล้วและ อีกประการหนึ่งก็คือเสนอให้มีกลไกภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ในการ ตรวจสอบ โดยเฉพาะการให้บริการสุขภาพที่ทั่วถึง แล้วก็เป็นธรรมจากคนกลุ่มนี้
สำหรับประเด็นที่ ๓ เรื่องการพัฒนาสมรรถนะ ก็ขอให้เป็นการประเมินเพื่อ เป็นการพัฒนาศักยภาพของ อสม. ไม่ใช่เป็นการประเมินเพื่อจะคัดคนออกหรืออย่างใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะหน้าที่ของ อสม. ที่กล่าวไว้ว่าเป็นผู้ที่แจ้งข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน และดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เอาแค่เรื่อง ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีดิฉันก็คิดว่าเรื่องนี้ประเมิน อสม. ถ้า อสม. เป็นผู้มีสุขภาพที่ดี เราจะได้ระบบสุขภาพที่เห็นคนต้นแบบแล้วขับเคลื่อนได้ ต้องชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่ในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนในเรื่องของการให้ อสม. มีสิทธิในการคัดกรองโรคอีก ๙ รายการด้วยกัน ก็ถือว่านี่คือพื้นฐานเบื้องต้นของการประเมิน เพื่อให้ อสม. มีสุขภาพที่ดี เป็นต้นแบบของประชาชนต่อไปค่ะ ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่จะมีพระราชบัญญัติแห่งนี้และขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ผลักดันอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฉบับของกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีน่าจะเป็น ร่างหลักที่สำคัญยิ่งค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ