ชญาภา สินธุไพร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยชี้ว่านิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการคืนศักดิ์ศรีและคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายสำคัญอย่างยิ่งฉบับหนึ่งกับประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองของ สังคมไทยที่ก่อตัวมาอย่างยาวนานต่อเนื่องกว่าเกือบ ๒๐ ปีจนมาถึงปัจจุบัน เกิดความ เสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน อิสรภาพของประชาชน มีประชาชนที่ต้องคดีความ ทางการเมืองจากการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายเช่นเดียวกัน เชื่อว่า สมาชิกหลายท่าน ณ ที่นี้จำนวนไม่น้อยก็ล้วนแล้วเคยผ่านเหตุการณ์และเผชิญกับเหตุการณ์ ทางการเมืองในห้วงเวลาดังกล่าวมาแล้วต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นอีก ๑ คน ที่เติบโตและสัมผัสกับขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับพี่น้องคนเสื้อแดงหรือพี่น้อง นปช. ในฐานะลูกสาวแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวของพี่น้องคนเสื้อแดงในครั้งนั้น ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แต่กลับถูกตอบโต้จากทางรัฐ โดยการใช้อำนาจเข้ากวาดล้าง ไล่ล่า เข่นฆ่าประชาชน เรียกร้องหีบบัตรแต่กลับได้หีบศพค่ะ ดิฉันยังจำวินาทีชีวิตที่ต้องวิ่งหนีกระสุนเอาชีวิตรอดพร้อมกับมารดาจากการเข้าร่วมชุมนุม ทางการเมืองในเวลานั้น และดิฉันสัมผัสชีวิตเรือนจำในฐานะญาติผู้ต้องขังนับแรมปี เพราะว่า บิดาของดิฉันต้องเดินเข้าออกคุกไม่ต่ำกว่า ๕ ครั้งเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองและ ความเห็นต่างทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงที่ร่วมต่อสู้ เคียงไหล่ใกล้บ่า ยังมีพี่น้องประชาชนผู้ที่เคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมืองจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ ที่ยังต้องเผชิญชะตากรรม และยังต้อง เดินขึ้นโรงขึ้นศาล เดินเข้าออกเรือนจำ มีคดีความติดตัว พลัดพรากจากครอบครัวกว่า ทศวรรษ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ที่ยังเฝ้ารอคอย ความเป็นธรรมและปรารถนาจะได้กลับมาใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องมีคดีติดตัวและกลับมามีชีวิต ที่ปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อบริบทสังคมทั้งฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ต่างก็หยิบยกเรื่องนิรโทษกรรมขึ้นมาถกเถียง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแสวงหาจุดร่วมและ หาทางออกร่วมกันในสังคม เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาในอดีต และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองดังกล่าว วันนี้เราต้องเปิดใจ ให้กว้างมองเห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คนซึ่งเป็นความจริงที่ต้องดำรงอยู่ในสังคม ประชาธิปไตย การนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องนิรโทษกรรมให้คนเป็นและทวงคืนความเป็นธรรมให้กับวีรชนที่เสียชีวิต นิรโทษกรรมจึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทา เยียวยา ต่อสู้ให้กับผู้ที่สูญเสีย แล้วก็ผู้ที่ถูก ดำเนินคดีจากการต่อสู้ทางการเมือง ในการใช้เสรีภาพในการแสดงออกจากการชุมนุม และนำไปสู่การสร้างบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่เป็นการเพิ่มความขัดแย้งใหม่ หลายคนอาจจะมีคำถามนึกคิดอยู่ในใจว่าผ่านมาก็ หลายปีแล้วหลายคนก็ติดคุกจนออกมาแล้วแล้วนิรโทษกรรมไปทำไม ท่านประธานคะ การนิรโทษกรรมไม่ใช่การปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิด ไม่ใช่การทำให้ลืมอดีต แต่เป็นการ เก็บอดีตเป็นบทเรียนเพื่อเดินหน้าต่อ คือการคืนศักดิ์ศรี คืนความเป็นธรรม ลบล้างมลทิน ให้กับประชาชนจากการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมและการกลั่นแกล้งทางการเมือง หากมองไปที่ประสบการณ์ของนานาประเทศเราจะเห็นว่านิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่ง ของกระบวนการสันติภาพ การนิรโทษกรรมเป็นมาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ เพื่อเป็นวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการคลี่คลายปมปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง การปรองดองในสังคม หรือการยุติความขัดแย้งภายหลังเหตุการณ์สำคัญ ต่าง ๆ อาทิเช่น ในประเทศแอฟริกาใต้หลังจากการต่อสู้อคติทางเชื้อชาติได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการความจริงและการปรองดอง เพื่อให้คู่ขัดแย้งทั้ง ๒ ฝ่ายมาเปิดเผยข้อเท็จจริง และยกเลิกคดีความและเดินหน้าร่วมกันสร้างชาติ ในชิลีและอาร์เจนตินาก็ใช้กระบวนการนิรโทษกรรมบางส่วนเพื่อยุติวงจรความรุนแรงและ บาดหมางจากการรัฐประหารและสงครามกลางเมือง ไอร์แลนด์เหนือในปี ๑๙๙๘ ได้มีการ นิรโทษกรรมและปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองจำนวนมากเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่านิรโทษกรรมไม่ใช่การปล่อยให้ใครลอยนวล แต่เป็นการยอมรับว่า ในบางช่วงของประวัติศาสตร์สังคมจำเป็นต้องคืนศักดิ์ศรี ลบมลทิน และสร้างสังคมใหม่ บนรากฐานของความเป็นธรรมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาตามที่ เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วว่าการนิรโทษกรรมเคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในอดีต แต่ตลอด ความขัดแย้งเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา คนกลุ่มเดียวที่ไม่มีคดีความใด ๆ เลยคือคณะรัฐประหาร แต่ประชาชนคนที่ออกมาด้วยเหตุจูงใจทางการเมือง และออกมาเรียกร้องต่อสู้เชื่อว่า ต่างก็มีเจตนาบริสุทธิ์และปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ดังนั้นควรคืนสิทธิในการเป็นผู้บริสุทธิ์ แก่ประชาชนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีเพื่อหมุดหมายในการคืนชีวิตใหม่ให้ประชาชน ให้สังคมเริ่มต้นใหม่ เดินหน้าต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ