พุธิตา ชัยอนันต์ หารือเรื่องการนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเรียกร้องการสนับสนุนให้การนิรโทษกรรมดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ในอดีตเราเคยมีการนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์มาแล้ว เราเคย นิรโทษกรรมให้กับนักศึกษาและประชาชนที่ถูกข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงร้ายแรงกันมาแล้ว และในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคมเราก็เคยมีการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา ๑๑๒ กันมาแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมากฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการ ปราบปรามประชาชนที่เห็นต่าง ประชาชนส่วนมากถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่มี ความเสมอภาค การเปิดประตูในการนิรโทษกรรมในครั้งนี้โดยผ่านกลไกคณะกรรมการ ที่มาจากทุกฝ่าย และมีการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ คือหนทางของการเดินทางไปข้างหน้า ยุติความขัดแย้ง และให้พวกเราอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ให้ได้ แต่มีบางท่านในสภาแห่งนี้ กลับบอกว่าคนส่วนหนึ่งไม่ควรที่จะอยู่ในขบวนการของการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ ท่านประธานคะ การบอกว่าพวกเขาคือคนส่วนน้อย แล้วบอกว่าหากรับพวกเขาเข้ามาสู่กระบวนการนิรโทษกรรม จะทำให้กระบวนการทั้งหมดไม่สำเร็จ สิ่งเหล่านี้หรือคะ นี่หรือเป็นวิธีการที่จะทำให้เรายุติ ความขัดแย้ง สิ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้ความเจ็บปวดถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อย ๆ และความขัดแย้ง จะไม่จบ เลิกมองได้แล้วว่าประชาชนคือภัยความมั่นคงของประเทศชาติหรือสถาบันใด ๆ หากเรามองให้ลึก การกระทำความผิดที่ผ่านมานั้นเกิดอยู่ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้ง ทางการเมืองมันรุนแรง และส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีมูลเหตุจูงใจในการกระทำ ความผิด มูลเหตุจูงใจทางการเมืองและกระทำการนั้น ๆ โดยเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราไม่ได้บอกว่าที่พวกเขาทำมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่ ผิดกฎหมาย ไม่ใช่ แต่เรากำลังจะยุติความขัดแย้งทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นใหม่ ท่านประธานคะ เมื่อเหตุการณ์ สถานการณ์ ณ ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วทำไมเราไม่สร้างสังคมและพาให้ พวกเขาเหล่านั้น เยาวชน วัยแรงงานที่เรากำลังจะขาดแคลน บุคคลที่มีคุณภาพทั้งหลายให้ พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคม กลับมาใช้ชีวิตปกติ ท่านประธานคะ การนิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขตามข้อเสนอในรายงานของกรรมาธิการ วิสามัญเล่มนี้คือแนวทางที่จะทำให้พวกเราออกจากความขัดแย้งนี้ได้ ตัดอคติออกไปก่อน ไม่ต้องไปโฟกัสว่ากฎหมายฉบับนั้น ฉบับนี้มาจากพรรคการเมืองใดหรือมาจากใคร มาจาก พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นคู่แข่งทางการเมือง เพราะพวกเรากำลังที่จะสร้างสังคม ไปด้วยกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเล่นการเมืองกันในนี้ มองประโยชน์ของประเทศชาติและ อนาคตของลูกหลานเรา ดิฉันขอร้องว่าขออย่าเพิ่งรีบตัดร่างใดร่างหนึ่งออกจากการพิจารณา ในวันนี้ เพราะว่าหากในวันนี้นั้นเราปฏิเสธแม้กระทั่งการรับหลักการของภาคประชาชน นั่นหมายความว่าเรากำลังบอกว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่มีพื้นที่ให้กับเสียงของประชาชนเกือบ ๔๐,๐๐๐ คนที่ลงชื่อกันตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ ดิฉันขอนะคะ อย่างน้อยที่สุดหากพวกท่าน ไม่สามารถทำใจรับร่างของภาคประชาชนที่พูดอย่างตรงไปตรงมา อย่างกล้าหาญ ก็ขอให้ พวกท่านช่วยพิจารณาร่างของพรรคก้าวไกลด้วย เพราะนี่คือร่างที่เปิดกว้างที่สุดแล้ว นี่คือ ร่างที่เปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายอย่างประนีประนอมที่สุดแล้ว เราไม่ได้ต้องการที่จะนิรโทษกรรม ให้กับใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และนี่ไม่ใช่การนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ไม่ใช่ การเปิดพื้นที่พูดคุยนี่ต่างหากคือหนทางของการยุติความขัดแย้งและการสร้างความเข้าใจ ร่วมกัน เราจะอยู่กันได้อย่างไรถ้าหากว่าแม้กระทั่งในสภาแห่งนี้เรายังปิดโอกาส ปิดปากเสียง ของประชาชน ดิฉันไม่ได้ขอร้องให้ทุกท่านในที่นี้เห็นด้วยกับรายละเอียดทุกถ้อยคำในร่าง ทั้ง ๒ ร่าง คือร่างของภาคประชาชนแล้วก็ร่างของพรรคก้าวไกล แต่ขอให้ทุกท่านช่วยเปิดใจ เปิดโอกาส เปิดพื้นที่ให้กับบุคคลที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากท่าน ให้พวกเขาได้รับโอกาส ได้รับความเป็นธรรม พวกท่านไม่ทราบหรอกค่ะ จนกว่าวันใดวันหนึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็น คนในครอบครัวของพวกท่าน ดิฉันเห็นภาคประชาชนพยายามสื่อสารบอกว่าบุคคลเหล่านี้ คือคนธรรมดา คือพ่อ คือแม่ คือลูกของใครบางคนอยู่ แต่มันน่าเจ็บปวดใจมากว่าแม้ในสภา แห่งนี้ คนที่มาจากผู้แทน มาจากเสียงของประชาชนก็ไม่สนใจเลยว่าพวกเขาจะเป็นเสาหลัก เป็นครอบครัว เป็นพ่อเป็นแม่ของใคร ท่านผู้แทนราษฎรทุกท่านถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง ยอมรับความจริงว่าที่ผ่านมาเรามีผิดพลาดแล้วขอให้แก้ไขให้มันถูกต้อง และเพื่อให้สถาบัน พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในความขัดแย้งและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ